อิหร่านพร้อมเจรจา! สหรัฐฯ เตือน หากสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่จะโจมตีอีก
สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ออกมาแสดงจุดยืนแข็งกร้าวต่ออิหร่าน โดยระบุว่าการโจมตีทางอากาศที่เกิดขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างสิ้นเชิง และทำให้แผนพัฒนาด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านล่าช้าออกไปหลายสิบปี พร้อมข่มขู่ว่าหากอิหร่านเดินหน้าสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ สหรัฐฯ จะดำเนินการโจมตีอีกครั้งอย่างแน่นอน
ปฏิบัติการดังกล่าวมีชื่อว่า “Midnight Hammer” โดยมีเป้าหมายโจมตีโรงงานนิวเคลียร์สำคัญ 3 แห่ง รวมถึงโรงงานฟอร์โด (Fordow) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตยูเรเนียมที่สำคัญของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม รายงานของ CNN ที่อ้างอิงแหล่งข่าวจากกองทัพสหรัฐฯ และหน่วยข่าวกรองกลับชี้ว่า ความเสียหายจากการโจมตีนั้นอาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวไว้ โดยยังคงมีสต็อกยูเรเนียมเสริมสมรรถนะหลงเหลืออยู่ และเครื่องหมุนเหวี่ยงส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้
แม้สถานการณ์จะดูเผ็ดร้อนจากฝั่งสหรัฐฯ แต่อิหร่านกลับแสดงท่าทีเปิดกว้างต่อการเจรจาทางการทูต โดยประธานาธิบดีอิหร่านประกาศว่า อิหร่านพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาผ่านโต๊ะเจรจา พร้อมยืนยันว่าจะไม่แสวงหาการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ขณะเดียวกันอิสราเอลที่ร่วมโจมตีในปฏิบัติการครั้งนี้ก็ได้ออกมาประกาศชัยชนะ โดยระบุว่าสามารถลดภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์จากอิหร่านได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือการตอบสนองของสาธารณชนในสหรัฐฯ ซึ่งผลสำรวจของ CNN พบว่า 56% ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เห็นด้วยกับการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยให้เหตุผลว่าขาดความเชื่อมั่นในวิจารณญาณของทรัมป์ในการจัดการกับวิกฤตระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าการดำเนินการทางทหารดังกล่าวอาจทำให้ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศยิ่งรุนแรงขึ้น
ท่าทีของประชาชนยังสะท้อนความแตกแยกทางการเมืองในประเทศอย่างชัดเจน โดยฝ่ายเดโมแครตส่วนใหญ่คัดค้านการโจมตี ขณะที่ฝ่ายรีพับลิกันส่วนใหญ่กลับสนับสนุนมาตรการของประธานาธิบดี นับเป็นอีกครั้งที่การเมืองภายในมีอิทธิพลอย่างมากต่อทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ
แม้ว่าขณะนี้จะมีการหยุดยิงชั่วคราวระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล แต่สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงเปราะบาง และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเฝ้าระวังและประเมินผลกระทบจากการใช้กำลัง รวมถึงท่าทีต่อการเจรจาในอนาคต จึงยังคงเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

สภานิติบัญัติไต้หวันเตรียมลงมติ “คืนภาษีให้ประชาชน” หากรายได้ภาษีเกินคาด
ประเด็นการ “คืนภาษีให้ประชาชน” กำลังเป็นที่จับตาในสภานิติบัญญัติของไต้หวัน โดยพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) และพรรคประชาชนไต้หวัน (TPP) ได้ร่วมกันผลักดันร่างกฎหมายแก้ไขพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี เพื่อรองรับการคืนเงินภาษีให้แก่ประชาชนในกรณีที่รัฐบาลมีรายได้ภาษีเกินเป้าที่คาดการณ์ไว้
การพิจารณาเรื่องนี้เดินหน้าอย่างรวดเร็ว โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการการเงินแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างรอการบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภา ซึ่งคาดว่าจะมีการลงมติวาระที่สามเร็วที่สุดในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ (ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมาได้มีมติเห็นชอบแล้ว)
จุดมุ่งหมายของร่างกฎหมายคือการกำหนดหลักเกณฑ์ทางกฎหมายให้รัฐบาลต้องดำเนินการคืนภาษีให้ประชาชนหากมีรายได้ภาษีเกินเป้า ข้อเสนอนี้ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส. KMT หลายคน เช่น หงเวย(王鴻薇), หลิน เต๋อฝู(林德福) และไล่ ซื่อเป่า(賴士葆) ซึ่งต่างก็มีแนวคิดที่หลากหลายในการกำหนดเงื่อนไขการคืนเงิน
หวัง หงเวย เสนอว่า หากเก็บรายได้ภาษีได้เกิน 300,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ควรคืนเงินให้ประชาชนโดยทันที ส่วนไล่ ซื่อเป่าเสนอเกณฑ์ 120% ของรายได้เป้าหมาย หรือเกินกว่าเป้ารายได้เดิม 20% ขณะที่หลิน เต๋อฝูเน้นการนำเงินส่วนเกินไปชำระหนี้ ลดภาระงบประมาณกลาง รวมถึงสนับสนุนกองทุนด้านสวัสดิการ เช่น กองทุนประกันสังคมและกองทุนสุขภาพ ก่อนจะคืนเงินให้ประชาชน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับแนวทางการออกกฎหมายลักษณะนี้ โดยสำนักงานสถิติการเงินออกมาเตือนว่า รายได้ที่เกินเป้าหมายไม่ควรถูกมองว่าเป็น “กำไร” ของรัฐโดยอัตโนมัติ เนื่องจากจำเป็นต้องนำไปชดเชยการขาดดุลงบประมาณก่อน และยังมีภาระต้องแบ่งให้ท้องถิ่นตามกฎหมายอีกด้วย
กระทรวงการคลังเสริมว่า หากมีการบังคับใช้กฎหมายที่ให้แจกจ่ายเงินทันทีเมื่อรายได้เกินคาด อาจกระทบต่อความยืดหยุ่นในการบริหารงบประมาณของรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน
อีกด้านหนึ่ง พรรคฝ่ายค้านยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อหาจุดร่วมเรื่องจำนวนเงินที่ควรแจกจ่าย โดยพรรค KMT เสนอแจกเงิน 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันต่อคน ขณะที่พรรคประชาชนเสนอ 6,000 ดอลลาร์ต่อคน ซึ่งหากสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมได้ การลงมติในสภาอาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
แม้จะมีเสียงคัดค้านจากฝั่งรัฐบาล แต่การผลักดันให้การ “คืนภาษี” กลายเป็นนโยบายถาวรและมีกรอบกฎหมายรองรับนั้น ก็สะท้อนถึงความพยายามของฝ่ายค้านในการสร้างกลไกที่เอื้อต่อการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนโดยตรง ซึ่งประเด็นนี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในการประชุมสภาที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้
