Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

สโมสรผู้ฟัง - วันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568

อาชีพพนักงานร้านสะดวกซื้อ ต้องทำทุกอย่าง กลับดึงดูดนักศึกษาจบใหม่ทำงานเพิ่มขึ้น (ภาพจาก cw.com.tw )
อาชีพพนักงานร้านสะดวกซื้อ ต้องทำทุกอย่าง กลับดึงดูดนักศึกษาจบใหม่ทำงานเพิ่มขึ้น (ภาพจาก cw.com.tw )

1.จริงเหรอ? อาชีพพนักงานร้านสะดวกซื้อ ต้องทำทุกอย่าง กลับดึงดูดนักศึกษาจบใหม่ทำงานเพิ่มขึ้น

เมื่อพูดถึงพนักงานร้านสะดวกซื้อ นอกจากคิดเงินให้ลูกค้าแล้ว สิ่งที่คนทั่วไปมักจะนึกถึงตามมาคืองานที่ต้องทุกอย่าง ตั้งแต่จัดของ เช็คของ ต้มไข่ใบชา บดกาแฟ ถ่ายเอกสาร รับส่งพัสดุ กดไอศกรีม ชงชาไข่มุก อีกทั้งยังต้องคอยรับมือกับปัญหาน้อยใหญ่และคำถามแปลกๆของเหล่าลูกค้าเป็นประจำ 

ชาวไต้หวันจึงมักตั้งฉายาให้พนักงานร้านสะดวกซื้อว่าเป็นเหมือนเจ้าแม่กวนอิมพันมือ แต่งานที่ต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน และยังต้องแข่งกับเวลา เพื่อให้บริการลูกค้าที่รีบไปเข้างานในตอนเช้า เห็นได้ว่าเป็นหนึ่งในอาชีพที่เหน็ดเหนื่อยไม่น้อย กลับดึงดูดบัณฑิตจบใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมากจนน่าประหลาดใจ

แพลตฟอร์ม Interview (面試趣) แพลตฟอร์มที่เปิดให้ผู้ใช้งานแบ่งปันประสบการณ์การสัมภาษณ์งานของตนเอง เพื่อช่วยให้ผู้หางานคนอื่นๆสามารถเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์ และดูรีวิวของบริษัทต่าง ๆ ได้ก่อนสมัครงาน เปิดเผยสถิติว่า ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงก่อนฤดูจบการศึกษา บริษัทยอดนิยมที่ผู้หางานสนใจมากที่สุด อันดับหนึ่งตกเป็นของบริษัท TSMC ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของไต้หวัน แต่ที่น่าประหลาดใจคือ ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven กลับขึ้นแท่นเป็นอันดับสอง แซงหน้าบริษัทเทคโนโลยีใหญ่อย่าง ASUS และบริษัทการเงินชั้นนำอย่าง Cathay United Bank ขณะที่ FamilyMart ที่เป็นคู่แข่งร้านสะดวกซื้อก็ติดอันดับห้าเช่นกัน


คนหนุ่มสาวทำงานในร้านสะดวกซื้อเพิ่มขึ้น เพราะมีความยืดหยุ่น (ภาพ CNA)

คุณเฉินผิ่งอวี่ บรรณาธิการแพลตฟอร์ม Interview วิเคราะห์ว่า คนเจน Z ไม่ได้ยึดติดกับเงินเดือนสูงหรือชื่อเสียงขององค์กรอีกต่อไป เนื่องจากพวกเขายังไม่มีทิศทางในอนาคตที่ชัดเจน จึงเลือกที่จะมองหางานพาร์ทไทม์ในร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใกล้บ้าน มีชั่วโมงทำงานสั้น และสามารถสลับกะการทำงานได้อย่างยืดหยุ่น ช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหาเส้นทางอาชีพในอนาคต ยังคงมีรายได้เข้ากระเป๋าด้วย

นายหงเต๋ออวี๋ (洪德諭) เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเว็บไซต์จัดหางาน 104 ก็สังเกตเห็นว่า อาชีพพนักงานหน้าร้านเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ได้รับความนิยมจากเด็กจบใหม่มาโดยตลอด ดังนั้นสถิติของแพลตฟอร์ม Interview ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ทางด้านคุณหลินเฉิงซั่ว (林宸碩) ผู้จัดการทีมสรรหาบุคลากรของ 7-Eleven รู้สึกทั้งประหลาดใจและดีใจเมื่อเห็นข่าวนี้ และกล่าวอย่างภูมิใจว่า พวกเราก็แค่รักษาคุณภาพงานให้ได้มาตรฐานที่สุด

คุณหลินฯเปิดเผยว่า เดิมทีชั่วโมงการทำงานแบบยืดหยุ่น ออกแบบมาเพื่อรองรับการจ้างพนักงานที่เป็นผู้สูงวัยหรือวัยกลางคน แต่ไม่คิดว่าจะตรงกับความต้องการของคนเจน Z ด้วย สืบเนื่องจากไต้หวันกำลังเผชิญภาวะสังคมสูงอายุที่เพิ่มขึ้นและอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างรุนแรง ในปี 2018 คุณหลัวจื้อเซียน (羅智先) ประธานกลุ่มบริษัท Uni-President ยักษ์ใหญ่วงการอุตสาหกรรมอาหารของไต้หวันที่นำเข้าแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven จึงมีนโยบายให้ร้านสะดวกซื้อ ขยายการว่าจ้างพนักงานวัยกลางคนที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป 

เพื่อให้พนักงานสูงวัยเริ่มงานได้ง่ายขึ้น ทางบริษัทจึงได้ปรับปรุงคู่มือการฝึกอบรมพนักงานใหม่ นอกจากจะมีการออกแบบหน้าที่งานใหม่ให้เหมาะสมกับกำลังและร่างกายของผู้สูงอายุแล้ว 7-Eleven ยังได้ขยายระยะเวลาการฝึกอบรมจาก 1 เดือนเป็น 2 เดือน และเป็นครั้งแรกที่ได้ยกเลิกข้อกำหนดการทำงานขั้นต่ำ 8 ชั่วโมงต่อกะ โดยให้เริ่มจาก 4 ชั่วโมงก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มชั่วโมงการทำงานขึ้นเรื่อยๆ และชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นขึ้น ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากตรงนี้นี่เอง

ความสำเร็จของ 7-Eleven ในการรับสมัครพนักงานวัยกลางคนและผู้สูงวัยเป็นที่เห็นได้ชัด จากข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน ปี 2025 พบว่าร้าน 7-Eleven ว่าจ้างพนักงานวัยกลางคนและผู้สูงวัยมากกว่า 30 % ซึ่งมากกว่าแมคโดนัลด์ที่พยายามจ้างพนักงานสูงวัยมีสัดส่วนเพียง 18% 

ด้วยชั่วโมงการทำงานยืดหยุ่นที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงวัย ประกอบกับลักษณะของธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่สมัครเข้าไปทำงานง่าย และมีสาขากระจายทั่วไต้หวัน ทำให้ถึงแม้อุตสาหกรรมอาหารและโรงแรมในไต้หวันจะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานมาอย่างยาวนาน แต่จำนวนใบสมัครงานที่ส่งเข้ามายังร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven กลับเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่สอง เฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนปีนี้ จำนวนใบสมัครก็เพิ่มขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

แน่นอนว่าสิ่งนี้ก็เป็นผลจากความพยายามอย่างต่อเนื่องของร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในการพัฒนาบริการให้สอดรับกับความต้องการในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยลดภาระงานในร้าน เพื่อให้พนักงานรุ่นใหม่รู้สึกว่างานไม่หนักจนเกินไป และยินดีสมัครเข้ามาทำงาน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อต้นปีที่แล้ว 7-Eleven ได้เริ่มนำระบบสั่งของด้วย AI มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้การคำนวณของ AI เพื่อคาดการณ์ยอดขายและจำนวนสินค้าที่ต้องสั่งเพิ่มได้อย่างรวดเร็ว ไม่เพียงช่วยประหยัดเวลาของผู้จัดการร้านได้ถึงวันละ 1 ชั่วโมง และลดปัญหาสินค้าขาดสต็อกเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มยอดขายของร้านได้อีกด้วย 

ร้านสะดวกซื้อพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยลดภาระงานในร้าน (ภาพจาก ผู้ประกอบการ)

หากมองไปยังอุตสาหกรรมค้าปลีกทั่วโลก แนวทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการลดภาระงานของพนักงานก็คือ การติดตั้งเครื่องชำระเงินแบบบริการตนเอง หลังจากที่ 7-Eleven เปิดตัว “X-store” ร้านสะดวกซื้อไร้พนักงานรุ่นแรกในปี 2018 ก็เริ่มทยอยนำเครื่องชำระเงินแบบบริการตนเอง มาติดตั้งในร้านค้าที่มีลูกค้าหนาแน่น จากการสังเกตพบว่า โซนสถานศึกษามีผลตอบรับดีที่สุด เนื่องจากกลุ่มนักเรียนนักศึกษามีแนวโน้มเปิดรับการใช้ระบบไร้เงินสดได้มากกว่า

ไม่เพียงเท่านี้ เมื่อปลายปีที่แล้วร้าน 7-Eleven ทั่วไต้หวันกว่า 7,000 สาขา ยังได้อัปเกรดเครื่องคิดเงินแบบดิจิทัล POS ให้กลายเป็น X POS ที่สามารถใช้คิดเงินได้ทั้งแบบปกติและแบบบริการตนเอง ในช่วงที่มีพนักงานคนเดียว สามารถเปลี่ยนโหมดเครื่องคิดเงินอีกเครื่องให้กลายเป็นเครื่องชำระเงินแบบบริการตนเองและหันหน้าจอไปทางลูกค้า ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระของพนักงานไปได้ระดับหนึ่ง ทั้งนี้คุณหลินเผยว่า ตอนนี้ระบบของไต้หวันรองรับเฉพาะการชำระเงินแบบไร้เงินสด ซึ่งไม่เหมือนประเทศญี่ปุ่นที่มีเครื่องทอนเงินอัตโนมัติ 


หากพนักงานยืนนานจนรู้สึกเหนื่อยล้า ก็สามารถนั่งเก้าอี้ไปด้วย คิดเงินให้ลูกค้าไปด้วยได้ (ภาพจาก ผู้ประกอบการ)

อย่างไรก็ดี หากพนักงานยืนนานจนรู้สึกเหนื่อยล้า ก็สามารถนั่งเก้าอี้ไปด้วย คิดเงินให้ลูกค้าไปด้วยเหมือนร้านสะดวกซื้อในเกาหลีใต้ และหากจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำด่วน ก็สามารถวางป้ายที่เขียนว่า “ขอหยุดให้บริการชั่วคราวเพราะเหลือพนักงานคนเดียว” ไว้ที่หน้าเคาน์เตอร์ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ร้านสะดวกซื้อเจ้าอื่น ก็มีการดำเนินมาตรการสร้างสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรต่อพนักงานด้วยเช่นกัน  เช่นร้าน FamilyMart  เริ่มให้พนักงานลดเวลาทำงานเหลือแค่ 4 ชั่วโมงต่อวันมาตั้งแต่ 2 ปีก่อนแล้ว และมีการเปลี่ยนมาใช้เครื่องชำระเงินแบบบริการตนเองเช่นกัน นอกจากนี้ FamilyMart ยังเพิ่มอุปกรณ์ช่วยที่เป็นมิตรต่อผู้สูงวัย เช่น แว่นขยาย แผ่นยางกันเมื่อย และเก้าอี้สำหรับนั่งเติมสินค้า 


ร้านสะดวกซื้อในไต้หวัน ต่างพยายามผลักดันสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตรต่อผู้คนมากขึ้น (ภาพ one-forty)

นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ร้านสะดวกซื้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 7-Eleven หรือ  FamilyMart ต่างก็มีความมุ่งมั่นในการผลักดันนโยบายว่าจ้างพนักงานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และนักศึกษาพาร์ทไทม์ที่เป็นชาวต่างชาติ ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อผู้คนที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ความยืดหยุ่นและการปรับกลยุทธ์ในการว่าจ้างพนักงานอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการพยายามสร้างสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานให้เป็นมิตรต่อทั้งลูกค้าและพนักงาน จึงทำให้ร้านสะดวกซื้อในไต้หวัน ไม่ค่อยเผชิญภาวะขาดแคลนพนักงาน อีกทั้งยังสามารถดึงดูดทั้งคนรุ่นใหม่และผู้สูงวัยให้มาทำงานที่นี่ได้ 

ไม่รู้ว่าทุกคนสังเกตเห็นไหมว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าพนักงานร้านสะดวกซื้อจะเป็นมิตรกับเรามากยิ่งขึ้น อาจเป็นเพราะเมื่อภาระงานลดลง ผู้คนก็จะมีอัธยาศัยที่ดีขึ้น และมีเวลาในการรักษาปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น 

แล้วคุณล่ะ มีความคิดเห็นอย่างไรต่อพนักงานร้านสะดวกซื้อ พอฟังมาถึงตรงนี้แล้ว หากคุณเป็นเด็กจบใหม่ อยากลองไปทำงานที่ร้านสะดวกซื้อเพื่อเก็บเงินสัก 2-3 เดือนไหม หรือถ้าใครที่เกษียณแล้ว อยากไปทำงานที่ร้านสะดวกซื้อ เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์หรือเปล่า แบ่งปันความคิดเห็นของคุณเข้าสู่รายการได้เลยค่ะ

▲▼7-11開賣6款頌丹樂泰料。(圖/7-11提供)

2. อาหารไทยในไต้หวัน: “打拋豬” และ “泰式奶茶” 

เวลาเดินเข้าร้านอาหารไทยในไทเปหรือเมืองใหญ่ ๆ ของไต้หวัน เมนูที่แทบทุกโต๊ะต้องสั่งคือ “打拋豬” หรือที่คนไทยรู้จักกันว่า “ผัดกะเพราหมูสับ” สิ่งแรกที่ต่างจากบ้านเราคือ กลิ่นหอมของอาหารจานนี้ เพราะที่นี่มักใช้โหระพาแทนกะเพรา เนื่องจากหาซื้อกะเพราของไทยค่อนข้างยาก แต่คนไต้หวันกลับชอบและคุ้นเคยกับรสชาติแบบนี้ บางคนถึงกับบอกว่า “ถ้าไม่ใส่โหระพา ก็ไม่ใช่打拋豬” ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ช่วงไม่กี่ปีมานี้ กระแสอาหารไทยแท้ ๆ เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในไต้หวัน ร้านอาหารบางแห่งที่เจ้าของเป็นคนไทยได้หาซื้อใบกะเพราจากชาวสวนที่ปลูกโดยเฉพาะเพื่อป้อนให้กับร้านอาหารไทยในไต้หวันตามเมืองต่าง ๆ ทำให้ปัจจุบันมีหลายร้านที่ใช้ ใบกะเพราแท้ ๆ ในการทำผัดกะเพรา จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับลูกค้าที่อยากลิ้มลองรสชาติ “ต้นตำรับไทย” จริง ๆ บางร้านถึงขั้นเขียนบนเมนูว่า ใช้ใบกะเพราแท้จากไทย เพื่อดึงดูดคนที่อยากลองรสชาติใบกะเพราแท้ ๆ

ที่ไต้หวัน เมนูกะเพราะฮิตมาก ๆ ทั้งเมนูกะเพราที่ขายในร้านอาหารและในรูปแบบข้าวกล่อง เป็นอาหารที่กินง่ายและเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันของคนที่นี่เนื่องจากคนที่นี่ใช้ชีวิตค่อนข้างเร่งรีบ บางร้านนิยมโปะไข่ดาว1ฟอง กินคู่กับหมูสับผัดกับใบกะเพราเผ็ดเค็มนิด ๆ และข้าวสวยร้อน ๆ รสชาติกลมกล่อมถูกปากทั้งคนไทยและคนไต้หวัน ข้าวผัดกะเพราจึงเป็นเมนูยอดฮิตที่ทั้งคนไต้หวันและชาวต่างชาติมักเลือกทานเวลาพวกเขานึกถึงอาหารไทย สำหรับความเผ็ดนั้น คนไต้หวันก็จะสั่งแบบเผ็ดน้อย ส่วนคนไทยเราก็อาจจะเพิ่มความเผ็ดขึ้นไปเป็นระดับกลาง หรือเผ็ดมากก็ได้ 

ข้อมูลน่ารู้

กะเพรา เขียนอย่างไรกันแน่ ? ระหว่าง กะเพรา หรือ กระเพรา หรือ กะเพา ? ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้นระบุว่าที่ถูกต้องก็คือว่า กะเพรา [-เพรา] ที่เป็นไม้ล้มลุกใช้ปรุงเป็นอาหาร ส่วนคำว่า “กะเพา” จะหมายถึงเครื่องสานชนิดหนึ่ง และคำว่า “กระเพรา” ไม่พบในพจนานุกรมแต่อย่างใด สรุปก็คือ เขียนว่า “กะเพรา“ กะเพรา ชื่อสามัญ Holy basil กะเพราเป็นไม้ล้มลุกที่มีความสูงของต้นประมาณ 30-60 เซนติเมตร โคนต้นออกแข็ง กะเพราแดงจะมีลำต้นสีแดงอมเขียว กะเพราขาวมีลำต้นสีเขียวอมขาว และยอดอ่อนมีขนสีขาว มีใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียวรูปรีออกตรงข้ามกัน ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเป็นจักฟันเลื่อยและเป็นคลื่น แผ่นใบมีขนสีขาว ส่วนดอกกะเพราจะออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกสีขาวแกมม่วงแดงมีจำนวนมาก กลีบเลี้ยงโคนจะเชื่อมติดกัน ปลายเรียวแหลม ด้านนอกมีขน กลีบดอกแบ่งเป็น 2 ปาก ปากบน 4 แฉก ปากล่าง 1 แฉกและยาวกว่าปากบน มีขนประปราย เกสรตัวผู้มี 4 อัน ส่วนผลเป็นผลแห้ง เล็ก เมื่อแตกออกจะมีเมล็ดสีดำถึงน้ำตาลคล้ายรูปไข่
Thai J 泰式料理,捷運101站美食,網美風景觀餐廳,IG打卡聖地,百元便當相當好吃 @鄉民食堂

กะเพราจัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณทางยาช่วยรักษาโรคได้หลายชนิด ทั้งตำรับยาไทยและต่างประเทศก็ระบุว่ากะเพราเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลายด้าน อย่างตำราสมุนไพรไทยบ้านเราก็บรรยายสรรพคุณของกะเพราเอาไว้ว่า รสฉุน ร้อน ช่วยขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียดแน่นท้อง ปวดท้อง ช่วยในการย่อยอาหาร เป็นต้น และในต่างประเทศก็มีการใช้กะเพราในการรักษาโรคกันอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าบ้านเราเสียอีก โดยเฉพาะประเทศอินเดีย เขาถือว่ากะเพราเป็นยารักษาโรคได้ทุกโรค และยังจัดเป็นราชินีแห่งสมุนไพร (The Queen of herbs) หรือเป็นยาอายุวัฒนะ (The Elixir of life) เลยก็ว่าได้

ถ้าอาหารไทยที่คนไต้หวันส่วนใหญ่นึกถึงคือกะเพรา เครื่องดื่มที่มาคู่กันก็คงหนีไม่พ้นชาไทย ชาไทยมีเอกลักษณ์ตรงตัวชาเมื่อชงผสมกับนมข้นแล้วจะมีสีส้มสด พอเทใส่แก้วก็ทำให้ผู้คนเห็นแล้วรู้สึกสะดุดตา รสชาติหวานมันแบบเข้มข้นที่บางคนบอกว่าอาจจะหวานไปหน่อย จนเดี๋ยวนี้แทบทุกร้านไม่ว่าจะในเมืองไทยหรือที่ไต้หวันก็ตามจะมีให้เลือกความหวานตามใจชอบ  ในไต้หวันเมื่อก่อนหากอยากกินชาไทยแบบนี้ ก็จะต้องไปหาทานตามร้านอาหารไทย แต่ทุกวันนี้ไม่ต้องไปร้านอาหารไทยก็สามารถหาชาไทยดื่มได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบกล่องที่ขายตามร้านสะดวกซื้อ หรือ ตามร้านชาเขย่ามือ หลายแบรนด์ดังเริ่มใส่เมนู 泰式奶茶 ลงไปในเมนูของร้าน อีกทั้งลูกค้าก็มักสั่งเมนูชาไทยกันเป็นประจำ บางร้านเอามาใส่ไข่มุก ทำเป็น ‘ชาไทยไข่มุก’ หรือไม่ก็ปรับสูตรให้หวานน้อยลงเพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ให้ชาไทยค่อย ๆ กลายเป็นเครื่องดื่มที่คุ้นเคยสำหรับคนไต้หวัน

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ชาไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่ในร้านอาหารหรือร้านชาเขย่ามือ แต่ยังถูกยกระดับขึ้นไปอยู่บนเครื่องบินด้วย แบรนด์ชาตรามือจากไทยได้ร่วมมือกับสายการบิน China Airlines (華航) เพื่อนำชาไทยไปเสิร์ฟให้ผู้โดยสารในเที่ยวบินที่เดินทางจากไทยมายังไทเปและเกาสง ใครจะคิดว่าเครื่องดื่มที่เราเคยสั่งกินในร้านข้าวแกงข้างทางหรือร้านก๋วยเตี๋ยวในเมืองไทย จะกลายมาเป็นเมนูที่เสิร์ฟบนฟ้าความสูงสามหมื่นฟุต ผู้โดยสารที่ได้ลองชาไทยบนเครื่อง ต่างก็รู้สึกประทับใจกับรสชาติที่หอมหวานเข้มข้นของชาไทย และหลายคนบอกว่านี่คือประสบการณ์ที่ทำให้การเดินทางบนเครื่องชองพวกเขาพิเศษมากขึ้น การร่วมมือกันในครั้งนี้ทำให้หลายคนมองภาพชาไทยต่างออกไปจากเดิม ชาไทยจึงไม่ใช่เพียงชาที่ขายตามร้านเครื่องดื่มหรือร้านอาหารทั่วไป แต่ยังเป็นชาที่สื่อถึงประเทศไทย และความเป็นไทยได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นที่หอมเฉพาะตัว รสชาติของชาและความหวานของนมที่ผสมกัน รวมทั้งสีสันสดใสที่ทำให้ชาไทยเป็นหลงรักของใครหลาย ๆ คน

網譽「泰奶天花板」!隱藏版「泰奶漂浮冰淇淋」在屏東,再加泰奶冰磚更濃郁

ประวัติของชาไทย

ชาไทยมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและน่าสนใจ โดยเริ่มต้นในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ประมาณปี พ.ศ. 2443 เมื่อชาวจีนอพยพเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทยและนำวัฒนธรรมการดื่มชาเข้ามาด้วยในช่วงแรก ชาที่ดื่มในประเทศไทยเป็นชาจีนแบบดั้งเดิม แต่ด้วยรสชาติที่ขมและเข้มข้น จึงมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับรสนิยมของคนไทยมากขึ้น โดยการเพิ่มนมและน้ำตาลเพื่อให้มีรสชาติหวานและนุ่มนวลขึ้น จนกลายเป็นชาไทยที่เรารู้จักในปัจจุบัน ชาไทยได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและแพร่หลายไปทั่วประเทศ จนกลายเป็นเครื่องดื่มประจำชาติ และในปัจจุบัน ชาไทยได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในร้านชาและกาแฟทั่วโลก

ในปัจจุบัน ชาไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในร้านอาหารหรือคาเฟ่ไทยเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเมนูเครื่องดื่มสมัยใหม่ ทั้งในรูปแบบของชาไทยลาเต้ ชาไทยสมูทตี้ หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่ม Ready-to-Drink ที่ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงรสชาติแบบดั้งเดิมได้อย่างง่ายดาย นวัตกรรมในวงการเครื่องดื่มได้ช่วยขยายขอบเขตของชาไทยให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความคิดสร้างสรรค์และการผสมผสานรสชาติที่ลงตัว