1. ไต้หวันลดค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ชาวต่างชาติที่อยู่อย่างผิดกฎหมายและเข้ามอบตัวก่อนถูกจับ แต่ต้องเดินทางตามกำหนดเวลา เริ่ม 1 ต.ค. เป็นต้นไป
กระทรวงมหาดไทยไต้หวันได้ออกประกาศแก้ไขร่างข้อบังคับว่าด้วย “มาตรการพิจารณาเหตุพิเศษและการลดหย่อนโทษปรับ ตามมาตรา 74-1 ของกฎหมายคนเข้าเมือง” สาระสำคัญของการแก้ไขคือ การเพิ่มเหตุพิเศษให้แก่ชาวต่างชาติหรือชาวไต้หวันที่ไม่มีทะเบียนบ้านซึ่งอยู่เกินกำหนดวีซ่าหรือบัตรถิ่นที่อยู่ (ARC) หมดอายุ เข้ามอบตัวต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบ และแสดงความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศโดยสมัครใจ พร้อมยอมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ชำระค่าปรับและเดินทางกลับประเทศตามกำหนดเวลา จะได้รับสิทธิลดโทษปรับลงครึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ การแก้ไขร่างข้อบังคับดังกล่าว ผ่านช่วงประกาศให้สาธารณชนแสดงความเห็นไปแล้วเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา และประกาศมีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นไป

ภาพบรรยากาศชาวต่างชาติเดินทางเข้าไต้หวันที่ท่าอากาศยานนานาชาติเถหยวน (ภาพจาก udn.com)
กฎหมายปัจจุบันและเหตุผลการแก้ไข
ตามกฎหมายคนเข้าเมือง มาตรา 74-1 วรรคสอง กำหนดว่า ชาวต่างชาติหรือชาวไต้หวันที่ไม่มีทะเบียนบ้าน หากอยู่เกินกำหนดพำนัก จะถูกปรับตั้งแต่ 10,000 – 50,000 เหรียญไต้หวัน แต่ก็มีข้อยกเว้น หากมีเหตุพิเศษที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นสมควร สามารถลดหย่อนโทษได้
ปัจจุบัน ข้อบังคับดังกล่าวกำหนดเหตุพิเศษไว้แล้ว 6 ประการ ที่สามารถลดโทษปรับลงครึ่งหนึ่ง เช่น ต้องดูแลบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ช่วยเหลือครอบครัวที่อยู่ในสถานการณ์พิเศษ มีความพิการหรือเจ็บป่วย รวมถึงกรณีตั้งครรภ์และการคลอดบุตร เป็นต้น

แรงงานไทยที่เดินทางกลับประเทศ ช่วงสถานการณ์โควิดกำลังระบาดเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว
ร่างแก้ไขล่าสุดจึงเสนอให้เพิ่มเหตุพิเศษข้อที่ 7 คือ การที่ผู้พำนักเกินกำหนดเข้ามอบตัวก่อนถูกตรวจพบ และยินยอมดำเนินการเดินทางออกนอกประเทศด้วยตนเอง โดยรวมถึงการเตรียมค่าใช้จ่ายในการซื้อตั๋วเครื่องบิน การขอเอกสารเดินทางกลับประเทศ การซื้อตั๋วตามกำหนด และการชำระค่าปรับตามเวลาที่กำหนด เริ่มมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป
แม้จะเข้ามอบตัวและแสดงความตั้งใจจะเดินทางกลับ แต่หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในภายหลัง เช่น ไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนด ไม่ดำเนินการขอเอกสารเดินทาง หรือไม่ออกนอกประเทศภายในเวลากำหนด สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีสิทธิยกเลิกการลดหย่อนโทษและเรียกเก็บค่าปรับส่วนที่เหลือเต็มจำนวน

แรงงานไทยที่เดินทางกลับประเทศ ช่วงสถานการณ์โควิดกำลังระบาดเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว
กระทรวงมหาดไทยระบุว่า การแก้ไขครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนดออกมามอบตัวด้วยความสมัครใจ แทนที่จะรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจจับ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคนเข้าเมือง ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงของประเทศ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการเสริมสร้างประสิทธิภาพทางการปกครอง

สื่อประชาสัมพันธ์ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เรื่องไต้หวันลดค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนดวีซ่าและเข้ามอบตัวก่อนถูกจับ แต่ต้องเดินทางตามกำหนดเวลา เริ่ม 1 ต.ค. เป็นต้นไป
บทลงโทษในกฎหมายคนเข้าเมืองฉบับปัจจุบัน ชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่า แรงงานต่างชาติที่ปล่อยให้บัตร ARC หมดอายุ หรือที่หลบหนีนายจ้างถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงานและบัตรถิ่นที่อยู่ จะต้องเสียอัตราค่าปรับตามกำหนดเวลาที่หลบหนีหรืออยู่เลยกำหนดดังนี้ :
- ไม่เกิน 10 วัน เสียค่าปรับ 10,000 เหรียญไต้หวัน
- 11 วันขึ้นไป ไม่เกิน 30 วัน เสียค่าปรับ 20,000 เหรียญไต้หวัน
- 31 วันขึ้นไป ไม่เกิน 60 วัน เสียค่าปรับ 30,000 เหรียญไต้หวัน
- 61 วันขึ้นไป ไม่เกิน 90 วัน เสียค่าปรับ 40,000 เหรียญไต้หวัน
- 91 วันขึ้นไป เสียค่าปรับ 50,000 เหรียญไต้หวัน
นอกจากเสียค่าปรับเพิ่มขึ้นแล้ว ยังจำกัดสิทธิ์ห้ามเดินทางเข้าไต้หวันเป็นเวลา 7 ปี

2. แรงงานต่างชาติหลบหนีในไต้หวันพุ่งแตะแสน เวียดนามหนีเพิ่มสูงสุด ฟิลิปปินส์น้อยสุด แรงงานหลบหนีก่ออาชญากรรมเพิ่มตาม
จากข้อมูลสถิติที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยไต้หวันเปิดเผยล่าสุด พบว่า ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวนแรงงานต่างชาติที่หลบหนีและกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายมีทั้งหมด 94,213 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 6,637 คน ขณะที่กระทรวงแรงงานรายงานตัวเลขแรงงานที่นายจ้างแจ้งหลบหนีและยังไม่ได้เดินทางออกจากไต้หวันอยู่ที่ 99,695 คน โดยตัวเลขทั้งสองแตกต่างกันเล็กน้อย เนื่องจากเกณฑ์การนับไม่เหมือนกัน ข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะตัดตัวเลขแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่ถูกจับกุมรอการส่งกลับอยู่ในสถานกักกันออกไปแล้ว

เกือบแตะ 100,000 คน เวียดนามยังคงแชมป์หลบหนีสูงสุด
หากไม่นับแรงงานที่ถูกจับกุมหรือส่งกลับ ตัวเลขแรงงานต่างชาติที่หลบหนีในไต้หวันและยังไม่ถูกตรวจพบ มีจำนวนเกือบแตะ 1 แสนคน เมื่อจำแนกตามสัญชาติพบว่า แรงงานเวียดนามมีจำนวนสูงสุด 60,325 คน เพิ่มขึ้นราว 5,000 คนจากปีก่อน ขณะที่แรงงานอินโดนีเซียหลบหนีราว 29,256 คน เพิ่มขึ้นเกือบ 2,000 คน ส่วนแรงงานฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่ถึง 40 คน มีทั้งหมด 2,742 คนและแรงงานไทยเพิ่มขึ้นราว 100 คนเศษ หลบหนีทั้งหมด 1,889 คน

จับ 54 แรงงานเวียดนามทำงานผิดกฎหมายในโรงงานรีไซเคิล
เมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานแต่ละชาติในไต้หวัน พบว่า สัดส่วนแรงงานเวียดนามที่หลบหนีอยู่ที่ 20.7% หรือทุก 5 คนจะหลบหนี 1 คน อินโดนีเซีย 9.2% ฟิลิปปินส์คงที่ ส่วนไทยอยู่ที่ 2.6% อย่างไรก็ตาม หากดูอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนแรงงานในปีที่ผ่านมา พบว่าการนำเข้าแรงงานฟิลิปปินส์มีการเติบโตมากที่สุด ขณะที่อัตราการหลบหนีต่ำสุด

แรงงานต่างชาติหลบหนีในไต้หวันพุ่งแตะแสน เวียดนามหนีเพิ่มสูงสุด ฟิลิปปินส์หนีเพิ่มน้อยสุด
โรงงานและงานดูแลผู้สูงอายุหลบหนีมากที่สุด
สถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระบุว่า หากแบ่งตามประเภทงาน แรงงานที่หลบหนีมากที่สุดคือ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต รวม 53,890 คน รองลงมาคือ ผู้อนุบาลจำนวน 30,428 คน ตามมาด้วยงานก่อสร้าง 3,520 คน ลูกเรือประมง 3,075 คน งานเกษตร ป่าไม้ ปศุสัตว์ และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1,302 คน แรงงานจ้างเหมาบริการภาคการเกษตร 540 คน และผู้ช่วยงานบ้าน 193 คน
เมื่อจำนวนแรงงานหลบหนีเพิ่มขึ้น ปริมาณคดีที่ต้องขอให้ศาลมีคำสั่งควบคุมตัวต่อก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2568 จนถึงปัจจุบัน สูงถึง 16,698 คดี ขณะที่ทั้งปี 2567 อยู่ที่ 18,460 คดี และปีนี้ยังเหลือเวลากว่า 3 เดือนครึ่ง

จับนายหน้าเถือนและนายจ้าง รวมถึงแรงงานผิดกฎหมายกลางสวนจำนวน 15 คน (ภาพจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไถหนาน)
อาชญากรรมเพิ่ม – คดีฉ้อโกงและก่ออันตรายต่อสาธารณะครองสัดส่วนสูงสุด
ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจระบุว่า ชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญามีแนวโน้มหลากหลายขึ้น โดยเฉพาะคดีฉ้อโกงที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ มีชาวต่างชาติถูกจับในคดีฉ้อโกง 2,054 คน คิดเป็น 37.77% ของคดีทั้งหมด รองลงมาคือคดีอันตรายต่อสาธารณะ ส่วนใหญ่เป็นคดีเมาแล้วขับจำนวน 1,234 คน คิดเป็นสัดส่วน 22.69% คดีลักทรัพย์ 493 คน หรือ 9.07% และคดียาเสพติด 434 คนหรือ 7.98% ในคำพิพากษาล่าสุดพบว่า แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายจากหลายพื้นที่ถูกชักชวนผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์และแอปพลิเคชัน Telegram ให้เข้าร่วมแก๊งคอลเซนเตอร์ ทำหน้าที่เป็นมือกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม และถูกศาลตัดสินโทษจำคุกมากกว่า 1 ปี ในข้อหาฉ้อโกง

ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จู่โจมบ้านเช่าหลังหนึ่งในไถหนานตั้งแต่เช้าตรู่ จับแรงงานผิดกฎหมายที่เพิ่งตื่นนอนได้ 20 คน
รายงานการพิจารณาอุทธรณ์ของกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า ปัญหาหนึ่งที่ทำให้แรงงานตกอยู่ในสถานะผิดกฎหมายคือ ความบกพร่องของบริษัทจัดหางานและนายจ้างบางราย ตัวอย่างเช่น เมื่อนายจ้างยกเลิกสัญญาหรือกรณีเปลี่ยนงาน แต่แรงงานไม่มาปรากฏตัวในที่ประชุมเพื่อให้นายจ้างใหม่สัมภาษณ์จนหมดกำหนดการย้ายงาน และไม่ได้จัดให้แรงงานเหล่านี้เดินทางกลับประเทศ ตามกำหนด ทำให้แรงงานตกอยู่ในภาวะอยู่เกินกำหนดและกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย กรณีดังกล่าว กระทรวงแรงงานได้สั่งปรับนายจ้างและบริษัทจัดหางานรายละ 60,000 เหรียญไต้หวัน เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายการจ้างงาน เช่น การแจ้งต่อทางการภายใน 3 วันเมื่อแรงงานหลบหนี แต่บริษัทกลับอ้างว่าได้แจ้งเตือนแรงงานแล้ว จัดประชุมหรือแม้แต่ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะผลกระทบจากโควิด-19 หรืออ้างว่ายังติดต่อแรงงานได้ จึงไม่ใช่หลบหนี

ตำรวจไทจงจับแรงงานผิดกฎหมายนั่งในรถตู้เต็มคัน 9 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทย 2 คน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานได้ปฏิเสธคำอุทธรณ์ของนายจ้างและบริษัทจัดหางานกรณีข้างต้นทั้งหมด โดยชี้ว่าในช่วงที่แรงงานรอการเปลี่ยนนายจ้างหรือรอเดินทางกลับ นายจ้างและบริษัทจัดหางานยังคงมีหน้าที่ดูแลและติดตาม หากไม่ปฏิบัติ ถือเป็นความบกพร่องตามกฎหมาย เช่น การไม่จัดส่งแรงงานออกนอกประเทศ แม้แรงงานจะแสดงท่าทีปฏิเสธหรือพยายามหลบหนี นายจ้างก็ยังต้องร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดำเนินการได้
3. น้ำใจแรงงานต่างชาติ! แรงงานอินโดฯ เวียดนามและไทย ลุยช่วยผู้ประสบภัยฮัวเหลียน ชาวเน็ตซาบซึ้งน้ำใจ “ขอบคุณที่รักไต้หวัน”
กรณีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ในหุบเขา ซึ่งถูกดินถล่มจากเหตุแผ่นไหวคราวก่อนกั้นเป็นอ่างขนาดใหญ่แตก ส่งผลให้ดินโคลน 85 ล้านตันไหลทะลักลงมาเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อชีวิตและบ้านเรือนของชาวบ้านตำบลกวงฟู่ เมืองฮัวเหลียน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่หนีไม่ทัน ติดต่อไม่ได้ร่วม 20 ราย ช่วงหยุดยาว 3 วันสัปดาห์ที่แล้ว มีชาวไต้หวันจากเมืองอื่น ๆ จำนวนเข้า เดินทางไปให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัย ตักดินโคลนที่ทับถมเต็มบ้านและถนนเพื่อทำความสะอาด และนอกจากชาวไต้หวันแล้ว ยังมีจิตอาสาอีกกลุ่มหนึ่งในภาพที่สร้างความประทับใจและเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ นั่นคือการรวมพลังของแรงงานอินโดนีเซียและเวียดนาม ที่จับกลุ่มจัดตั้ง “ทีมอาสาผิวดำดำ ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยความทุ่มเท

แรงงานอินโดนีเซียพร้อมลุยช่วยผู้ประสบภัย (ภาพจาก lybuild.com.tw)
เมื่อวันที่ 28 กันยายน กลุ่มแรงงานต่างชาติจำนวนหลายสิบคน ประกอบด้วยแรงงานอินโดนีเซีย เวียดนาม ใช้วันหยุดรวมตัวกันเป็นทีมอาสาสมัคร พวกเขาตื่นตั้งแต่เวลาประมาณ 04.30 น. เตรียมตัวและมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟในเวลา 05.00 น. เพื่อลงพื้นที่กู้ภัยในเขตกวงฟู่ทันที ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์จนสร้างกระแสชื่นชมว่า “ขอบคุณที่เสียสละเพื่อไต้หวัน” และ “ซาบซึ้งในน้ำใจจริง ๆ”

แรงงานอินโดนีเซียพร้อมลุยช่วยผู้ประสบภัย (ภาพจาก welldoer-volunteer.org)
องค์กรการกุศลที่ชื่อว่า ชมรมคนดี หรือ 好人會館 (Hao Ren Hui Guan) อธิบายที่มาของชื่อ “ทีมอาสาผิวดำ” ว่า เดิมทีผู้ที่ทำงานกลางแดดจนผิวคล้ำถูกเรียกว่า “ใส่เสื้อผิวดำ” จึงนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความแข็งแรงและการอุทิศตนของอาสาสมัคร ขณะเดียวกันองค์กรยังได้ช่วยประสานงานด้านอุปกรณ์ เช่น จัดเตรียมจอบ พลั่ว รองเท้าบูต รถเข็นและตั๋วรถไฟ เพื่อให้แรงงานเหล่านี้สามารถทำงานกู้ภัยได้อย่างราบรื่น

กลุ่มแรงงานเวียดนามช่วยผู้ประสบภัยในเมืองฮัวเหลียน (ภาพจาก FB : vietnamJohnny)
นายหวงหรงตุน ผู้ก่อตั้งชมรมคนดีเปิดเผยว่า องค์กรทำงานกับแรงงานต่างชาติมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือด้านเครื่องนุ่งห่มในฤดูหนาว อุปกรณ์ยังชีพ การให้ที่พักฉุกเฉิน หรือการช่วยเหลือครอบครัวในยามประสบอุบัติเหตุ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความผูกพันและมิตรภาพกับแรงงานจำนวนมาก “เมื่อครั้งนี้เกิดภัยพิบัติ พวกเขาติดต่อหากันและตัดสินใจรวมกลุ่มใช้วันหยุดไปช่วยงานกู้ภัยด้วยตนเอง” เขากล่าว

กลุ่มแรงงานเวียดนามช่วยผู้ประสบภัยในเมืองฮัวเหลียน (ภาพจาก FB : vietnamJohnny)
ด้านแรงงานไทยทั้งที่ทำงานก่อสร้างในฮัวเหลียนและแรงงานไทยที่ไถหนาน ร่วม 20 คน ลงพื้นที่ช่วยขุดตัดดินโคลนและทำความสะอาดบ้านที่ประสบภัย แต่กลุ่มแรงงานไทย ทำงานอย่างเงียบ ๆ ลงภาพในเพจเท่านั้น แต่สื่อไต้หวันพบและนำมารายงานเป็นข่าว ทำให้ชาวไต้หวันเชิดชูในน้ำใจ อย่างในแพลตฟอร์มสื่อโซเชียล มีการกล่าวชื่นชมและขอบคุณแรงงานไทย อินโดนีเซียและเวียดนาม

แรงงานไทยลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยอย่างเงียบ ๆ ในลักษณะปิดทองหลังพระ สื่อสิ่งพิมพ์ไต้หวันอย่าง Liberty Times ติดตามรายงาน (ภาพจาก Liberty Times)
การเข้าร่วมกู้ภัยของแรงงานต่างชาติกลายเป็นที่พูดถึงกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์ ชาวเน็ตไต้หวันหลายคนแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวที่ครอบครัวได้รับการดูแลจากผู้อนุบาลอินโดนีเซีย เช่น หูไฉผิง อินฟลูเอนเซอร์ด้านเศรษฐกิจเล่าว่า “คุณพ่อของฉันมีผู้ดูแลชาวอินโดนีเซีย เธอเอาใจใส่อย่างกับเป็นลูกสาวแท้ ๆ ฉันยังรู้สึกว่าบางครั้งเธอใส่ใจมากกว่าลูกจริง ๆ ด้วยซ้ำ”

แรงงานไทยลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยอย่างเงียบ ๆ ในลักษณะปิดทองหลังพระ สื่อสิ่งพิมพ์ไต้หวันอย่าง Liberty Times ติดตามรายงาน (ภาพจาก Liberty Times)
ชาวเน็ตไต้หวันต่างพากันแสดงความขอบคุณ เช่น “ซาบซึ้งที่แรงงานต่างชาติทุ่มเทเพื่อไต้หวัน” “ดีใจที่เห็นทุกคนรวมพลัง ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติหรือสัญชาติ”“อาสากู้ภัยไม่ต่างจากกองทัพพันธมิตรในหนัง Lord of the Rings” ไปจนถึง “ผู้สูงวัยหลายคนถึงกับยกมรดกส่วนหนึ่งให้แก่ผู้อนุบาลอินโดนีเซียที่ดูแลตน เพราะความผูกพันลึกซึ้ง”

แรงงานอินโดนีเซียช่วยขุดตักโคลนที่ไหลเข้าเต็มบ้านในตำบลกวงฟู่ เมืองฮัวเหลียน (ภาพจาก welldoer-volunteer.org)
กรณีทีมอาสาแรงงานต่างชาติดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าในยามวิกฤต การช่วยเหลือเยียวยาชุมชนไม่อาจจำกัดด้วยสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย แต่เป็นพลังของมนุษยธรรมที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงตอกย้ำบทบาทของแรงงานต่างชาติในสังคมไต้หวัน แต่ยังสะท้อนถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการฟื้นฟูบ้านเมืองเมื่อเผชิญภัยพิบัติครั้งใหญ่
4. แรงงานเวียดนามในไทจงไม่พอใจถูกเตือนลดเสียงเพลง คว้ามีดทำร้าย 3 เพื่อนร่วมงาน แรงงานไทย 2 และเวียดนามอีก 1 ได้รับบาดเจ็บ
เมื่อกลางดึกวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา เกิดเหตุใช้มีดทำร้ายร่างกายภายในหอพักไซต์งานก่อสร้างแรงงานต่างชาติในเขตอู๋รื่อ นครไทจง โดยผู้ก่อเหตุเป็นแรงงานชาวเวียดนามที่พักอยู่ในหอพักรวมกับเพื่อนร่วมงานรวม 8 คน ขณะเปิดเพลงเสียงดังจนถูกเพื่อนร่วมงานที่เป็นคนไทยตักเตือนให้ลดเสียงลง เกิดการโต้เถียงและบานปลายถึงขั้นใช้มีดฟันทำร้าย ระหว่างเหตุชุลมุนมีแรงงานไทย 2 คนถูกฟันเข้าที่แขน และแรงงานเวียดนามอีก 1 คนได้รับบาดเจ็บที่ฝ่าเท้า พื้นห้องพักเต็มไปด้วยคราบเลือด ผู้บาดเจ็บทั้ง 3 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลจงซานเพื่อเข้ารับการรักษา โชคดีที่ส่งรักษาทัน อาการของแรงงานทั้ง 3 คนปลอดภัย ไม่มีอันตรายถึงชีวิต ส่วนผู้ก่อเหตุได้เดินทางไปปรากฏตัวที่โรงพยาบาล ถูกล่ามและหัวหน้างานเข้าล้อมและเรียกตำรวจจับ

สถานีตำรวจสาขาซีหนานในเขตอู๋รื่อ นครไทจง
โฆษกสถานีตำรวจสาขาซีหนานในเขตอู๋รื่อ นครไทจงแถลงว่า เหตุเกิดขึ้นเวลาประมาณ 23.56 น. ของวันที่ 20 กันยายน ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายในหอพักแรงงานต่างชาติของบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง บนถนนซีหนาน จากการตรวจสอบพบว่าเป็นการทะเลาะกันระหว่างแรงงานไทยและแรงงานเวียดนาม ก่อนที่แรงงานเวียดนามรายหนึ่งใช้ของมีคมทำร้ายเพื่อนร่วมงาน 3 คน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ตำรวจกล่าวว่า แรงงานที่อาศัยอยู่ในหอพักที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นของบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง มีจำนวน 8 คน เป็นแรงงานถูกกฎหมาย ประกอบด้วยแรงงานเวียดนาม 6 คน และแรงงานไทยไทย 2 คน แรงงานเวียดนามรายที่ก่อเหตุ เนื่องจากเปิดเพลงเสียงดังกลางดึก รบกวนการพักผ่อนของคนอื่น 1 ในแรงงานไทยจึงขอร้องลดเสียงเพลงลง ทำให้แรงงานเวียดนามรายนี้เกิดความไม่พอใจ จนเกิดการโต้เถียงกันในหอพักและเป็นเหตุให้แรงงานเวียดนามรายนี้คว้ามีดทำร้ายเพื่อนร่วมงานดังกล่าว ภายหลังเกิดเหตุ ขณะที่ตำรวจตามล่า แรงงานเวียดนามที่ก่อเหตุรายนี้ได้เดินทางไปปรากฏตัวที่โรงพยาบาล ถูกล่ามและหัวหน้างานเข้าล้อมทันที ก่อนที่ตำรวจจะเข้าควบคุมตัวและนำส่งดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายต่อสำนักงานอัยการไทจง

โฆษกสถานีตำรวจไทจงเตือนว่า หากแรงงานต่างชาติหรือประชาชนทั่วไปเผชิญเหตุขัดแย้ง ควรใช้สติและเหตุผลในการแก้ไข พร้อมรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ ไม่ควรใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ เพราะจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันได้เรียกร้องให้บริษัทนายจ้างที่ดูแลแรงงานต่างชาติ เพิ่มมาตรการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ คอยติดตามพฤติกรรม และจัดให้มีการอบรมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แรงงานต่างชาติรับรู้กฎหมายและกฎระเบียบของไต้หวันอย่างถูกต้อง
ด้านกรมพัฒนากำลังแรงงานขอความร่วมมือมายังแรงงานต่างชาติทุกคน เมื่อพักผ่อนอยู่ในหอพัก ช่วยกันรักษาความเงียบสงบ เพื่อให้ทุกคนได้นอนหลับพักผ่อนเต็มที่ จะได้มีสุขภาพและพละกำลังรับมือกับการทำงานในวันใหม่ ขอให้หลีกเลี่ยงการส่งเสียงดังในยามค่ำคืน อย่าร้องเพลงคาราโอเกะ เล่นการพนันหรือทำกิจกรรมใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความอื้ออึง หรือก่อให้เกิดเสียงอึกทึกครึกโครม โดยไม่มีเหตุอันสมควร จนเป็นเหตุรบกวนหรือทำให้ผู้อื่นตกใจ เดือดร้อนในยามวิกาล มีโทษปรับไม่เกิน 6,000 เหรียญไต้หวัน
แรงงานไทยที่มีข้อพิพาทหรืออยู่ในหอพักเดียวกับแรงงานเวียดนาม ต้องระวังความปลอดภัยของตนเอง ทางที่ดีแจ้งล่ามหรือนายจ้างเพื่อแก้ไขปัญหาจะดีกว่า หลีกเลี่ยงมีเรื่องขัดแย้งโดยตรง เพราะพวกนี้อาจซ่อนของมีคม ทำให้เราได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ ไม่คุ้ม