Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568
ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568

1.ในเดือนสิงหาคม ลูกค้า VIP ระดับมหาเศรษฐีขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพิ่มขึ้น 995 ราย มูลค่าทรัพย์สินรวม 1.08 แสนล้านเหรียญ

     จากข้อมูล คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (金管會) จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2025 ได้มีการระบุว่า ธนาคารรัฐ 17 แห่งที่ดำเนินธุรกิจการจัดการทรัพย์สินสำหรับลูกค้าระดับสูง (ลูกค้าที่มีทรัพย์สินเกิน 100 ล้านเหรียญ) ได้ดูแลลูกค้าทั้งหมด 16,567 ราย โดยมียอดรวมทรัพย์สินที่ถูกดูแลและบริหารโดยสถาบันการเงิน หรือ(AUM) ถึง 1.8 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งในเดือนเดียวนี้ได้มีการเพิ่มของลูกค้าใหม่จำนวน 995 ราย และยอดทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีก 1.08 แสนล้านเหรียญ ซึ่งทำให้ยอดรวม AUM ข้ามผ่านหลักพันล้านเหรียญเป็นครั้งแรก และทำสถิติการเติบโตในเดือนเดียวที่มากที่สุดตั้งแต่เริ่มเปิดให้บริการ
      จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลและแนวโน้มทางเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน พบว่า การเปิดตัว เขตทรัพย์สินสูงในเกาสง พร้อมกับความคาดหวังการลดดอกเบี้ยในอนาคต ได้กระตุ้นให้ตลาดหุ้นและพันธบัตรเติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าระดับสูงเข้ามาลงทุนมากขึ้น ส่งผลให้การดำเนินงานด้านการจัดการทรัพย์สินเติบโตอย่างรวดเร็ว และคาดว่าจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 นี้
      ผู้บริหารธนาคารที่ดูแลลูกค้าระดับสูงกล่าวว่า การเติบโตของลูกค้าในเดือนสิงหาคมเกิดจากสองปัจจัยสำคัญดังนี้ ปัจจัยแรกคือ การที่ธนาคารต่างๆ แข่งขันกันเข้ามาใน เขตทรัพย์สินสูงเกาสง โดยมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้า ครอบครัวสำนักงาน ที่มีทรัพย์สินมากกว่า 500 ล้านเหรียญ ซึ่งส่งผลให้ยอด AUM ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และปัจจัยที่สองคือ ความคาดหวังจากตลาดว่า สหรัฐอเมริกาจะลดดอกเบี้ย ซึ่งกระตุ้นให้ตลาดหุ้นและพันธบัตรกลับมามีการเติบโตอีกครั้ง จึงส่งผลให้มีการเข้ามาลงทุนจากลูกค้าระดับสูงมากขึ้น
      จากข้อมูลการจัดสรรทรัพย์สินในเดือนสิงหาคมพบว่า ลูกค้าระดับสูงลดสัดส่วนเงินฝากลงเหลือ 46.7% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 4 เดือน แสดงให้เห็นว่าลูกค้าเริ่ม ลดการถือเงินสดมากเกินไป หลังจากในไตรมาสที่ 2 พวกเขากังวลเรื่องภาษีของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของตลาด แต่ปัจจุบันความเชื่อมั่นในตลาดกลับมา ทำให้ลูกค้ากล้าเริ่มนำเงินไปลงทุนมากขึ้นตามแนวโน้มตลาด

高雄亞灣區將設置國際資產管理專區。高市府提供

      ส่วนสัดส่วนการลงทุนในกองทุนและพันธบัตรก็มีการปรับตัวขึ้น โดยสัดส่วนการลงทุนในกองทุนเพิ่มขึ้น 0.3% เป็น 16% และพันธบัตร เพิ่มขึ้นเป็น 13.3% โดยเฉพาะกองทุนที่ปรับขึ้นไปถึงระดับสูงสุดใหม่ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นที่ดีขึ้น และลูกค้ามีแนวโน้มที่จะลงทุนในหุ้นมากกว่าพันธบัตร
      นอกจากนี้การที่สหรัฐอเมริกาลดดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนกันยายน ตลาดคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก 2 ครั้งก่อนสิ้นปี ทำให้ลูกค้าบางรายเริ่ม ถอนกำไรจากหุ้น และหันมาลงทุนในพันธบัตรต่างประเทศราคาต่ำเพื่อลดความผันผวนและรักษากำไรสำหรับปีหน้า
      ในขณะเดียวกัน การแทรกแซงของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ในสำนักงานสถิติและธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของสินทรัพย์สหรัฐ ส่งผลให้ลูกค้าบางรายเริ่มหันไปสำรวจ การลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินหรือการลงทุนที่อยู่ภายนอกสหรัฐอเมริกา และเลือกใช้กลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมทั้งทดลองลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้
       ทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจการจัดการทรัพย์สินสำหรับลูกค้าระดับสูงจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2025 โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ จำนวนลูกค้ากลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้น 4,739 ราย ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 1.5 เท่า ในขณะที่ยอด AUM เพิ่มขึ้น 3.92 แสนล้านเหรียญ (สามแสนเก้าหมื่นสองพันล้านเหรียญ) เกือบเท่ากับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
        การเปิดตัวเขตทรัพย์สินสูงเกาสงยังได้กระตุ้นให้ บริษัทหลักทรัพย์ เข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยจากข้อมูลของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์พบว่าในเดือนสิงหาคม มีการเพิ่มการอนุมัติจากบริษัทหลักทรัพย์ฮัวหนานหย่งชาง (華南永昌證承) สำหรับการจัดการทรัพย์สินลูกค้าระดับสูง ส่งผลให้จำนวนบริษัทหลักทรัพย์ที่ทำธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นเป็น 10 แห่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 10 บริษัทหลักทรัพย์ มีลูกค้ารวม 1,515 ราย และมียอดการซื้อขายรวม 3.64 แสนล้านเหรียญ โดยเพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้ว 110 ราย และเพิ่มยอดการซื้อขายขึ้นอีก 1.62 แสนล้านเหรียญ ซึ่งมีการเติบโตปีละ 43% และ 57% ตามลำดับ โดยสะท้อนถึงตลาดหุ้นที่มีแนวโน้มดีขึ้นและบริษัทหลักทรัพย์ที่แข่งขันกันเข้าไปในตลาดนี้อย่างจริงจัง

2. เฟดและ AI ทำลายอาถรรพ์ฤดูกาล ตลาดหุ้นและพันธบัตรแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

      ในเดือนกันยายนที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลก ได้สร้างสถิติการเติบโตต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 โดยสามารถทำลาย “อาถรรพ์” ของเดือนกันยายน ที่มักเป็นช่วงเวลาของการปรับฐานทางฤดูกาล โดยปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดคือการที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กลับมาใช้นโยบายการลดดอกเบี้ย และกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็นแรงหนุนหลัก
      ในช่วงกลางเดือน ดัชนีหลักหลายแห่งได้ทำสถิติสูงสุดใหม่ทางประวัติศาสตร์ เช่น ดัชนีตลาดหุ้นไต้หวัน ทำสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 23 กันยายน และ ดัชนีหลักสามตัวของสหรัฐฯ (ดาวโจนส์, S&P 500 และ Nasdaq) ทำสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 22 กันยายน นอกจากนี้ยังรวมถึง ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 25 กันยายน ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจและการเติบโตของกำไรในภาคธุรกิจ

ผลการดำเนินงานกองทุนต่างประเทศ
        จากการรวบรวมข้อมูลของบริษัทวิจัยและบริการข้อมูลทางการเงิน Lipper  พบว่าในเดือนกันยายน เงินดอลลาร์ไต้หวัน (NTD) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย 0.1% เมื่อเทียบกับ ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อการคำนวณผลตอบแทนของ กองทุนต่างประเทศ เมื่อแปลงกลับเป็น ดอลลาร์ไต้หวัน (NTD)
        โดยรวมแล้ว กองทุนต่างประเทศ 967 กอง ที่ได้รับการอนุมัติในไต้หวัน (รวมทั้งกองทุนหุ้น, ตราสารหนี้, กองทุนผสม, ตั๋วเงิน และการลงทุนทางเลือก) มี ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.93% แบ่งตามประเภทสินทรัพย์ได้ดังนี้:
         - กองทุนหุ้น (626 กอง): ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.45%
         - กองทุนผสม (56 กอง): ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.01%
         - กองทุนตราสารหนี้ (263 กอง): ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.80%
Franklin Templeton Securities Investment Consulting ประเมินว่าเดือนตุลาคมจะมีประเด็นทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด:
         -ผลประกอบการไตรมาส 3 ของสหรัฐฯ: FactSet คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโตขึ้น 7.9% เมื่อเทียบปีต่อปี โดยมีกลุ่ม เทคโนโลยี, สาธารณูปโภค, และ วัตถุดิบ เป็นกลุ่มที่คาดว่าจะมีการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งกว่า
         -การประชุม Fed ปลายเดือน: ตลาดยังคงคาดการณ์ว่า Fed จะ ลดดอกเบี้ย ต่อไป
         -ประเด็นการเมือง: การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตยของญี่ปุ่นและการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ รวมถึงการประชุมเต็มคณะที่ 4 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อกำหนดทิศทางของแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15

คำแนะนำการลงทุนหลัก (Core Allocation)
          -แกนหลัก: เน้น กองทุนผสม (Balanced Funds), กองทุนพันธบัตรผสม (Composite Bonds) ที่มีอายุเฉลี่ยปานกลาง, และ กองทุนตราสารหนี้ที่ไม่ใช่ระดับลงทุน (Non-Investment Grade Bond Funds)
          -หุ้น: ยังคงให้น้ำหนักกับกลุ่ม เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มีแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว โดยแนะนำให้ ลงทุนแบบถัวเฉลี่ยเป็นงวด (DCA) อย่างต่อเนื่อง
          -การกระจายความเสี่ยง (Diversification): พิจารณา พันธบัตรรัฐบาลโลก หรือ พันธบัตรรัฐบาลสกุลเงินท้องถิ่นของตลาดเกิดใหม่, กองทุนหุ้นญี่ปุ่น, และเพิ่มสัดส่วน กองทุนที่ลงทุนในอุตสาหกรรมทองคำ ในระดับที่เหมาะสม

การวิเคราะห์ผลตอบแทนรายกลุ่ม
          -หุ้นตลาดเกิดใหม่นำตลาด : กองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ เช่น Greater China, ละตินอเมริกา, และ เอเชียเกิดใหม่ มีผลงานนำตลาด โดยได้รับแรงหนุนจากกระแส AI และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคของรัฐบาลจีน
          -กองทุนหุ้นยุโรป และ กองทุนหุ้นไต้หวัน มีผลงานตามหลัง โดยกองทุนหุ้นไต้หวันเฉลี่ยลดลง 0.98% เนื่องจากแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม แม้ว่าดัชนีเซมิคอนดักเตอร์จะปรับตัวขึ้นก็ตาม

มุมมองต่อตลาดเกิดใหม่
          Gautam Sehgal ผู้จัดการกองทุน Franklin Templeton Emerging Markets Monthly Income Fund กล่าวว่า แม้มีความกังวลเรื่องความผันผวนทางการค้า แต่ หุ้น, ตราสารหนี้, และ สกุลเงินของประเทศเกิดใหม่ กลับมีผลงานโดยรวมดีกว่าประเทศพัฒนาแล้ว โดยบริษัทในตลาดเกิดใหม่กำลังปรับยุทธศาสตร์ทางการค้าเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ

          ในด้านกองทุนหุ้นโลหะมีค่า (ทองคำ) กลายเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด โดยมีผลตอบแทนเป็นสกุลเงินไต้หวันมากกว่า 20% ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง (ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ให้ผลตอบแทนที่: 22.71%) และมีผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นปีสูงถึง 110% ปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือการลดดอกเบี้ยของ Fed และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ขยายตัว ส่งผลให้ราคาทองคำฟิวเจอร์สทะลุระดับ $3,800 ต่อออนซ์
           อุตสาหกรรมเทคโนโลยี มีการปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 5.72% จาก ข่าวดีของบริษัทหลัก เกี่ยวกับบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ ที่มีผลประกอบการที่ดีหรือการประกาศแผนลงทุนที่สามารถกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ 
           กลุ่มมูลค่า Value คือการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีราคายุติธรรมหรือราคาถูก เช่น โครงสร้างพื้นฐาน และ อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีการเติบโตมั่นคงแต่ไม่รวดเร็วเหมือนกลุ่ม Growth อย่างเทคโนโลยี ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา ผลตอบแทนของกลุ่ม Value ตามหลังกลุ่มอื่น แม้จะเติบโตช้ากว่า แต่ยังเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยและเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนระยะยาวพร้อมลดความเสี่ยง
           Stephen Land สตีเฟน แลนด์ ผู้จัดการกองทุน Franklin Gold Fund ระบุว่า ราคาทองคำที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้ช่วยเพิ่มผลกำไรให้กับธุรกิจเหมืองทองคำ และช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ โดยคาดว่ากำไรของหุ้นเหมืองทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นอีกหากราคาทองคำยังคงแข็งแกร่ง
           ในส่วนของตราสารหนี้ กองทุนพันธบัตรสกุลเงินแข็ง และ สกุลเงินท้องถิ่นของตลาดเกิดใหม่ นำตลาด โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.69% และ 1.43% ตามลำดับ
            Michael Hasenstab ผู้จัดการกองทุน Franklin Templeton Emerging Markets Fixed Income Fund มองว่า การลดดอกเบี้ยหรือคงสภาพคล่องผ่อนคลายของธนาคารกลางประเทศเกิดใหม่ เป็นปัจจัยบวกต่อผลงานของพันธบัตรรัฐบาลสกุลเงินท้องถิ่น โดยมองเห็นโอกาสใน อินเดีย, มาเลเซีย, เม็กซิโก, บราซิล และตลาดชายขอบที่มีอัตราผลตอบแทนสูง เช่น แอฟริกาใต้ และ อียิปต์

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解