Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2568
ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2568

ส่งออกพฤษภาคมของไต้หวันทำสถิติสูงสุด! โต 38% แต่กระทรวงการคลังเตือนครึ่งปีหลังอาจเผชิญแรงต้านมากขึ้น

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนนี้ กระทรวงการคลังไต้หวันประกาศ ว่ายอดส่งออกเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 51,740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสถิติรายเดือนสูงสุดในประวัติศาสตร์ เพิ่มขึ้นถึง 38.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเติบโตต่อเนื่องมา 19 เดือนแล้ว

สาเหตุหลักมาจากการเลื่อนมาตรการเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดกระแสดึงสินค้าล่วงหน้าอย่างรุนแรง จนกระทรวงการคลังไต้หวันเปรียบเทียบความร้อนแรงของการส่งออกช่วงนี้ว่า “ราวกับอยู่ในฤดูร้อนที่ร้อนระอุ”

แต่อานิสงส์จากคำสั่งซื้อล่วงหน้าอาจกลายเป็นดาบสองคม เพราะความต้องการจำนวนมากได้ถูกใช้ไปแล้ว ทำให้คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลัง การส่งออกอาจเผชิญแรงต้านมากขึ้น และ “ฤดูใบไม้ร่วงแห่งการส่งออก” หรือช่วงชะลอตัว อาจมาถึงเร็วกว่าที่คาด

        กระทรวงการคลังไต้หวันเปิดเผยว่า ยอดส่งออกในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่กว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขส่งออกทะลุระดับดังกล่าว โดยมีอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าอยู่ที่ 38.6% ถือเป็นอัตราการขยายตัวรายเดือนที่สูงที่สุดในรอบ 15 ปี

กระทรวงการคลังระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของการส่งออกในเดือนพฤษภาคมมีอยู่ 3 ประการ ได้แก่

       ประการแรก ความต้องการในตลาดยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องจากโอกาสเชิงพาณิชย์ที่เกิดจากการประยุกต์ใช้นวัตกรรม เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ การประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High-Performance Computing: HPC)

       ประการที่สอง ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีบางประเภทได้เข้าสู่ รอบการเปิดตัวรุ่นใหม่ อย่างต่อเนื่อง

       ประการที่สาม (ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด) คือการที่สหรัฐอเมริกาประกาศเลื่อนการบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีตอบโต้ ออกไปอีก 90 วัน ทำให้ลูกค้าต่างประเทศอาศัยช่วงเวลาดังกล่าวเร่งเพิ่มคำสั่งซื้อสินค้าอย่างมาก

นางไช่ เหม่ยน่า (蔡美娜) ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติ กระทรวงการคลังไต้หวัน เปิดเผยว่า ช่วงเวลาการยกเว้นการเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะสิ้นสุดในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ จึงคาดว่าในเดือนมิถุนายนจะยังคงมีกระแสการเร่งส่งออกล่วงหน้าอยู่บางส่วน

ขณะนี้ความต้องการอย่างต่อเนื่องในสินค้าประเภทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและเครื่องใช้ภาพ-เสียง ยังคงอยู่ในระดับที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ จึงมีมุมมองเชิงบวกมากกว่าสำนักงานงบประมาณกลาง โดยประเมินว่ายอดส่งออกของไต้หวันในเดือนมิถุนายนจะขยายตัวอยู่ในช่วงระหว่าง 15% ถึง 25% คิดเป็นมูลค่าราว 45,700 ถึง 49,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกของประเทศเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ติดต่อกัน

นอกจากนี้คุณไช่ เหม่ยน่า ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานงบประมาณกลางได้ปรับเพิ่มประมาณการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกของปี โดยคาดว่าจะขยายตัวที่อัตรา 22.6% คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 275,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับช่วงครึ่งปีแรกนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ

กระทรวงการคลังยังคงมีมุมมองในเชิงบวกว่า เป้าหมายการส่งออกน่าจะบรรลุผลตามที่คาดไว้ แต่อย่างไรก็ตาม ได้เตือนว่า ความต้องการจากลูกค้าบางส่วนได้ถูกดึงมาใช้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งอาจส่งผลให้ “ฤดูใบไม้ร่วงของการส่งออก” มาถึงเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

ในบรรดาสินค้าหลัก การส่งออกผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและเครื่องใช้ภาพ-เสียงในเดือนพฤษภาคมพุ่งแตะระดับ 19,890 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดรายเดือนเป็นประวัติการณ์ และใกล้แตะระดับ 20,000 ล้านดอลลาร์ โดยแซงหน้าการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ติดต่อกันเป็นเดือนที่สองแล้ว

ทั้งนี้หากรวมมูลค่าการส่งออกของผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและเครื่องใช้ภาพ-เสียงเข้ากับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จะพบว่าสองกลุ่มสินค้านี้มีสัดส่วนสูงถึง 72% ของการส่งออกทั้งหมดในเดือนพฤษภาคม และมีอัตราการเติบโตเมื่อเทียบรายปีสูงถึง 62.5%

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมดั้งเดิมขณะนี้มีสัดส่วนไม่ถึง 30% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยมีอัตราการเติบโตเพียง 1% เท่านั้น ส่งผลให้สัดส่วนในภาพรวมของการส่งออกลดลงอย่างต่อเนื่อง

ในอีกด้านหนึ่ง การนำเข้าในเดือนพฤษภาคมก็มีแนวโน้มที่ดี โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 39,130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 คุณไช่ เหม่ยน่า อธิบายว่า สาเหตุหลักมาจากการแบ่งงานในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก ความต้องการจากการส่งออกที่ขยายตัว และการจัดซื้อเครื่องจักรเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากในลักษณะของการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต

เมื่อหักลบมูลค่านำเข้าออกจากส่งออกแล้ว ไต้หวันเกินดุลการค้าเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 12,620 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดรายเดือนเช่นกัน

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 6%! ผู้เชี่ยวชาญคาด อิหร่านน่าจะคุกคามเรือบรรทุกน้ำมัน มากกว่าปิดช่องแคบฮอร์มุซ

หลังจากที่สหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่งในอิหร่าน และขู่จะโจมตีเพิ่มเติม ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้าพุ่งขึ้นทันทีในวันแรกที่ตลาดเปิดทำการ โดยน้ำมันดิบเบรนต์ซึ่งเป็นราคามาตรฐานของโลก พุ่งขึ้น 5.7% แตะระดับ 81.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่ราคาจะชะลอลง เหลือบวกอยู่ราว 3%

ตลาดกังวลว่าความขัดแย้งครั้งนี้อาจนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าอิหร่านมีแนวโน้มจะใช้ยุทธวิธีรบกวน เช่น การวางทุ่นระเบิดหรือการขึ้นตรวจค้นเรือ มากกว่าการปิดช่องแคบโดยสิ้นเชิง

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอิหร่านมีแนวโน้มจะเลือกใช้ยุทธวิธีก่อกวนมากกว่า เช่น การวางทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือ หรือการสั่งตรวจค้นเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบ เพื่อสร้างความล่าช้าและเพิ่มต้นทุนการขนส่ง แทนที่จะใช้มาตรการปิดทางเดินเรือโดยตรง

เมื่อวันเสาร์ที่ 22 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาได้ออกแถลงการณ์ว่า สหรัฐฯ ได้ตัดสินใจเข้าแทรกแซงความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านโดยตรง โดยได้ส่งกองกำลังโจมตีเป้าหมายภายในอิหร่าน ซึ่งเป็น โรงงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ ฟอร์โด (Fordow), นาตันซ์ (Natanz), อิสฟาฮาน (Isfahan)

ทั้งนี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านก็ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ โดยระบุว่า อิหร่านจะขอสงวนสิทธิ์ในการใช้ “ทุกทางเลือก” ที่มีอยู่ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชน

สื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า รัฐสภาอิหร่านได้มีมติอนุมัติให้ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” เพื่อตอบโต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม รัฐสภาไม่มีอำนาจในการสั่งบังคับใช้มาตรการนี้โดยตรง การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการปิดช่องแคบจะอยู่ภายใต้อำนาจของคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่านซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ

ช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญมากที่สุดของโลกในด้านการขนส่งพลังงาน โดยแต่ละวันจะมีน้ำมันดิบประมาณ 20 ล้านบาร์เรล ถูกลำเลียงผ่านช่องแคบนี้ คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมี ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อีกราว 20% ของการขนส่งทั่วโลก ที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน

ทั้งนี้มินนา คูซิสโต นักวิเคราะห์อาวุโสจากธนาคารเดนมาร์กประจำกรุงโคเปนเฮเกนได้กล่าวว่า หากไม่สามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้จริง จะส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานอย่างรุนแรง และอาจกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในตลาดพลังงานโลก

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจอ๊อกซ์ฟอร์ดคาดการณ์ว่า หากสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้การเติบโตของ GDP โลกชะลอลงถึง 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์

ทางด้านรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ นายรูบิโอ ให้สัมภาษณ์กับ Fox News ว่า หากอิหร่านดำเนินการดังกล่าวจริง ก็เท่ากับเป็น “การฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจ” โดยสหรัฐฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้ และเชื่อว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดกับประเทศอื่นจะรุนแรงกว่าที่สหรัฐฯ ได้รับอย่างมาก

ผมเชื่อว่านี่จะเป็นการยกระดับสถานการณ์อย่างรุนแรง และไม่ใช่แค่สหรัฐฯ เท่านั้นที่มีเหตุผลในการตอบโต้ แต่ประเทศอื่นๆ ก็มีเหตุผลเพียงพอในการดำเนินการเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม เรเบคกา บาบิน (Rebecca Babin) นักวิเคราะห์จาก CIBC Private Wealth Management ประเมินว่าโอกาสที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์นั้นมีน้อยกว่า 50% สาเหตุหลักคือ กองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ประจำการอยู่ที่บาห์เรน ซึ่งหากอิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบก็อาจเผชิญกับการตอบโต้โดยตรงจากกองทัพสหรัฐฯ  เศรษฐกิจของอิหร่านพึ่งพาการส่งออกน้ำมันอย่างมาก ตราบใดที่สถานีส่งออกพลังงานของตนยังไม่ถูกทำลาย อิหร่านก็ไม่น่าจะเลือกโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานอย่างรุนแรง นอกจากนี้ การส่งออกน้ำมันของอิหร่านมากกว่าครึ่งถูกส่งไปยังจีน ซึ่งคูซิสโต นักวิเคราะห์จากธนาคารเดนมาร์ก ประเมินว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจสร้างความไม่พอใจให้กับปักกิ่ง

          เรเบคกา บาบิน  Rebecca Babinจาก CIBC และเกรกอรี บรูว์Gregory Brew นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Eurasia Group มีความเห็นสอดคล้องกันว่า อิหร่านมีแนวโน้มใช้วิธีรบกวน เช่น การวางทุ่นระเบิดหรือการขึ้นตรวจค้นเรือ ซึ่งสามารถเพิ่มเวลาและต้นทุนในการขนส่งได้โดยไม่จำเป็นต้องปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยสมบูรณ์

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解