การแก้ไขกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน มุ่งเน้น 4 ประเด็นหลัก ถือเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 12 ปี
เพื่อเสริมสร้างการคุ้มครองด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของแรงงาน คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติร่างแก้ไขพระราชบัญญัติความปลอดภัยและอาชีวอนามัยที่เสนอโดยกระทรวงแรงงานเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมาและในวันถัดมาได้ส่งหนังสือถึงสภานิติบัญญัติเพื่อพิจารณาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดยในร่างแก้ไขฉบับนี้มีการเพิ่มบทเฉพาะสำหรับการกลั่นแกล้งหรือบลูลี่ในที่ทำงานพร้อมทั้งกำหนดนิยามอย่างชัดเจน รวมถึงมีมาตรการเสริมเพื่อป้องกันอุบัติเหตุตั้งแต่ต้นทาง เพิ่มความเข้มงวดในการบริหารจัดการงานรับเหมา ปรับเพิ่มเพดานค่าปรับทางปกครอง
การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้มีการปรับแก้รวม 23 มาตรา ซึ่งนับเป็นการปรับแก้ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การแก้ไขทั้งฉบับในปี 2013 โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอุบัติเหตุจากการทำงานและส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตรและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งครอบคลุม 4 ประเด็นหลักๆที่สำคัญได้แก่
ประการแรก กระทรวงแรงงานระบุว่าที่ผ่านมาในช่วงขั้นตอนการก่อสร้าง มักพบว่าเจ้าของโครงการและผู้รับเหมาบางรายมุ่งหวังผลกำไรสูงสุด จนละเลยการลงทุนด้านความปลอดภัยในการทำงาน อีกทั้งการที่โครงการมีการส่งต่องานแบบรับเหมาช่วงหลายชั้น (chain subcontracting) ส่งผลให้ความรับผิดชอบไม่ชัดเจน และความเสี่ยงส่วนใหญ่ตกอยู่ที่ผู้รับเหมาช่วงและแรงงาน
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ กระทรวงแรงงานได้เสนอการแก้ไขกฎหมาย โดยกำหนดให้เจ้าของโครงการที่มีขนาดถึงเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อมีการมอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการในขั้นตอน การวางแผน ออกแบบ และก่อสร้าง ต้องวิเคราะห์อันตรายที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกัน และจัดสรรงบประมาณด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยไว้โดยเฉพาะ
หากโครงการมีการว่าจ้างบริษัทเฉพาะทางหลายแห่งให้รับผิดชอบในแต่ละส่วน เจ้าของโครงการต้องแต่งตั้งหนึ่งในบริษัทเหล่านั้นให้เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยแบบบูรณาการ
ประการที่สอง ในด้านการบริหารงานรับเหมา ผู้รับเหมาทุกระดับชั้นจะต้องร่วมดำเนินมาตรการจัดการความปลอดภัยในการทำงาน และรับผิดชอบในด้านความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มข้อกำหนดให้ ผู้ให้เช่าสถานที่ทำงานหรืออุปกรณ์ ต้องแจ้งข้อมูลความเสี่ยงให้ชัดเจน และกำหนด หน้าที่ด้านความปลอดภัยแก่ผู้ปฏิบัติงานกับเครื่องจักรเฉพาะทาง และแรงงานอิสระ (self-employed workers) อย่างชัดเจนอีกด้วย
ประการที่สาม คือการเพิ่มบทเฉพาะกิจว่าด้วยการป้องกันการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน โดยมีการกำหนดนิยามของการกลั่นแกล้งในที่ทำงานไว้อย่างชัดเจน กำหนดให้สถานประกอบการต้องจัดทำมาตรการป้องกันที่แตกต่างกันตามขนาดขององค์กร และเปิดเผยมาตรการเหล่านั้นต่อสาธารณะ พร้อมทั้งเสริมสร้างกลไกรับเรื่องร้องเรียน การสอบสวน และกระบวนการจัดการภายในองค์กร ตลอดจนต้องจัดให้มีมาตรการช่วยเหลือและคุ้มครองผู้ร้องเรียน และรายงานต่อหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลด้วย ในกรณีที่ผู้ถูกร้องเรียนเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กร กฎหมายยังได้กำหนดกลไกให้แรงงานสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านช่องทางภายนอก พร้อมระบุบทลงโทษที่เกี่ยวข้องไว้อย่างชัดเจน
ประการที่สี่ เพื่อยับยั้งการกระทำความผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ได้มีการเพิ่มโทษทั้งทางอาญาและทางปกครอง ตัวอย่างเช่น ในกรณีเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต โทษจำคุกสูงสุดจะถูกปรับเพิ่มจาก 3 ปีเป็น 5 ปี และโทษปรับทางอาญาจะเพิ่มจาก 300,000 เหรียญไต้หวัน เป็น 1,500,000 เหรียญไต้หวัน สำหรับโทษทางปกครอง เช่น กรณีฝ่าฝืนมาตรการด้านความปลอดภัย โทษปรับสูงสุดจะเพิ่มจาก 300,000 เหรียญไต้หวัน เป็น 1,500,000 เหรียญไต้หวัน
ในขณะเดียวกัน ยังมีการเสริมสร้างการกำกับดูแลโดยสาธารณะ โดยผู้ที่ถูกลงโทษจะต้องเปิดเผยข้อมูล ได้แก่ ชื่อสถานประกอบการ ชื่อผู้รับผิดชอบ จำนวนเงินค่าปรับ วันที่เกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน สถานที่เกิดเหตุ และจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อกระตุ้นให้สถานประกอบการปฏิบัติตามความรับผิดชอบในการป้องกันอุบัติเหตุในที่ทำงานอย่างเคร่งครัด
กระทรวงแรงงานระบุว่า การแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้มาตรการป้องกันอุบัติเหตุในสถานที่ทำงานครอบคลุมในทุกมิติ ตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้างใหม่ไปจนถึงการรับเหมาช่วง และเพื่อผลักดันให้การป้องกันการกลั่นแกล้งในที่ทำงานมีฐานะเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตรและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
การแก้ไขกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน ครั้งนี้ถือเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่มีผลดีต่อ เศรษฐกิจไต้หวัน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะในด้านการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในที่ทำงาน ซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุและต้นทุนที่เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น ค่ารักษาพยาบาล, ค่าสินไหมทดแทน, และ การหยุดงานของแรงงาน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อ ประสิทธิภาพการผลิต และ ความสามารถในการแข่งขัน ของธุรกิจในประเทศ
เมื่อ ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ ลดลง ภาคธุรกิจจะสามารถ ลงทุนในโครงการ หรือ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วย กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก อย่างมีประสิทธิภาพ
การส่งเสริมการป้องกันการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน ถือเป็นการสร้าง สภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและเป็นมิตร ซึ่งจะทำให้ แรงงานรู้สึกมั่นใจและมีความสุข ในการทำงาน ส่งผลให้ ประสิทธิภาพการทำงาน เพิ่มขึ้น และช่วยลดการ ลาออกจากงาน หรือ การหยุดงาน โดยตรง

ประกันสุขภาพ"จ่ายตามจริง" ส่อแววปรับขึ้นเบี้ย สมาคมประกันชีวิตไต้หวันชี้การตรึงราคาไม่ใช่คำตอบ
ประเด็นเรื่องประกันสุขภาพแบบ"จ่ายตามจริง"หรือ (實支實付醫療險) ยังคงเป็นที่ถกเถียงในไต้หวัน หลังจากอัตราการจ่ายค่าสินไหมของผลิตภัณฑ์ประกันประเภทนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการขายดีต่อเนื่องและปัญหาข้อพิพาทในการพิจารณาการเคลมประกัน
คุณเฉินฮุ่ยโหยว (陳慧遊) ประธานสมาคมประกันชีวิตไต้หวันได้กล่าวในการประชุมเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมว่า ขณะนี้แนวทางการปรับเบี้ยประกันยังอยู่ระหว่างการหารือ และเตือนว่าการตรึงราคาไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดได้ หากไม่สามารถปรับขึ้นเบี้ยประกันได้เลย หรือมีข้อจำกัดว่า "ขึ้นได้แต่อย่าขึ้นมาก" ก็อาจส่งผลให้บริษัทประกันชีวิตบางแห่งต้องยุติการขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้เอาประกันในอนาคตโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีโอกาสซื้อ"สิ่งนี้ไม่ยุติธรรมสำหรับคนหนุ่มสาว และยิ่งไม่ยุติธรรมสำหรับคนที่อายุน้อยกว่านั้น"
คุณสวี่ซูป๋อ (許舒博) ประธานบริษัท Taiwan Life Insurance (台灣人壽) กล่าวว่า สาระสำคัญของประกันภัยควรกลับมาเน้น"การคุ้มครองที่แท้จริง" และตั้งข้อสังเกตว่า ราคาวัสดุทางการแพทย์ที่จ่ายเอง (自費醫材) ในแต่ละโรงพยาบาลมีความแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งทำให้บริษัทประกัน "ไม่สามารถคาดการณ์ต้นทุนได้" และบริหารความเสี่ยงได้ยาก เขาเสนอว่าโรงพยาบาลควรมีมาตรฐานราคาที่สอดคล้องกันเพื่อความโปร่งใสและยุติธรรม ทั้งนี้คุณสวี่ซูป๋อยังดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการประกันสุขภาพแห่งชาติ และคาดว่าจะหารือเรื่องนี้กับรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่ในเดือนกันยายน
คุณเฉินฮุ่ยโหยวยังได้เปรียบเทียบประเด็นนี้กับกรณีการตรึงค่าเล่าเรียนในโรงเรียน แม้จะถูกใจผู้ปกครองและนักเรียน แต่หากต้นทุนของโรงเรียนสูงขึ้นโดยไม่สามารถปรับค่าเล่าเรียนได้ ก็อาจส่งผลต่อคุณภาพของครูและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ เช่นเดียวกับกรณีเบี้ยประกัน หากไม่สามารถสะท้อนต้นทุนจริงได้ ก็จะกระทบต่อความมั่นคงของบริษัทประกันในระยะยาว เขายังระบุว่า การหารือเรื่องปรับเบี้ยประกันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในวาระของนโยบายสาธารณะ ซึ่งมีความซับซ้อนเหมือนกับนโยบายภาครัฐอื่น เช่น การควบคุมราคาบ้านที่ไม่สามารถ "ฟันฉับเดียว" ได้ เพราะอาจส่งผลเสียต่อคนรุ่นใหม่
คุณเฉินฮุ่ยโหยวอธิบายว่า ผลิตภัณฑ์ประกันที่ขายออกไปในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา อาจจำเป็นต้องมีการปรับปรุงบางส่วน เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยยอมรับว่าในอดีตอาจมีข้อผิดพลาดจากการคาดการณ์ผิดพลาด เช่นประสบการณ์ทางการตลาดที่ยังไม่เพียงพอ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ยังได้เน้นย้ำว่า บริษัทประกันชีวิตต้องเปิดรับความเปลี่ยนแปลง และมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ เพื่อให้สามารถอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อวานนี้สมาคมประกันชีวิตไต้หวันได้จัดประชุมผู้แทนสมาชิกสมัยที่ 10 ครั้งแรก พร้อมมีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ โดยคุณเฉินฮุ่ยโหย่วได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมต่ออีกสมัย เขากล่าวว่าท่ามกลางสถานการณ์โลกและความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สมาคมฯจะยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกประสานระหว่างภาครัฐกับอุตสาหกรรม เพื่อให้ภาคธุรกิจประกันเดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน
