1. รู้จักกองทุนประกันภัยแรงงาน - สวัสดิการกรณีญาติสายเลือดตรงเสียชีวิต รับได้กี่ครั้ง พี่น้องมีสิทธิ์รับทุกคนไหม?
กองทุนประกันภัยแรงงานไต้หวันอนุญาตให้แรงงานต่างชาติ (ยกเว้นที่ทำงานตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือนและผู้ช่วยงานบ้าน) มีสิทธิ์ขอรับเงินสงเคราะห์กรณีญาติสายเลือดตรงเสียชีวิต (ได้แก่ บิดามารดา คู่สมรส และบุตร) โดยมีเงื่อนไขการอนุมัติจ่ายเงินดังนี้ :
- บิดามารดา หรือคู่สมรสเสียชีวิต จะได้รับ 3 เดือนของเงินค่าจ้างที่เอาประกัน
- บุตรอายุครบ 12 ปี ขึ้นไปเสียชีวิต จะได้รับ 2.5 เดือนของเงินค่าจ้างที่เอาประกัน
- บุตรอายุต่ำกว่า 12 ปีเสียชีวิต จะได้รับ 1.5 เดือนของเงินค่าจ้างที่เอาประกัน

กองทุนประกันภัยแรงงานของไต้หวัน ให้การคุ้มครองผู้ใช้แรงงาน รวมแรงงานต่างชาติภาคการผลิตในรอบด้าน
การจัดเตรียมเอกสาร
- แบบคำร้อง กรอกข้อมูลส่วนตัวและเซ็นชื่อในช่องข้อมูลของผู้ยื่นขอ บริษัทนายจ้างซึ่งเป็นผู้เอาประกันประทับตรารับรอง
- สำเนาหนังสือเดินทาง / สำเนาใบถิ่นที่อยู่ (ARC) ของผู้ยื่นขอ
- มรณบัตรของญาติสายเลือดตรงที่เสียชีวิต
- หนังสือแสดงความสัมพันธ์ทางสายเลือดของผู้ยื่นขอและผู้เสียชีวิต (เช่น ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส สูติบัตร ฯลฯ) เอกสารจะต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษและผ่านการรับรองจากกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศไทยและสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)
กรณีผู้ขอรับไม่อาจเดินทางกลับไปเตรียมเอกสารตามที่กล่าวมาข้างต้นด้วยตนเองที่ประเทศไทย สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นกระทำการแทน โดยต้องทำหนังสือมอบอำนาจที่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ไทเป 02-2775-2211 ดูรายละเอียดการทำหนังสือมอบอำนาจได้ที่เฟซบุ๊กสำนักงานการค้าฯ : bit.ly/4cab85w
ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นสำหรับการยื่นของรับเงินสงเคราะห์กรณีญาติสายเลือดตรงเสียชีวิต
1. บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งเสียชีวิต แรงงานที่มีพี่อน้องหลายคนและทำงานอยู่ในไต้หวัน ผู้เอาประกันภัยแรงงานมีสิทธิ์ขอรับเงินสงเคราะห์ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ถ้าเป็นคนไต้หวัน วิธียื่นขอคือให้คนที่มีวงเงินประกันภัยสูงกว่าเป็นผู้ยื่น แต่สำหรับแรงงานไทย วงเงินประกันส่วนใหญ่จะเท่ากัน ก็ต้องตกลงกันระหว่างพี่น้องว่า ใครจะเป็นผู้ยื่นขอ
2. รับได้หลายครั้ง หากญาติในสายเลือดตรงไม่ใช่คนเดียวกัน กรณีเคยรับไปแล้ว 1 ครั้ง อย่างเช่นบิดาเสียชีวิต ขอรับเงินสงเคราะห์ไปแล้ว มารดาเสียชีวิต จะรับได้ไหม? คำตอบคือได้ และถ้าโชคร้ายคู่สมรสเสียชีวิต ก็สามารถรับได้อีก พูดง่าย ๆ คือบิดามารดา คู่สมรสและบุตร เสียชีวิต ยื่นขอเงินสงเคราะห์ดังกล่าวได้ทั้งนั้น แต่จำกัดผู้มีสิทธิ์รับเงินเพียงครอบครัวละ 1 คน

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)
3. หากยกเลิกสัญญาแล้ว บิดาหรือมารดาเสียชีวิต จะมีสิทธิ์ขอรับเงินสงเคราะห์ได้ไหม? ต้องดูว่า มีการถอนสมาชิกภาพกองทุนฯ แล้วหรือยัง หรือสูญสิ้นสมาชิกภาพแล้วหรือยัง เช่น ญาติสายเลือดตรงเสียชีวิตในระหว่างที่แรงงานไทยยังทำงานอยู่ในไต้หวัน แม้ต่อมาจะครบสัญญาหรือยกเลิกสัญญา ถอนประกัน ก็มีสิทธิ์ยื่นขอได้ โดยมีอายุความการใช้สิทธิ์ 5 ปี แต่หากญาติในสายเลือดตรงเสียชีวิตหลังสูญสิ้นสมาชิกภาพแล้ว จะหมดสิทธิ์ในการยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ดังกล่าว
2. เปลี่ยนบัตร ARC รุ่นใหม่แบบเข้าไต้หวันได้หลายครั้งหรือยัง? หากยัง กลับไปพักร้อนต้องขอเปลี่ยนบัตรใหม่ก่อน มิเช่นนั้น อาจเข้าไต้หวันลำบาก
ในอดีต แรงงานต่างชาติทั่วไป เมื่อจะเดินทางกลับบ้านไปพักร้อนหรือเยี่ยมครอบครัว จะต้องขออนุญาตกลับเข้าไต้หวันจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองท้องที่ เพื่อประทับตรา Re-Entry ในหนังสือเดินทางทุกครั้ง มิเช่นนั้น ขากลับจะต้องไปขอวีซ่าเข้าไต้หวันครั้งใหม่ที่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก เพราะต้องให้นายจ้างทำหนังสือขออนุญาตเข้ามาทำงานซึ่งออกโดยกระทรวงแรงงาน หากเป็นคนงานที่ผลการทำงานไม่เด่นเป็นพิเศษ นายจ้างหลายรายมักจะไม่ยอมทำให้ เพราะอาจถูกลงโทษฐานละเลยสิทธิของแรงงานต่างชาติ ส่วนใหญ่ตัดสินใจยกเลิกสัญญาไปเลยรับแรงงานคนใหม่มาทดแทนดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นมา สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยของไต้หวัน อาศัยอำนาจในกฎหมายคนเข้าเมืองฉบับใหม่ ออกบัตร ARC รุ่นใหม่ ระบุด้านหน้าบัตรอนุญาตให้แรงงานต่างชาติทั่วไปที่ทำงานอยู่ในไต้หวัน สามารถเดินทางออกนอกประเทศและกลับเข้าไต้หวันใหม่ได้หลายครั้งหรือที่เรียกว่า Multiple Re-entry Permit ตลอดระยะเวลาของอายุบัตร ARC จากเดิมที่ต้องยื่นขอกลับเข้าไต้หวันทุกครั้ง นับเป็นบริการอำนวยความสะดวกแก่แรงงานต่างชาติที่ดีมากอีกหนึ่งรายการ

บรรยากาศอาคารผู้โดยสารขาออก ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน
สำหรับค่าธรรมเนียมขอบัตร ARC รุ่นใหม่ ราคาเหมือนเดิม คือระยะเวลา 1 ปีเสียค่าธรรมเนียม 1,000 เหรียญ คิดว่าแรงงานไทยส่วนใหญ่เปลี่ยนเป็นบัตร ARC รุ่นใหม่แล้ว แต่หากใครยังไม่ได้เปลี่ยน สามารถเปลี่ยนได้ขณะที่เดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว หรือยื่นขอเปลี่ยนบัตร ARC ใหม่ ภายใน 3 เดือนก่อนบัตรหมดอายุ หรือขณะเปลี่ยนนายจ้าง ฯลฯ ในบัตรใหม่จะระบุสามารถเข้าออกไต้หวันแบบหลายครั้งหรือ Multiple Re-entry Permit ตลอดระยะเวลาของอายุบัตร เช่นเดียวกับชาวต่างชาติกลุ่มอื่น ๆ เช่น แรงงานกึ่งฝีมือ ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และผู้ถือบัตรถิ่นที่อยู่ถาวร ไม่ต้องยื่นขอทุกครั้งอีกต่อไป

บรรยากาศอาคารผู้โดยสารขาออก ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน
พูดถึงเรื่องบัตร ARC ขอย้ำเตือนว่า ต้องระวังอายุการใช้งานของบัตร ARC อย่าปล่อยให้หมดอายุ มิเช่นนั้นจะเสียค่าปรับแพงและต้องเดินทางกลับไปทำเรื่องขอเข้าไต้หวันใหม่เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก ทั้งนี้บทลงโทษในกฎหมายคนเข้าเมืองฉบับใหม่ สำหรับชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่า แรงงานต่างชาติที่ปล่อยให้บัตร ARC หมดอายุ หรือที่หลบหนีนายจ้างถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงานและบัตรถิ่นที่อยู่ จะต้องเสียอัตราค่าปรับตามกำหนดเวลาที่หลบหนีหรืออยู่เลยกำหนดดังนี้ :
- ไม่เกิน 10 วัน เสียค่าปรับ 10,000 เหรียญไต้หวัน
- 11 วันขึ้นไป ไม่เกิน 30 วัน เสียค่าปรับ 20,000 เหรียญไต้หวัน
- 31 วันขึ้นไป ไม่เกิน 60 วัน เสียค่าปรับ 30,000 เหรียญไต้หวัน
- 61 วันขึ้นไป ไม่เกิน 90 วัน เสียค่าปรับ 40,000 เหรียญไต้หวัน
- 91 วันขึ้นไป เสียค่าปรับ 50,000 เหรียญไต้หวัน
ชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดอายุไม่ครบ 14 ปี ไม่ต้องเสียค่าปรับ
นอกจากเสียค่าปรับเพิ่มขึ้นแล้ว ยังจำกัดสิทธิ์ห้ามเดินทางเข้าไต้หวันเป็นเวลา 7 ปี
3. แรงงานไทยในไต้หวันสามารถเดินทางไปเที่ยวประเทศที่สามได้ หากนายจ้างอนุญาต พาสปอร์ตไทยไม่ต้องขอวีซ่าใน 36 ประเทศ
ช่วงนี้มีเพื่อนแรงงานไทยหลายท่าน สอบถามปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศที่ 3 ในระหว่างที่ยังทำงานอยู่ในไต้หวัน? คำตอบคือได้ หากได้รับอนุญาตจากนายจ้างและได้รับวีซ่าเข้าเมืองหรือได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา พูดง่าย ๆ คือไม่ต้องขอวีซ่า ซึ่งหนังสือเดินทางของไทยนั้น สามารถเดินทางไปยัง 36 ประเทศโดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตราหรือฟรีวีซ่า ในจำนวนนี้ รวมประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน 10 ประเทศ รวมทั้งญี่ปุ่น หากพำนักในญี่ปุ่น 15 วัน

บรรยากาศอาคารผู้โดยสารขาออก ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน
แรงงานไทยที่ทำงานในไต้หวัน เมื่อทำงานครบระยะเวลาหนึ่ง จะมีวันหยุดพักผ่อนพิเศษประจำปี ส่วนใหญ่จะใช้สำหรับเดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมญาติพี่น้องและครอบครัว ขณะที่มีบางคนอยากไปท่องเที่ยวยังประเทศที่ 3 ซึ่งสามารถเดินทางไปได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากนายจ้างก่อน เพราะหากเกิดมีปัญหาระหว่างการเดินทาง ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับเข้าไต้หวันตามกำหนดเวลาได้ และนายจ้างก็ไม่รู้ว่าไปไหน เพราะไม่ได้ขออนุญาตลาพักจากนายจ้างก่อน เมื่อขาดงานติดต่อกัน 3 วัน นายจ้างอาจคิดว่าหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายไปแล้วก็ได้ ตามกฎหมายการจ้างงาน หากแรงงานต่างชาติขาดงานติดต่อกัน 3 วันโดยติดต่อไม่ได้ นายจ้างมีหน้าที่ต้องแจ้งความต่อตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและรายงานต่อกระทรวงแรงงาน เพิกถอนใบอนุญาตทำงาน หากมีการขอและได้รับอนุญาตจากนายจ้างล่วงหน้าแล้ว เมื่อเกิดมีปัญหานายจ้างอาจช่วยเหลือแก้ปัญหาให้ได้ ปัญหาการแจ้งความหลบหนีก็จะไม่เกิดขึ้น

สำหรับประเทศที่คนไทยเดินทางไปโดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตรา ประกอบด้วย ประเทศสมาชิกอาเซียนอีก 9 ประเทศ ญี่ปุ่น ฮ่องกง จีนและมาเก๊า ฯลฯ รวมทั้งหมด 36 ประเทศ แรงงานไทยที่ถามปัญหานี้ คิดว่าน่าจะหมายถึงประเทศผู้ส่งออกแรงงานอีก 3 ประเทศ ได้แก่เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ได้การยกเว้นวีซ่าระหว่างการเดินทางในประเทศสมาชิกกันเอง
4. ขอผู้อนุบาลต่างชาติที่รู้จักช่วยดูแลแม่ป่วยในโรงพยาบาล 1 สัปดาห์ มอบซองแดงให้ 20,000 โดนปรับ 100,000 ฐานจ้างชาวต่างชาติทำงานอย่างผิดกฎหมาย
หญิงชาวไต้หวันรายหนึ่งถูกกองแรงงานนครเกาสงสั่งปรับเป็นเงิน 100,000 เหรียญไต้หวัน หลังวอนเพื่อนแรงงานต่างชาติช่วยดูแลมารดาที่ป่วยกะทันหันระหว่างพักรักษาตัวในโรงพยาบาล แม้จะอ้างว่าเป็นการช่วยเหลือด้วยน้ำใจ แต่การมอบซองแดงจำนวน 20,000 เหรียญให้เป็นค่าตอบแทนกลับถูกตีความว่าเข้าข่ายการจ้างงานโดยผิดกฎหมาย หญิงรายดังกล่าวเห็นว่าการลงโทษรุนแรงเกินไป จึงยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของเทศบาลนครเกาสง

หญิงรายนี้ให้การว่า มารดาซึ่งอยู่ลำพังล้มในบ้านและนอนเจ็บอยู่นานถึงสามวัน กว่าจะถูกพบและนำส่งโรงพยาบาล เมื่อเกิดเหตุไม่ทันตั้งตัว สมาชิกครอบครัวไม่มีใครสามารถอยู่ดูแลได้ทันที อีกทั้งโรงพยาบาลก็ไม่มีผู้อนุบาลให้จ้างได้ เธอจำได้ว่า รู้จักผู้อนุบาลต่างชาติรายหนึ่งและเคยบอกไว้ว่า หากต้องการดูแลคุณแม่ชั่วคราว ตนสามารถช่วยในช่วงพักผ่อนได้ จึงติดต่อผู้อนุบาลรายนี้ ซึ่งรับอาสามาช่วยดูแลมารดาในช่วงวันหยุดโดยไม่ได้ตกลงเรื่องค่าจ้างล่วงหน้า ต่อมาหญิงรายนี้มอบซองแดง 20,000 เหรียญเพื่อเป็นการขอบคุณและตอบแทนน้ำใจ โดยยืนยันว่าไม่รู้ว่าเป็นการละเมิดกฎหมาย ขณะนี้ตนต้องลางานดูแลคุณแม่ด้วยตนเอง และต้องพากลับไปหาหมอบ่อย ๆ การลงโทษปรับ 100,000 เหรียญ หนักและรุนแรงเกินไป จึงยื่นอุทธรณ์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกเลิกคำสั่ง

ผู้อนุบาลต่างชาติกำลังเข็นผู้ป่วยไปรักษายังโรงพยาบาล (ภาพจาก CNA)
ผู้อนุบาลรายดังกล่าวก็ให้ปากคำต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองว่า การดูแลผู้ป่วยรายนี้ ตนไม่มีเจตนาจะทำงานหารายได้ แต่เป็นการช่วยเหลือคนที่รู้จัก พร้อมทั้งสอนวิธีดูแลผู้ป่วยเบื้องต้นแก่เพื่อนซึ่งเป็นหญิงไต้หวันรายนี้ด้วย ยืนยันว่าไม่มีการพูดคุยถึงค่าตอบแทน อย่างไรก็ตาม กองแรงงานนครเกาสงชี้ว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเข้าตรวจสอบที่โรงพยาบาลก็พบว่า ผู้อนุบาลต่างชาติรายนี้ได้ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องนานหนึ่งสัปดาห์ อีกทั้งยังได้รับซองแดงมูลค่า 20,000 เหรียญ ซึ่งหากเฉลี่ยแล้วคิดเป็นค่าจ้างวันละ 2,857 เหรียญ ใกล้เคียงกับมาตรฐานค่าตอบแทนผู้ดูแลในโรงพยาบาล จึงถือว่าเข้าเงื่อนไขการจ้างงาน โดยหญิงเจ้าของเรื่องมีพฤติการณ์ออกคำสั่ง ควบคุมการทำงาน และจ่ายค่าตอบแทน ถือว่าเข้าลักษณะนายจ้างตามกฎหมาย และเป็นการละเมิดกฎหมายการจ้างงานมาตรา 57 วรรคหนึ่ง

คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของเทศบาลนครเกาสงตรวจสอบข้อมูลและพยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าการกระทำดังกล่าวแม้ไม่ใช่ความตั้งใจ แต่ก็ยังถือเป็นความผิดเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตในการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ โดยกฎหมายกำหนดโทษปรับตั้งแต่ 150,000–750,000 เหรียญ แต่กองแรงงานพิจารณาถึงสถานการณ์ความจำเป็นและลดโทษเหลือ 100,000 เหรียญ ซึ่งถือว่าเป็นการลงโทษในระดับเบาที่สุดแล้ว ดังนั้น การอุทธรณ์จึงถูกตีกลับ คำสั่งลงโทษยังคงมีผลบังคับใช้
