อัลไซเมอร์เป็นโรคที่ทำลายการทำงานของสมอง ทำให้ความจำเสื่อม การคิดวิเคราะห์ลดลง และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

จากผลการสำรวจทางระบาดวิทยาเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมในชุมชนทั่วไต้หวัน โดยสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติ (ปี 2024) พบว่า ผู้สูงอายุอายุ 65 ปีขึ้นไป มีอัตราความชุกของโรคสมองเสื่อมอยู่ที่ 7.99% คาดการณ์ว่าปัจจุบันทั่วไต้หวันมีผู้ป่วยสมองเสื่อมประมาณ 350,000 คน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็นทั้งหมด 470,000 คนในปี 2031 และอาจเพิ่มสูงขึ้นเป็น 680,000 คนในปี 2041
ในจำนวนนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ มีสัดส่วนมากที่สุด อยู่ที่56.88% รองลงมาคือ ภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง(Vascular Dementia) อยู่ที่ 22.91% และ โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) ที่ 7.12%
อัตราการเกิดภาวะสมองเสื่อมยังเพิ่มสูงขึ้นตามอายุอย่างมีนัยสำคัญ:
โดยอายุ 65–69 ปี มีอัตราอยู่ที่ 2.40%
อายุ 70–74 ปี อยู่ที่ 5.16%
อายุ 80–84 ปี 16%
อายุ 85 ปีขึ้นไป: มีอัตราเป็นภาวะนี้สูงถึง 23.23%
นอกจากนี้ ยังพบว่า เพศหญิงมีอัตราการเป็นโรคสมองเสื่อมสูง โดยอยู่ที่ 9.36% เมื่อเทียบกับ ในเพศชายซึ่งอยู่ที่ 6.35%
ยาตัวใหม่ทั้งสองชนิดนี้มีคุณสมบัติคล้ายกัน แต่ความถี่ในการฉีดและประสิทธิผลต่างกัน

Leqembi เป็นยาที่วิจัยและพัฒนาร่วมกันโดย บริษัท Eisai (เอไซ) ประเทศญี่ปุ่น และบริษัท Biogen Inc ของอเมริกา โดยจะต้องทำการฉีดยาทุกๆ 2 สัปดาห์ หลังจากผ่านครึ่งปีไปแล้วจึงสามารถลดการฉีดยาเป็นเดือนละครั้ง โดยผู้ป่วยระยะแรกที่มีการสะสมโปรตีนอะไมลอยด์ไม่มาก สามารถลดจำนวนการสะสมลงได้ถึง 51% ซึ่งช่วยชะลอการเข้าสู่ระยะกลางหรือรุนแรงช้าลงได้ประมาณ 3 ปี

Kisunla (欣智樂) พัฒนาโดยบริษัท Eli Lilly and Company (LLY) ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจะทำการฉีดยาเดือนละครั้ง จากผลการวิจัยพบว่าประมาณ 66% ของผู้ป่วยสามารถกำจัดโปรตีนอะไมลอยด์ให้หมดไปภายใน 1 ปี ส่วนผู้ป่วยที่เหลือจะใช้เวลาราว 1.5 ปี และผู้ป่วยบางรายสามารถหยุดฉีดได้หลังจากกำจัดโปรตีนได้สำเร็จ แต่ยังจำเป็นต้องมีการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งยาตัวนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาเป็นโรคอัลไซเมอร์ระยะกลางได้ถึง 50% หรือชะลอการเกิดของโรคได้ประมาณ 4–5 ปี

นายแพทย์ เจินรุ่ยซิ่ง ผู้อำนวยการศูนย์โรคสมองเสื่อม แผนกประสาทวิทยา โรงพยาบาล Far Eastern Memorial Hospital กล่าวว่า ยารักษาอัลไซเมอร์ตัวใหม่ 2 ชนิด ใช้วิธีการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้าเส้น ต้องฉีดโดยสถานพยาบาลเท่านั้น และก่อนรับวัคซีนจะต้องผ่านการประเมินอย่างครบถ้วน โดยมีการประเมิน ทั้ง 1. PET Scan (เป็นการตรวจภาพวินิจฉัยที่อาศัยสารเภสัชรังสี) 2. การตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เครื่อง MRI 3. การตรวจยีน ApoE เขายังเตือนว่า ในผู้ป่วยบางรายซึ่งมีจำนวนน้อย อาจเกิดภาวะสมองบวม(Cerebral Edema) หรือมีจุดแดง เป็นรอยเลือดที่ออกอยู่ใต้ผิวหนัง จึงจำเป็นต้องมีการติดตามโดยการมอนิเตอร์ เพื่อความปลอดภัยในการรักษา
ปัจจุบัน คาดว่าทั่วไต้หวันมีผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ “อัลไซเมอร์ระยะแรก + ผลตรวจโปรตีนเบตา – อะไมลอยด์เป็นบวก” ประมาณ 130,000 คน อย่างไรก็ตาม มี ผู้ที่เคยมีประวัติโรคหลอดเลือดสมองหรือมีอาการชักภายใน 1 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่มียีน APOE (ε4/ε4) และผู้ที่กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่ง 3 กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่อาจไม่เหมาะสมในการใช้ยารักษาอัลไซเมอร์