อัตราหย่าในไต้หวันพุ่งสูง! รักร้อนแรงไม่เกิน 5 ปี คู่แต่งงานใหม่ทุก 3 คู่ มี 1 คู่เลิกรากัน
โลกความจริงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไต้หวันกำลังเผชิญปัญหาชีวิตคู่ที่สั่นคลอนอย่างหนัก ล่าสุดตัวเลขการหย่าร้างพุ่งเฉลี่ย 146 คู่ต่อวัน หรือเกือบทุก ๆ 10 นาที มีคู่รักตัดสินใจแยกทางกัน ส่งผลให้ไต้หวันก้าวขึ้นสู่ อันดับ 2 ของเอเชียด้านอัตราการหย่า จากความหวานชื่นในวันแต่งงาน สู่ภาระบ้าน ลูก และการเงินในชีวิตจริง หลายคู่ไม่อาจฝ่าคลื่นอุปสรรคไปได้ นิทานรักที่เริ่มต้นเหมือนโลกแฟนตาซี จึงกลายเป็นเรื่องราวที่ถูกปิดฉากเร็วกว่าที่คิด
อัตราการหย่าของไต้หวันสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย โดยเฉพาะคู่สมรสที่แต่งงานไม่ถึง 5 ปี มีสัดส่วนการหย่ามากกว่า 30% หรือเท่ากับว่าในคู่แต่งงานใหม่ทุก 3 คู่ จะมีอย่างน้อย 1 คู่จบลงด้วยการเลิกราในเวลาเพียงไม่กี่ปี สถิติระหว่างปี 2013–2020 อัตราการหย่าของคู่แต่งงานมีอายุสมรสไม่ถึง 5 ปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปี 2022 ตัวเลขพุ่งถึง 34.28% ซึ่งตัวเลขนี้สร้างความตะลึงให้กับผู้คนจำนวนมาก
นพ.หยางชงไฉ(楊聰財) จิตแพทย์ วิเคราะห์สาเหตุหลักของการเลิกกันภายใน 5 ปีหลังแต่งงานว่าเกิดจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1. สิ้นสุดช่วงน้ำผึ้งพระจันทร์ ความเป็นจริงเริ่มถาโถม ทั้งเรื่องบ้าน ลูก และภาระการเงินที่นำไปสู่การทะเลาะบ่อยครั้ง
2. คู่รักหรือคู่สมรสมีพัฒนาการทางความคิด ความรู้สึก หรือวุฒิภาวะที่ไม่เท่ากัน เช่น ฝ่ายหนึ่งเติบโต มีเป้าหมายชีวิตชัดเจน แต่อีกฝ่ายยังย่ำอยู่กับที่ หรือฝ่ายหนึ่งพัฒนาในหน้าที่การงานหรือการมองโลก แต่คู่ครองไม่เปลี่ยนตาม ซึ่งผลคือเกิดช่องว่างทางความคิดและความคาดหวัง จนนำไปสู่ความขัดแย้งในความสัมพันธ์
3. ขาดทักษะในจัดการปัญหา หากคู่รักยังไม่พร้อมด้านการสื่อสารและการควบคุมอารมณ์ ความขัดแย้งจะยิ่งสะสมจนยากแก้ไข
งานวิจัยทางจิตวิทยายังชี้ว่า ในช่วงเริ่มต้นของความรัก “โดพามีนเอฟเฟกต์”(Dopamine effect) มักคงอยู่ได้เพียง 1–3 ปี หลังจากนั้นความเร่าร้อนค่อย ๆ จางหายไป กลายเป็นบททดสอบในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้อง ครอบครัว หรือค่าใช้จ่าย คู่สมรสจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะประคับประคองและสนับสนุนกันในช่วงที่ความรักค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความผูกพันแบบครอบครัว มิฉะนั้นชีวิตคู่ก็จะสูญเสียสมดุลอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ การเติบโตของโซเชียลมีเดียสมัยใหม่ ยังเพิ่มโอกาสให้เกิดความสัมพันธ์นอกใจหรือการนอกสมรสมากขึ้น เมื่อในชีวิตคู่ขาดการสื่อสารและความมั่นคงทางอารมณ์ สิ่งยั่วยวนภายนอกก็ยิ่งง่ายต่อการดึงให้หลุดออกนอกเส้นทาง ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราการหย่าในไต้หวันสูง
นพ.หยางชงไฉ เตือนว่า ชีวิตคู่ไม่ได้อยู่ได้ด้วยเพียงแค่ความโรแมนติกหรือความหลงใหล แต่ต้องการ “การดูแลและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง” โดยเฉพาะ 5 ปีแรกที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ คู่รักต้องเรียนรู้การเปลี่ยนจากความรักแบบคู่รักไปสู่ความผูกพันแบบครอบครัว และหาพลังพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันท่ามกลางแรงกดดันและความท้าทายของชีวิต จึงจะทำให้ความสัมพันธ์ยืนยาวได้
หงเผยหยุน(洪培芸) นักจิตวิทยาคลินิกที่ทำงานด้านคำปรึกษาชีวิตคู่ระยะยาว วิเคราะห์ว่า “ยุคของปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่ หากชีวิตแต่งงานมีปัญหา อาจเลือก อดทนและเก็บอารมณ์ไปทั้งชีวิต แต่คนยุคปัจจุบัน ด้วยความสะดวกของข้อมูลและความรู้ ทำให้ กระบวนการจัดการปัญหาการหย่าและชีวิตคู่สั้นลง”
คุณหงเผยหยุน สังเกตว่า เมื่อคู่สามีภรรยาเผชิญปัญหาชีวิตคู่ มักต้องผ่าน ความเจ็บปวด ความโกรธ และความเศร้า ในอดีต อาจสะสมความขุ่นเคืองยาวนานเป็นสิบปี หรือกระทั่งกระทบต่อ คนรุ่นถัดไป จึงค่อยแก้ไขปัญหา แต่ปัจจุบัน คนดังหลายคนแชร์ประสบการณ์การหย่าผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้เรื่องหย่า ไม่ใช่เรื่องต้องปิดปากอีกต่อไป หากคู่สามีภรรยาจริง ๆ อยู่ด้วยกันต่อไปไม่ได้ การหย่าก็กลายเป็น ตัวเลือกหนึ่ง แทนที่จะเก็บกังวลหรือยื้อไว้
(ปล. Dopamine (โดพามีน) คือ สารสื่อประสาท (Neurotransmitter) ชนิดหนึ่งในสมองและระบบประสาท ทำหน้าที่ส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาท มีบทบาทสำคัญหลายด้าน เช่น ศูนย์รางวัลและความสุข ซึ่งโดพามีนหลั่งเมื่อเรารู้สึกพึงพอใจ เช่น กินอาหารอร่อย ฟังเพลงที่ชอบ ตกหลุมรัก หรือประสบความสำเร็จ ทำให้เกิด “ความสุข–ความพอใจ, ความรักและความผูกพัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงแรกของความรัก ร่างกายจะหลั่งโดพามีนมาก จึงรู้สึกตื่นเต้น เร่าร้อน คล้ายกับ “ฤทธิ์ของยาเสพติด” ต่อกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ระดับโดพามีนจะลดลง กลายเป็นความสัมพันธ์ที่มั่นคงขึ้นแทน, แรงจูงใจและสมาธิ ซึ่งกระตุ้นให้เรามีแรงขับเคลื่อน ตั้งเป้าหมาย และทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ และ การเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมการเคลื่อนไหว สมองที่ขาดโดพามีนจะเชื่อมโยงกับโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) จึงสรุปง่าย ๆ ว่า โดพามีนคือ “ฮอร์โมนความสุขและแรงจูงใจ” ที่ทั้งทำให้เรารู้สึกอินเลิฟ และเป็นตัวผลักดันให้เราอยากก้าวไปข้างหน้า)