1. ไต้หวันเล็งพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำติดต่อกันเป็นครั้งที่ 10 ในสัปดาห์สุดท้ายเดือนกันยายน กลุ่มแรงงานหวังปรับขึ้นไม่ต่ำกว่า 4%
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม-ต้นเดือนกันยายน การถกเถียงในประเด็นปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปีใหม่ของไต้หวันเริ่มคึกคักมากขึ้น กระทรวงแรงงานมีกำหนดจัดการประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายน เพื่อหารือการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2569 ตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ขยายตัวต่อเนื่องตลอดปีนี้ รวมถึงอ้างอิงตัวชี้วัดสำคัญ 10 รายการที่เกี่ยวข้อง กลุ่มเคลื่อนไหวด้านแรงงานคาดหวังว่า ตามแนวทางการเจรจาที่ผ่านมาค่าจ้างขั้นต่ำปีหน้าควรปรับขึ้นไม่น้อยกว่า 4% เพื่อให้ค่าจ้างรายเดือนใกล้ระดับ 30,000 เหรียญไต้หวัน และค่าจ้างรายชั่วโมงขยับขึ้นแตะ 198 เหรียญไต้หวัน

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง (ภาพจาก mimd.com.tw)
อย่างไรก็ดี นักวิชาการกังวลว่า หากค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นตามที่กลุ่มแรงงานเรียกร้องเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน แต่ค่าจ้างของแรงงานกลุ่มอื่นที่ไม่ได้รับการปรับตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไม่ขยับตาม อาจส่งผลให้แรงงานจำนวนมากมีรายได้ใกล้เคียงกับค่าจ้างขั้นต่ำมากขึ้น และทำให้กลุ่มแรงงานชายขอบ เพิ่มจำนวนขึ้น

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง (ภาพจาก LTN)
กลุ่มสหภาพแรงงานระบุว่า หากยึดตามแนวทางที่มีมาโดยตลอด คือสะท้อนดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI เต็มจำนวน และหลักการเมื่อเศรษฐกิจเติบโตควรแบ่งปันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยตัวเลขคาดการณ์ CPI ทั้งปี 2568 อยู่ที่ 2.21% และ GDP ขยายตัว 4.45% อัตราการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำควรอยู่ที่ 4.435% ซึ่งจะส่งผลให้ค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนปรับเป็น 29,858 เหรียญ และรายชั่วโมงเป็น 198 เหรียญไต้หวัน แต่หากพิจารณาปัจจัยด้านภาษีศุลกากร กลุ่มสหภาพแรงงานเห็นว่าควรปรับขึ้นไม่น้อยกว่า 4% ซึ่งจะทำให้ค่าจ้างรายเดือนอยู่ที่ 29,734 เหรียญ เพิ่มขึ้น 1,144 เหรียญ ส่วนค่าจ้างรายชั่วโมงเมื่อปัดเศษก็ยังคงแตะระดับ 198 เหรียญไต้หวัน

ไต้หวันเตรียมพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในสัปดาห์สุดท้ายเดือนกันยายนนี้
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติและการบัญชี สภาบริหารระบุว่า ในปี 2567 ค่าจ้างรวมทั้งปีเฉลี่ยต่อเดือนของลูกจ้างอยู่ที่ 60,984 เหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น 4.39% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากตัดค่าล่วงเวลา โบนัสสิ้นปี และรายได้ไม่ประจำออก ค่าจ้างประจำเฉลี่ยอยู่ที่ 46,450 เหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้น 2.77% ขณะที่ค่าจ้างประจำกึ่งกลางหรือค่าจ้างมัธยฐานอยู่ที่ 37,274 เหรียญ เพิ่มขึ้น 3.29%

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าเถาหยวนสายสีเขียว (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้าเถาหยวน)
กลุ่มสหภาพแรงงานชี้ว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมไฮเทคทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างแรงงานรายได้สูงและรายได้ต่ำถ่างกว้างมากขึ้น โดยแรงงานเกือบ 70% มีค่าจ้างประจำต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อีกทั้งในปี 2566 ไต้หวันติดอันดับ 6 ของโลกด้านชั่วโมงการทำงานยาวนาน สะท้อนความจริงที่แรงงานจำนวนมากต้องพึ่งพาการทำงานล่วงเวลาเพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่าผู้ใช้แรงงานในไต้หวันยังคงได้รับค่าจ้างต่ำ

ไต้หวันเตรียมพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในสัปดาห์สุดท้ายเดือนกันยายนนี้
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปีนี้แตกต่างจากปีก่อน ปีนี้มีปัจจัยใหม่คือ ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะกระทบหนักต่อภาคการผลิตที่อยู่ด่านหน้า ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น ศาสตราจารย์ซินปิ่งหลง แห่งสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำยอมรับว่า ดัชนี CPI ที่ใช้เป็นฐานคำนวณถือเป็นตัวชี้วัดล่าช้า แต่ผลกระทบจากภาษีเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สุดท้ายขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างนายจ้างและลูกจ้างว่าจะหาข้อสรุปอย่างไร

แรงงานไทยในโรงงานฟอกย้อมและตกแต่งสำเร็จ
แม้แรงกดดันจากภาษีศุลกากรใกล้เข้ามา แต่ด้วยแรงหนุนจากโอกาสทางธุรกิจของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้สำนักงานสถิติและการบัญชี ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2568 ขึ้นเป็น 4.45% เมื่อรวมกับ CPI ที่ 2.21% ทำให้กลุ่มสหภาพแรงงานยืนยันว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปีใหม่ ต้องปรับขึ้นอย่างน้อย 4% จึงถือว่าเหมาะสม

แรงงานไทยในโรงงานผลิตหม้อน้ำอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีนำเข้า 20% บวกกับภาษีที่เก็บดั้งเดิมหรือที่เรียกกันว่า ภาษี “20+N” ของสหรัฐฯ เริ่มชัดเจน โดยจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมที่ประกาศมาตรการลดเวลาทำงานหรือให้พนักงานหยุดงานโดยไม่รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น ในการประชุมร่วมเมื่อเดือนกรกฎาคม ตัวแทนนายจ้างได้เรียกร้องให้รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบจากภาษีศุลกากร ค่าเงินเหรียญไต้หวันที่แข็งค่าขึ้น และมาตรการภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป พร้อมเสนอให้รัฐพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่องค์กรและแรงงานที่ได้รับผลกระทบ

แรงงานฟิลิปปินส์ในโรงงานผลิตแผงวงจรพิมพ์
นายไต้กั๋วหรง ประธานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมไต้หวันโต้แย้งว่า การใช้เหตุผลเรื่องภาษีเพื่อลดอัตราการปรับขึ้นนั้นเกินความจริง เพราะผลกระทบจากภาษีไม่ได้รุนแรงเท่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อทั้งประเทศ ขณะที่ภาษีมีผลเพียงบางอุตสาหกรรมที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ หากนายจ้างจะอ้างผลกระทบ ควรนำข้อมูลจริงมาแสดงว่ามีอุตสาหกรรมใดได้รับผลกระทบในระดับใด ไม่ใช่การกล่าวอ้างแบบกว้าง ๆ

ไต้หวันเตรียมพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในสัปดาห์สุดท้ายเดือนกันยายนนี้
เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า ในช่วงโควิด-19 แม้จะเผชิญผลกระทบหนัก คณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำก็ยังตัดสินใจปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำควบคู่ไปกับมาตรการอุดหนุนจากกระทรวงเศรษฐการที่ให้ความช่วยเหลือธุรกิจที่รายได้ลดลงเกิน 10% ดังนั้น สำหรับผลกระทบจากภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ก็อาจพิจารณาใช้มาตรการช่วยเหลือในลักษณะเดียวกันได้
2. จับสาวไทยที่ไทจงก่อเหตุทารุณสัตว์ ทิ้งหนูแฮมสเตอร์เป็น ๆ 10 ตัวลงชักโครก จุดกระแสโกรธในสังคม อ้างแฟนหนุ่มไต้หวันบอกเลิกและขู่เอาไปเลี้ยงงู จึงชิงลงมือก่อน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีคลิปวิดีโอสะเทือนขวัญส่งว่อนบนโลกออนไลน์ในไต้หวัน Promin ชื่อบนโซเชียลของหญิงไทยรายหนึ่ง อัปโหลดคลิปทางอินสตาแกรมหรือ IG โยนหนูแฮมสเตอร์จำนวน 10 ตัวลงในโถชักโครกแล้วกดน้ำทิ้ง ยังระบุจำนวนที่ถูกทิ้งไปแล้วทีละตัว เมื่อมีชาวเน็ตนำคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อบนแพลตฟอร์ม Threads ได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเสียงประณามอย่างรุนแรงในสังคมออนไลน์ของไต้หวัน

สื่อไต้หวันรายงานว่า ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Promin หญิงไทยที่ใช้ชื่อบนสื่อโซเชียลรายนี้ มีปากเสียงและเลิกรากับแฟนหนุ่มชาวไต้หวัน ฝ่ายชายแจ้งความต่อตำรวจว่าหญิงไทยไม่ยอมย้ายออกจากหอพัก ตำรวจเดินทางไปไกล่เกลี่ย พบว่าหญิงไทยพำนักเกินกำหนดอนุญาต จึงส่งไปกักตัวตามกฎหมายคนเข้าเมือง กระทั่งต่อมา มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอในโลกออนไลน์ ตำรวจยืนยันเป็นหญิงไทยคนเดียวกับที่ทิ้งหนูแฮมสเตอร์ลงชักโครก ทำให้สังคมเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

Promin หญิงไทยผู้อัปโหลดคลิปทางอินสตาแกรม โยนหนูแฮมสเตอร์จำนวน 10 ตัวลงในโถชักโครกแล้วกดน้ำทิ้งอย่างเลือดเย็น (ภาพจากติ๊กต็อก)
เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ตำรวจได้สอบปากคำหญิงไทยคนดังกล่าว เธอให้การอ้างว่า ที่กระทำไปเพราะแฟนหนุ่มไต้หวันที่บอกเลิกขู่ว่าจะนำหนูแฮมสเตอร์ไปเป็นอาหารงู เธอจึงตัดสินใจชิงลงมือก่อน ด้วยการทิ้งหนูทั้งหมดลงโถชักโครก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อสงสัยในคำให้การดังกล่าว เพราะไม่สมเหตุสมผล

Promin หญิงไทยผู้อัปโหลดคลิปทางอินสตาแกรม โยนหนูแฮมสเตอร์จำนวน 10 ตัวลงในโถชักโครกแล้วกดน้ำทิ้งอย่างเลือดเย็น (ภาพจาก Threads)
โฆษกสถานีตำรวจไทจงเปิดเผยว่า เมื่อเทียบภาพของหญิงที่ก่อเหตุโยนหนูแฮมสเตอร์ 10 ตัวลงชักโครกแล้ว ยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกับเหตุการณ์ข้อพิพาทชายหญิงซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา จากข้อมูลของตำรวจ เมื่อเวลา 01.50 น. ของวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้รับโทรศัพท์แจ้งความจากชายชาวไต้หวันวัย 24 ปี ซึ่งประสงค์จะเลิกรากับแฟนสาวชาวไทยวัย 27 ปี แต่ฝ่ายหญิงไม่ยอมออกจากบ้านเช่าย่านถนนจงชิง ในนครไทจง ขอให้ตำรวจเข้ามาช่วยเหลือ เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง พบว่าหญิงชาวไทยรายนี้เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว อยู่เลยกำหนดวีซ่ามาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว แต่ในขณะนั้น ที่เกิดเหตุไม่พบการกระทำผิดอื่น ๆ จึงประสานและส่งตัวไปยังสถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสาขาไทจงเพื่อรอการลงโทษปรับเงินจากนั้นส่งกลับประเทศ ต่อมามีคลิปวิดีโอนำหนูแฮมสเตอร์ทิ้งลงชักโครกถูกเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต ตำรวจจึงตรวจสอบและเปรียบเทียบภาพในคลิป พบว่าเป็นหญิงไทยคนเดียวกัน ตำรวจจึงรายงานต่อกองคุ้มครองสัตว์ นครไทจง เพื่อยืนยันการกระทำผิดตามกฎหมายคุ้มครองสัตว์ พร้อมทั้งดำเนินการสอบสวนและส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการไทจงดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

หนูแฮมสเตอร์เป็น ๆ 10 ตัวถูกโยนลงโถชักโครกแล้วกดน้ำทิ้ง แต่ละตัวดิ้นรนหนีตายอย่างน่าสงสาร (ภาพจาก Threads)
กองคุ้มครองสัตว์ นครไทจงแถลงว่า การกระทำของหญิงไทยดังกล่าวเป็นการละเมิดกฎหมายคุ้มครองสัตว์ ซึ่งห้ามมิให้ผู้ใดรบกวน ทำร้าย หรือทารุณสัตว์ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 - 2,000,000 เหรียญไต้หวัน ขณะนี้คดีได้ถูกส่งต่อไปยังสำนักงานอัยการไทจงเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

หนูแฮมสเตอร์ สัตว์เลี้ยงตัวจิ๋วแก้มป่องรูปร่างหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูที่คนไต้หวันนิยมเลี้ยง (ภาพจาก LTN)
3. สลด! 2 แรงงานเวียดนามในนิวไทเปลงทำงานท่อระบายน้ำลึก 4 เมตร สลบจากการขาดออกซิเจน ตาย 1 สาหัส 1 กองทรัพยากรน้ำยืนยันเอาผิดผู้รับเหมา
เมื่อบ่ายวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในไซต์งานก่อสร้างท่อระบายน้ำเพื่อปรับปรุงการระบายน้ำในเขตอิงเกอ ของกองทรัพยากรน้ำ นครนิวไทเป ขณะที่ 2 แรงงานเวียดนามได้รับคำสั่งให้ลงไปทำงานในบ่อลึกเพื่อตรวจสอบระบบท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ เกิดอาการผิดปกติจนหมดสติ เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งเหตุและรีบรุดไปช่วยเหลือ นำตัวส่งโรงพยาบาล แต่หนึ่งในแรงงานเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เจ้าหน้าที่กู้ภัยลงไปในบ่อลึก 4 เมตร ช่วยเหลือ 2 แรงงานเวียดนามที่ทำงานตรวจสอบท่อระบายน้ำและสลบจากการขาดออกซิเจน ผลตาย 1 สาหัส 1 (ภาพจาก udn.com)
โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 บริษัทผู้รับเหมาโครงการได้แก่ จงอีเอ็นจิเนียริ่ง อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.18 น. แรงงานที่พบเห็นเหตุการณ์กล่าวว่ามีเพื่อนร่วมงานชาวเวียดนามสองคน ลงไปในบ่อกว้างประมาณ 2 เมตร ลึกประมาณ 4 เมตรแล้วเกิดอาการหมดสติ โดยนายเหงียน แรงงานชาวเวียดนามวัย 32 ปี ลงไปก่อนและมีอาการเวียนศีรษะจนล้มลง นายบุ่ย อายุ 37 ปี เพื่อนร่วมงานอีกคน พบเห็นและพยายามปลุกแต่ไม่ตอบสนอง จึงรีบแจ้งเพื่อนร่วมงานคนอื่น แต่สุดท้ายหมดสติไปเช่นกัน

2 แรงงานเวียดนามในนิวไทเปลงทำงานท่อระบายน้ำลึก 4 เมตร สลบจากการขาดออกซิเจน ตาย 1 สาหัส 1 (ภาพจาก udn.com)
เพื่อนร่วมงานคนอื่นรีบโทรแจ้งสายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน 110 ขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงละกู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุ รีบอัดอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่บ่อ จากนั้นทีมค้นหาลงไปในบ่อเพื่อช่วยเหลือ พบว่านายเหงียนไม่มีสัญญาณชีพแล้ว ขณะที่นายบุ่ยเริ่มฟื้นสติ ทั้งสองถูกนำตัวขึ้นจากบ่อด้วยรถกู้ภัยและส่งต่อไปรักษายังโรงพยาบาลเอินจู่กงในเขตซานเสีย และโรงพยาบาลฉางเกิงที่ถู่เฉิง ขณะเดียวกันตำรวจได้แจ้งหน่วยตรวจสอบแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการสอบสวน

เจ้าหน้าที่กู้ภัย นำแรงงานเวียดนามทั้งสองส่งรักษาที่โรงพยาบาล (ภาพจาก udn.com)
กองทรัพยากรน้ำ นครนิวไทเปแถลงว่า จากการประเมินเบื้องต้น สาเหตุอาจเกิดจากการระบายอากาศในบ่อไม่เพียงพอ ทำให้แรงงานขาดออกซิเจนและหมดสติ พร้อมยืนยันว่าจะตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องอย่างละเอียด และได้สั่งการให้ผู้รับเหมาและหน่วยกำกับดูแลโครงการทบทวนกระบวนการทำงานทั้งหมด หากพบว่ามีการละเมิดสัญญาหรือกฎระเบียบด้านความปลอดภัยในการทำงาน จะลงโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ กองทรัพยากรน้ำและตัวแทนผู้รับเหมายังได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลทันทีเพื่อให้ความช่วยเหลือและดูแลครอบครัวผู้ประสบเหตุ

เจ้าหน้าที่กู้ภัย นำแรงงานเวียดนามทั้งสองส่งรักษาที่โรงพยาบาล (ภาพจาก udn.com)
การทำงานในบ่อลึกหรือท่อระบายน้ำใต้ดินอันตรายมาก เพราะเป็นพื้นที่อับอากาศ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการขาดอากาศหายใจหรือได้รับก๊าซพิษ จำเป็นต้องตรวจวัดอากาศ ระบายอากาศและต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลครบชุด มีผู้เฝ้าสังเกตการณ์ขณะทำงานและเตรียมแผนกู้ภัยทุกครั้ง การละเลยขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้
4. จับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายรับจ้างกดเงินตู้ ATM ให้แก๊งคอลเซนเตอร์ ทั้ง ๆ ที่ตำรวจยืนดูอยู่ข้าง ๆ ตรวจพบซ่อนยาเสพติดในตัว
สถานีตำรวจเหอเหม่ย เมืองจางฮั่ว แถลงข่าวความคืบหน้าในการจับแรงงานต่างชาติทำหน้าที่กดเงินให้แก๊งคอลเซนเตอร์ว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ตำรวจสายตรวจได้จับกุมนายฝ่าม แรงงานเวียดนาม อายุ 29 ปี ซึ่งเป็นแรงงานหลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ขณะกดเงินจากตู้เอทีเอ็มของที่ทำการไปรษณีย์เพื่อนำส่งให้ขบวนการฉ้อโกง โดยไม่ทันสังเกตว่ามีตำรวจลาดตระเวนยืนอยู่ข้าง ๆ ตำรวจจึงตรวจสอบและจับกุมได้พร้อมเงินสด 35,000 เหรียญไต้หวัน บัตรเอทีเอ็ม และยังพบว่าผู้ต้องหาพกพายาเสพติดจำพวกเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองด้วย เมื่อนำตัวกลับโรงพักตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายรายนี้ ยังมีหมายจับในคดีฉ้อโกงหนีคดีอีกด้วย

แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายรับจ้างกดเงินตู้ ATM ให้แก๊งคอลเซนเตอร์ ถูกตำรวจที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ จับกุม (ภาพจากสถานีตำรวจจางฮั่ว)
ผู้ต้องหารับสารภาพในเบื้องต้นว่า เนื่องจากต้องการเงินใช้ จึงสมัครงานจากโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตที่อ้างว่าเป็น “งานง่าย รายได้ดี แค่กดเงิน” อ้างไม่ทราบว่าที่แท้คือการทำหน้าเป็นมือกดเงินให้แก๊งคอลเซนเตอร์ หลังสอบปากคำ ตำรวจได้ดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง ครอบครองยาเสพติด และฟอกเงิน ก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย

แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายรับจ้างกดเงินตู้ ATM ให้แก๊งคอลเซนเตอร์ ถูกตำรวจที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ จับกุม (ภาพจากสถานีตำรวจจางฮั่ว)
ทั้งนี้ สถานีตำรวจเหอเหม่ยเตือนแรงงานต่างชาติ ให้ระวังกับดักการรับสมัครงานทางอินเทอร์เน็ต หากพบการประกาศลักษณะ “ไม่ต้องมีประสบการณ์ ทำงานง่าย ได้ค่าตอบแทนสูง มีโบนัสหรือคอมมิสชันสูง” มักเป็นการโฆษณาหลอกลวง ไม่ควรมอบเอกสารส่วนตัว บัญชีธนาคาร หรือบัตรเอทีเอ็มให้ผู้อื่นโดยง่าย เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นผู้ต้องหาหรือผู้ร่วมขบวนการฉ้อโกงโดยไม่รู้ตัว หากสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง ควรโทรแจ้งสายด่วนป้องกันการฉ้อโกง 165 หรือสายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน 110 เพื่อขอคำปรึกษา

ของกลางที่ตำรวจยึดได้จากแรงงานเวียดนาม (ภาพจากสถานีตำรวจจางฮั่ว)
แก๊งคอลเซนเตอร์ในไต้หวันมีแนวโน้มจ้างแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเป็นมือกดเงินบัญชีม้ามากขึ้น ก่อนหน้านี้ สำนักงานอัยการเถาหยวนพร้อมด้วยตำรวจทลายแก๊งรับจ้างกดเงินเหยื่อจากบัญชีม้าตามตู้เอทีเอ็ม จับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย 6 ราย ตั้งแก๊งรับจ้างกดเงินตามตู้เอทีเอ็มทั่วพื้นที่เถาหยวน โดยหาเพื่อนร่วมชาติที่หลบหนีนายจ้างและไม่มีงานทำมาเป็นสมาชิก หลังกดเงินของเหยื่อจากบัญชีม้าแล้ว นำส่งแก๊งคอลเซนเตอร์ จากนั้นได้รับส่วนแบ่งเป็นค่าจ้าง ระยะเวลาเพียง 25 วัน แก๊งกดเงินจากตู้เอทีเอ็มเวียดนามแก๊งนี้ กดเงินจากบัญชีผู้เสียหาย 104 คน รวมเงิน 8,220,000 เหรียญไต้หวัน ถูกตำรวจจับกุมได้ทั้งหมด ยึดเงินสดที่ยังไม่ทันส่งให้แก๊งคอลเซนเตอร์จำนวน 2.19 ล้านเหรียญ อัยการสั่งฟ้องจำคุกแรงงานเวียดนามที่เป็นหัวโจก 5 ปี ผู้ต้องหาที่เป็นสมาชิกอีก 5 คนคนละ 4 ปี