火車快飛 火車快飛 越過高山 飛過小溪 不知走了幾百里... 快到家裡 快到家裡 爸媽見了真歡喜 嘟嘟!ความหมายคือ “รถไฟบินเร็ว! รถไฟบินเร็ว! วิ่งผ่านภูเขาสูง ข้ามลำธารเล็ก ไม่รู้ว่าวิ่งมากกี่ร้อยลี้ เกือบถึงบ้านแล้ว เกือบถึงบ้านแล้ว พ่อแม่เห็นแล้วดีใจมาก ตูตู” ซึ่งความหมายของคำว่า “รถไฟบินเร็ว” หรือ “รถไฟแล่นฉิวราวกับบิน” เป็นวลีภาษาจีนที่ใช้สื่อถึงภาพรถไฟวิ่งเร็วเหมือนกำลังเหาะไปบนราง มักจะเจอในบทเพลงเด็ก เพลงปลุกใจ หรือคำบรรยายเชิงวรรณกรรมที่ให้ความรู้สึกสดใส มีพลัง และเต็มไปด้วยจินตนาการ คล้าย ๆ กับภาษาไทยที่เราพูดว่า “รถไฟวิ่งฉิวเหมือนลมพัด” หรือ “รถไฟวิ่งเหมือนบิน” นั่นเอง
สำหรับคนที่อยู่ในไต้หวัน เมื่อได้ยินบทเพลงเด็กแสนคุ้นหูนี้ เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงความทรงจำครั้งนั่งรถไฟขึ้นมาในใจ ซึ่งในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปทำงาน ท่องเที่ยว หรือกลับบ้านเยี่ยมครอบครัว พอพูดถึงวิธีสัญจรขึ้นเหนือ–ลงใต้ของไต้หวัน นอกจากการขับรถเอง หรือนั่งรถไฟความเร็วสูงแล้ว สิ่งที่ผู้คนคุ้นเคยที่สุดก็คือ “รถไฟ” นั่นเอง ซึ่งในเนื้อเพลงที่บอกว่า นั่งรถไฟสามารถทั้งไต่เขาและข้ามลำธารเล็ก ๆ ได้ ก็สะท้อนเส้นทางแห่งการพัฒนาของระบบรถไฟไต้หวันตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเช่นกัน
มีคำถามว่า แล้วรถไฟสายแรกของไต้หวันถูกสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่? หลายคนอาจนึกไปเองว่า ต้องเป็นช่วงญี่ปุ่นปกครอง เพื่อใช้ขนส่งวัสดุสิ่งของ จึงเริ่มมีการปูรางรถไฟครั้งใหญ่ทั่วเกาะ แต่ความจริงแล้ว ก่อนหน้าญี่ปุ่นจะเข้ามา ที่ไต้หวันมีข้าหลวง “หลิวหมิงฉวน” (劉銘傳)ซึ่งได้รับมอบหมายจากราชสำนักชิง เขามองเห็นความสำคัญของรถไฟต่อการพัฒนาไต้หวันตั้งแต่แรก โดยในช่วงสงครามจีน–ฝรั่งเศส เขาสังเกตเห็นว่าท่าเรือที่ตั้นสุ่ยเริ่มตื้นเขินไม่สะดวกต่อการค้า จึงวางแผนจะย้ายศูนย์กลางท่าเรือไปที่จีหลงแทน
ดังนั้น ในระหว่างปี ค.ศ. 1887–1891 ได้มีการก่อสร้างทางรถไฟจากไทเปถึงจีหลง โดยอาศัยเงินทุนร่วมจากห้างชาวตะวันตกและผู้มีฐานะในไต้หวัน นี่ไม่เพียงเป็นผลลัพธ์ของความร่วมมือระหว่างรัฐกับประชาชนเท่านั้น แต่ยังนับเป็น “รถไฟสายแรกของไต้หวัน” อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีรางรถไฟ แน่นอนว่าก็ต้องมีหัวรถจักรไอน้ำเข้ามาด้วย หลิวหมิงฉวน ยังได้ตั้งชื่อให้หัวรถจักรไอน้ำ ว่า “เถิงหยุนฮ่าว (騰雲號)” และ “จุยเฟิง(追風)หรือ (御風號อวี้เฟิงฮ่าว)” อีกด้วย
แต่ที่น่าสนใจก็คือ รถไฟในยุคนั้นวิ่งได้ช้ามาก ความเร็วพอ ๆ กับการถีบจักรยานเท่านั้นเอง เล่ากันว่า หากคุณพลาดรถไฟที่เพิ่งออกจากชานชาลา แค่ตั้งใจวิ่งสักหน่อยก็ยังตามทันและขึ้นได้
ส่วนใครอยากเห็นโฉมหน้าของหัวรถจักรในตำนานนี้ ปัจจุบัน “เถิงหยุนฮ่าว”(騰雲號) ได้ถูกนำไปจัดแสดงอยู่ในสวนสาธารณะสันติภาพ 228 กลายเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ให้ผู้คนเข้าชม
เมื่อถึงยุคที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน พบว่าการคมนาคมของไต้หวันนั้นแสนจะไม่สะดวก จึงเริ่มทุ่มเทอย่างมากในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น เส้นทางรถไฟของการรถไฟไต้หวัน (TRA) ที่ใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็วางรากฐานมาจากยุคนั้น
เริ่มจากปี 1908 ทางรถไฟสายเหนือ–ใต้ (縱貫鐵路) จากเมืองจีหลงถึงเมืองเกาสงได้สร้างเสร็จสมบูรณ์ ต่อมาในปี 1922 เนื่องจากเส้นทางจากซินจู๋ลงไปทางใต้ต้องผ่านภูเขามาก เส้นทางลาดชันทำให้รถไฟแล่นช้าและบางครั้งก็มีอันตราย จึงได้สร้างเส้นทางใหม่จากจู๋หนานถึงจุยเฟินทางตอนใต้ของเมืองไทจง กลายเป็น “สายทะเล” และทำให้ไต้หวันถูกแบ่งเป็น “สายภูเขา” กับ “สายทะเล” อย่างเป็นทางการ
จากนั้นในปี 1924 อุโมงค์ซานเตียวหลิ่ง(三貂嶺隧道)สร้างเสร็จ ทำให้รถไฟจากไทเปถึงเมืองอี๋หลานสามารถวิ่งได้ และอีกเพียงสองปีต่อมา เส้นทางรถไฟฮัวเหลียนกับไถตงก็แล้วเสร็จเช่นกัน จะเห็นได้ว่าในช่วงทศวรรษ 1920 เกือบทั้งไต้หวันมีรถไฟวิ่งครบถ้วน เหลือเพียงสองช่วงเท่านั้นที่ยังไม่มี คือ ซูอ้าว–ฮัวเหลียน และผิงตง–ไถตง นอกจากนั้น เพื่อใช้ในการขนส่งน้ำตาล ถ่านหิน และไม้ ก็ได้มีการสร้างเส้นทางรถไฟสายย่อยขึ้นมาเรื่อย ๆ ซึ่งหลายเส้นทางในปัจจุบันถูกปรับให้กลายเป็นรถไฟท่องเที่ยวไปแล้ว