Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

สารานุกรมสุขภาพ - อาหารที่อาจมีปฏิกิริยากับยา

สารานุกรมสุขภาพ - อาหารที่อาจมีปฏิกิริยากับยา
สารานุกรมสุขภาพ - อาหารที่อาจมีปฏิกิริยากับยา

     ในการรับประทานยา นอกจากต้องระวังปฏิกิริยาระหว่างยาที่รับประทานร่วมกันแล้ว ยังควรระวังว่าอาหารบางชนิดก็สามารถมีผลต่อประสิทธิภาพของยาได้เช่นกัน นักโภชนาการไต้หวัน จางอวี่ซี (張語希)  ได้เผยรายการอาหาร 7 ชนิดที่ควรระวังเมื่อต้องรับประทานร่วมกับยา พร้อมเตือนประชาชนว่าอย่ามองข้ามผลกระทบจากอาหารเหล่านี้ เพราะอาจส่งผลให้ยาขาดประสิทธิภาพ หรือส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

 อาหาร 7 ชนิดที่อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยากับยา ควรระมัดระวังเมื่อรับประทานร่วมกัน

1. น้ำเกรปฟรุต 

น้ำเกรปฟรุตสามารถรบกวนการเผาผลาญของยาลดความดันโลหิตกลุ่มยาต้านแคลเซียม และกลุ่มยา Statins (กลุ่มยาสแตติน) ที่ใช้ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ทำให้ยาเหล่านี้สลายตัวช้าลง หรือ ส่งผลให้การออกฤทธิ์ของยาแรงเกินขนาด ซึ่งอาจก่อให้เกิดความดันโลหิตต่ำหรือกล้ามเนื้ออักเสบหรือสลายตัว ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเกรปฟรุตร่วมกับรับประทานยา

 2.กาแฟ

คาเฟอีนในกาแฟมีฤทธิ์ในการกระตุ้นประสาทส่วนกลาง  อาจส่งผลต่อการทำงานของยาระงับประสาท ทำให้ประสิทธิภาพของยาต่ำ ถ้าคุณกินยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจหรือสมอง เช่น ยารักษาโรคหอบหืด (เช่น theophylline), ยาต้านซึมเศร้าบางตัว หรือยารักษาโรคพาร์กินสัน คาเฟอีนจะเพิ่มฤทธิ์กระตุ้นเข้าไปอีก ทำให้ใจสั่น วิตกกังวล หงุดหงิด หรือความดันสูงผิดปกติ อีกทั้งยังคาเฟอีนยังลดการดูดซึมแคลเซียมและธาตุเหล็ก เช่น ยารักษากระดูกพรุน (alendronate), ยาบางกลุ่มของธาตุเหล็ก หรือยาไทรอยด์ (levothyroxine) ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะกระดูกพรุนหรือโลหิตจางได้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟก่อนหรือหลังการรับประทานยา

 3.ชีส

ชีสมีไทโรซีน หากรับประทานร่วมกับยาต้านโรคซึมเศร้าอาจกระตุ้นให้เกิดความดันสูง ยกตัวอย่างเช่น ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์โมโนเอมีน ออกซิเดส (Monoamine oxidase inhibitor; MAOIs) จะไปยับยั้งเอนไซม์ในร่างกายที่ทำหน้าที่สลายไทโรซีน ส่งผลให้ไทโรซีนสะสมในร่างกาย ซึ่งจะทำให้เกิดความดันโลหิตสูง นอกจากชีสแล้ว แนะนำกลุ่มคนที่รับประทานยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์  ควรหลีกเลี่ยงอาหารหมักดองหรือเนื้อสัตว์แปรรูปที่มีไทโรซีนสูงด้วย

 4.แอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์ส่งผลต่อการเผาผลาญ อาจเกิดปฏิกิริยากับยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เอ็นเสด) ซึ่งทำให้เกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร อีกทั้งแอลกอฮอล์ยังสามารถไปรบกวนยาลดน้ำตาลในเลือด และเพิ่มประสิทธิภาพการลดน้ำตาลในเลือดของอินซูลิน ทำให้เสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

 5.กล้วย

กล้วยอุดมไปด้วยโพแทสเซียม  แต่ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Potassium-sparing และ ยาลดความดันโลหิต Angiotensin-Converting Enzyme inhibitor (ACE inhibitor) ส่งผลต่อการขับโพแทสเซียมออกจากร่างกาย หากรับประทานร่วมกันอาจทำให้โพแทสเซียมในเลือดสูงเกินไป แนะนำกลุ่มคนที่รับประทานยาจำพวกลดความดันโลหิต ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาร่วมกับอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ส้ม ผักใบเขียว

6.อโวคาโด

อโวคาโดมีวิตามิน K สูง ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพของยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอโวคาโดและผักใบเขียวเข้มในปริมาณมากเมื่อใช้ยาดังกล่าว

 7.ขนมปังโฮลวีต

แม้ขนมปังโฮลวีตจะมีไฟเบอร์สูง แต่ไฟเบอร์อาจลดการดูดซึมของยารักษาไทรอยด์ เช่น Levothyroxine ได้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไฟเบอร์สูงหากคุณใช้ยารักษาไทรอยด๋ และแนะนำควรรับประทานอาหารหลังจากรับประทานยา 30-60 นาที

      เมื่อใช้ยา นอกจากจะแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่แล้ว นักโภชนาการจางอวี่ซี ยังแนะนำว่าควรถามให้ละเอียดว่ายาที่ใช้มีข้อห้ามเกี่ยวกับอาหารหรือไม่ หรือควรปรับเวลาในการรับประทานอาหารอย่างไร ควรพูดคุยกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เข้าใจถึงสภาวะสุขภาพและการรับประทานอาหารของตนเอง จดบันทึกรายการยาที่ใช้เป็นประจำและอาหารที่รับประทานบ่อย พร้อมทั้งฝึกนิสัยในการอ่านเอกสารแนบของยา เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากอาหารที่อาจรบกวนประสิทธิภาพของยาโดยไม่รู้ตัว

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解