1. ข่าวดีของแรงงานไทย! Merida ประกาศนำเข้าแรงงานต่างชาติไม่ต้องจ่ายค่าใด ๆ และคืนค่าหัวคิวย้อนหลัง Giant เอาด้วยหลังถูกสหรัฐฯ แบนสินค้าฐานบังคับใช้แรงงาน
ภายหลังจากที่บริษัท Giant Group ผู้ผลิตจักรยานรายใหญ่ของโลกถูกสำนักงานศุลกากรและป้องกันพรมแดนสหรัฐฯ (CBP) ออกคำสั่งระงับการนำเข้าสินค้าจากโรงงานในไต้หวันเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า พบสัญญาณของการบังคับใช้แรงงาน ตามเกณฑ์ของ CBP ถึง 5 ข้อ ในขณะที่ Giant ยืนยันว่า ได้ดำเนินนโยบายไม่เก็บค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมค่าหัวคิวในการเดินทางมาทำงานที่โรงงาน โดยบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของแรงงานต่างชาติทั้งหมด ตั้งแต่ต้นปี 2568 และประกาศให้นโยบายนี้ครอบคลุมไปยังแรงงานต่างชาติที่ยังทำงานอยู่ในปัจจุบัน เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมจักรยานของไต้หวัน

Merida จักรยานและอีไบค์ระดับไฮเอนด์อีกหนึ่งแบรนด์ของไต้หวันในงานแสดงสินค้าที่ไทเป (ภาพจาก Taiwan Panorama)
ล่าสุด Merida Industry Co., Ltd. อีกหนึ่งผู้ผลิตจักรยานและอีไบค์ระดับไฮเอนด์แบรนด์ดังของไต้หวัน ได้ออกแถลงข่าวประกาศอย่างเป็นทางการว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป บริษัทจะยกเลิกการเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวของบริษัทจัดหางาน รวมถึงค่าบริการทั้งหมดจากแรงงานต่างชาติ โดยบริษัทจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางและระหว่างทำงานในไต้หวันแทนแรงงาน และจะจัดทำแผนการชดเชยย้อนหลัง เพื่อคืนเงินค่าใช้จ่ายที่แรงงานต่างชาติของตนเคยจ่ายไปแล้วภายในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 นี้
Merida ระบุในแถลงการณ์ว่า การยึดมั่นในจริยธรรมทางธุรกิจและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน คือค่านิยมหลักของเรา โดยยืนยันว่าบริษัทปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานของไต้หวันอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันก็รับรู้ถึงช่องว่างระหว่างกฎหมายภายในประเทศกับมาตรฐานและความคาดหวังของสังคมระหว่างประเทศ Merida ให้คำมั่นว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานของบริษัทสอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานและสิทธิมนุษยชนสากล

นโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานต่างชาติของ Merida จะมีผลครอบคลุมทั้งแรงงานต่างชาติที่เพิ่งเข้าทำงานและแรงงานที่ทำงานอยู่เดิม โดยแรงงานต่างชาติไม่ต้องจ่ายค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิว ค่าบริการรายเดือน หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ให้แก่บริษัทจัดหางานอีกต่อไป ทั้งหมดนี้จะเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่บริษัทรับผิดชอบโดยตรง
ในส่วนของกรณี Giant ที่ถูก CBP ระงับนำเข้าสินค้า ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทผู้ผลิตของไต้หวันถูกสหรัฐฯ ระบุว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบบังคับแรงงาน โดยเฉพาะทำงานล่วงเวลามากผิดปกติ เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายหงเซินฮั่น รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานไต้หวันให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า กระทรวงแรงงานได้เริ่มจัดทำแนวทางป้องกันการบังคับใช้แรงงาน เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถประเมินและลดความเสี่ยง พร้อมย้ำว่า แรงงานบังคับคือความเสี่ยงทางธุรกิจที่ไม่อาจมองข้ามได้

โรงงานผลิตจักรยาน Merida ตั้งอยู่ที่ตำบลต้าชุน เมืองจางฮั่ว (ภาพจาก ctee.com.tw)
ด้านสมาคมแรงงานระหว่างประเทศ (TIWA) องค์กรเอ็นจีโอของไต้หวันกล่าวว่า ปัญหาการบังคับใช้แรงงานที่เกิดขึ้นในกรณีของ Giant ไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัว แต่สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบแรงงานต่างชาติในไต้หวัน ซึ่งแรงงานต้องกู้หนี้จำนวนมากเพื่อจ่ายค่าหัวคิวแก่บริษัทจัดหางานก่อนการเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน และยังต้องจ่ายค่าบริการดูแลรายเดือนหลังจากมาถึงแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบบนี้ แต่หน่วยภาครัฐกลับเพิกเฉยต่อปัญหา พร้อมชี้ว่าระบบแรงงานต่างชาติในปัจจุบันทำให้แรงงานต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความเสี่ยงสูงอย่างต่อเนื่อง

Merida จักรยานและอีไบค์ระดับไฮเอนด์อีกหนึ่งแบรนด์ของไต้หวันในงานแสดงสินค้าที่ไทเป (ภาพจาก chinatimes.com)
การประกาศนโยบายครั้งนี้ Merida พยายามส่งสัญญาณต่อสังคมโลกว่า บริษัทมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมในการจ้างแรงงานต่างชาติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมจักรยานไต้หวันที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติในเวลานี้
Merida Industry Co., Ltd เจ้าของรถจักรยานอีกหนึ่งแบรนด์ชั้นนำของโลกสัญชาติไต้หวัน โรงงานตั้งอยู่ที่ตำบลต้าชุน เมืองจางฮั่ว ว่าจ้างแรงงานไทยชาติเดียวมาตลอด ปัจจุบันมีแรงงานไทยทำงานอยู่ประมาณ 200 คน เมื่อบริษัทประกาศนโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานต่างชาติและจะชดเชยย้อนหลัง เพื่อคืนเงินค่าใช้จ่ายที่แรงงานไทยเคยจ่ายไปแล้วภายในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับแรงงานไทยที่อนาคตจะได้เดินทางมาทำงานกับบริษัทมาตรฐานโลกโดยไม่ต้องเสียค่าหัวคิวและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกต่อไป

Merida จักรยานและอีไบค์ระดับไฮเอนด์อีกหนึ่งแบรนด์ของไต้หวันในงานแสดงสินค้าที่ไทเป (ภาพจาก CNA)
ส่วน Giant ที่ว่าจ้างแรงงานไทยประมาณ 400 คน เริ่มใช้นโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายมาตั้งแต่ต้นปี 2568 และประกาศครอบคลุมไปยังแรงงานต่างชาติที่ยังทำงานอยู่ในปัจจุบัน นั่นหมายความว่า แรงงานไทยที่ยังทำงานอยู่กับ Giant บริษัทจะจ่ายคืนค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปแล้วแก่แรงงานไทยทุกคน
2. สองนักท่องเที่ยวไทยชื่นชมตำรวจไต้หวัน ปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง เป็นมิตรและไม่เลือกเชื้อชาติ ช่วยตามหาโทรศัพท์ซึ่งเจ้าของเผลอทิ้งลงถังขยะจนพบ
กลายเป็นเหตุการณ์ซึ้งใจในโลกออนไลน์ของไต้หวัน เมื่อคู่รักชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวแบบอิสระในกรุงไทเป เผลอทิ้งโทรศัพท์มือถือของตนลงถังขยะพร้อมกับแก้วเครื่องดื่มโดยไม่รู้ตัว แต่ด้วยความพยายามช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟฟ้าไทเป ที่พยายามติดตามทุกเบาะแส สุดท้ายสามารถตามหาโทรศัพท์คืนได้จากกองขยะรวม สร้างความประทับใจแก่ทั้งนักท่องเที่ยวและชาวไต้หวันที่รับรู้เรื่องราว
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคู่รักชาวไทยเดินทางไปเยี่ยมชมวัดหลงซานในกรุงไทเป หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลังจากไหว้พระเสร็จ ทั้งสองเตรียมตัวขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่เมื่อจะหยิบโทรศัพท์ออกมา กลับพบว่ามือถือหายไปอย่างไร้ร่องรอย ด้วยความตกใจและไม่สามารถสื่อสารภาษาจีนได้ จึงรีบขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำสถานีรถไฟฟ้า

2 นักท่องเที่ยวชาวไทยแจ้งความต่อตำรวจหลังโทรศัพท์หาย ทั้งสองฝ่ายใช้แอปแปลภาษาสื่อสารกัน (ภาพจากคลิปตำรวจ)
เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองตำรวจรถไฟฟ้าไทเป ได้เข้ามาช่วยเหลือในทันที แม้จะมีอุปสรรคด้านภาษา แต่ตำรวจใช้แอปพลิเคชันแปลภาษาเพื่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวไทยทั้งคู่ พร้อมทั้งพยายามสอบถามลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด ก่อนจะตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่านักท่องเที่ยวไม่ได้ถือโทรศัพท์ติดตัวในขณะที่เดินเข้าสถานี เมื่อย้อนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น ทั้งคู่จึงจำได้ว่าตนได้ซื้อเครื่องดื่มบริเวณหน้าสถานีและทิ้งแก้วลงถังขยะ เจ้าหน้าที่จึงคาดว่า โทรศัพท์อาจถูกทิ้งลงไปพร้อมแก้วเครื่องดื่ม ตำรวจรีบกลับไปค้นหาที่ถังขยะบริเวณดังกล่าว แต่ไม่พบสิ่งใด จึงติดต่อเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดเพื่อขอค้นต่อในจุดรวมขยะ หลังการค้นหาอย่างละเอียด โทรศัพท์มือถือถูกพบอยู่ในถุงขยะกองหนึ่ง

ตำรวจตรวจดูกล้องวงจรปิด พบนักท่องเที่ยวชาวไทยทั้งสองซื้อเครื่องดื่มบริเวณหน้าสถานีรถไฟฟ้าวัดหลงซานและทิ้งแก้วลงถังขยะ จึงคาดว่า โทรศัพท์ถูกทิ้งลงไปพร้อมแก้วเครื่องดื่ม (ภาพจากคลิปตำรวจ)
เมื่อได้โทรศัพท์คืน ทั้งคู่กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยความซาบซึ้งใจ พร้อมยืนยันว่าการช่วยเหลือครั้งนี้ทำให้พวกเขาประทับใจในน้ำใจและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ไต้หวันเป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้ยังช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวที่เหลือของทั้งสองเป็นไปอย่างราบรื่น
กองตำรวจรถไฟฟ้าไทเปออกมาเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวว่า ควรเก็บรักษาทรัพย์สินส่วนตัวให้อยู่ในสายตาอยู่เสมอ และหากเกิดเหตุทำของหาย ไม่ควรตกใจ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สถานี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือโทรสายด่วน 110 เพื่อให้ตำรวจเข้าช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด เรื่องราวของการทุ่มเทตามหาโทรศัพท์ในกองขยะครั้งนี้ นอกจากจะสะท้อนถึงการทำงานอย่างมืออาชีพของตำรวจไต้หวันแล้ว ยังเป็นภาพสะท้อนของมิตรไมตรีที่อบอุ่นระหว่างเจ้าบ้านกับนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกด้วย

ตำรวจตรวจดูกล้องวงจรปิด พบนักท่องเที่ยวชาวไทยทั้งสองซื้อเครื่องดื่มบริเวณหน้าสถานีรถไฟฟ้าวัดหลงซานและทิ้งแก้วลงถังขยะ จึงคาดว่า โทรศัพท์ถูกทิ้งลงไปพร้อมแก้วเครื่องดื่ม (ภาพจากคลิปตำรวจ)
ความประทับใจของชาวต่างชาติต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจไต้หวัน มักสะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของ “เจ้าหน้าที่ผู้เอาใจใส่ ใกล้ชิดประชาชน และมีความเป็นมืออาชีพสูง” ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ชาวต่างชาติหลายคนกล่าวถึงเมื่อมีประสบการณ์โดยตรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในไต้หวัน
ในกรณีของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ทำโทรศัพท์มือถือหล่นหายในกองขยะ เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นตัวอย่างเด่นที่สะท้อนถึงความตั้งใจจริงของตำรวจไต้หวันในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเต็มที่ แม้จะมีอุปสรรคด้านภาษา แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เช่น แอปพลิเคชันแปลภาษา เพื่อสื่อสารกับผู้เสียหายอย่างเข้าใจและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความละเอียดรอบคอบในการสืบหาข้อมูล ทั้งการตรวจภาพจากกล้องวงจรปิด การย้อนเส้นทาง และการลงพื้นที่ค้นหาด้วยตนเอง แม้ต้องตามหาจากกองขยะก็ไม่ย่อท้อ สิ่งเหล่านี้สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างมาก เพราะสะท้อนถึง “จิตบริการ” และ “ความรับผิดชอบในหน้าที่” ของตำรวจไต้หวัน ซึ่งไม่เพียงปฏิบัติงานตามกฎหมาย แต่ยังเข้าใจความรู้สึกของผู้คน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่อยู่ในสภาวะลำบากใจในต่างแดน

หลังได้โทรศัพท์คืนมา นักท่องเที่ยวชาวไทยทั้งคู่ประทับใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจรถไฟฟ้าไทเป ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก (ภาพจากตำรวจ)
ภาพลักษณ์ของตำรวจไต้หวันที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นมิตร สุภาพ และไม่เลือกเชื้อชาติ จึงกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ไต้หวันได้รับคำชื่นชมว่าเป็นประเทศที่ปลอดภัยและอบอุ่น สำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และยังเป็นแบบอย่างของการบริการสาธารณะที่สร้างความไว้วางใจระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนอย่างแท้จริง
3. รองผู้ว่าการเถาหยวนร่วมงานมหากาลทานกฐินวันออกพรรษาที่จงลี่ เชิดชูแรงงานไทยมีน้ำใจและช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมไต้หวัน
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา นายซูจวิ้นปิน รองผู้ว่าการนครเถาหยวน เดินทางไปยังเขตจงลี่ เพื่อร่วมงานมหากาลทานกฐินในโอกาสเทศกาลออกพรรษาของชาวไทย ซึ่งจัดขึ้นที่สนามฟุตบอลหลงกัง ในเขตจงลี่ โดยวัดบุญญาราม ไต้หวัน รองผู้ว่าการนครเถาหยวนกล่าวว่า “ชาวไทยซึ่งทำงานและอาศัยอยู่ในไต้หวัน โดยเฉพาะในเถาหยวน มีส่วนร่วมสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ชาวเถาหยวนตระหนักว่า เพื่อนชาวไทยได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อชุมชนนี้” พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ภัยพิบัติอ่างเก็บน้ำธรรมชาติถล่มในพื้นที่ตำบลกวงฟู่ เมืองฮัวเหลียน เมื่อไม่นานมานี้ มีแรงงานต่างชาติหลายกลุ่ม รวมถึงชาวไทยจำนวนมาก ได้อาสาร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยตนเอง ทั้งขับรถแบ็กโฮและถือพลั่วเข้าช่วยงานอย่างไม่ลังเล “ผมขอขอบคุณอย่างจริงใจที่ทุกท่านได้แสดงออกถึงความรักและความเมตตาผ่านการลงมือปฏิบัติจริง และถือไต้หวันคือบ้านหลังที่สองและเป็นครอบครัวเดียวกัน”

นายซูจวิ้นปิน (สวมเสื้อสูทและกางเกงยีนส์) รองผู้ว่าการเถาหยวนร่วมงานมหากาลทานกฐินวันออกพรรษาที่จงลี่ จัดโดยวัดบุญญาราม ไต้หวัน (ภาพจาก สนง. ประชาสัมพันธ์ นครเถาหยวน)
รองผู้ว่าการนครเถาหยวนผู้นี้กล่าวเพิ่มเติมว่า เทศกาลทำบุญออกพรรษาเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวพุทธ ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งทั้งในด้านจิตใจและวัฒนธรรม เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการสั่งสมบุญกุศลและความสงบสุขของสังคม “เทศกาลนี้ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของการส่งต่อความดี แต่ยังช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจให้มั่นคงและสงบสุข” เขากล่าว พร้อมแสดงความขอบคุณต่อสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยที่ให้การสนับสนุน และคณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์จากวัดบุญญารามที่ได้จัดงานนี้ขึ้น โดยวัดบุญญารามเพิ่งจะจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้ เป็นที่พึ่งทางใจที่สำคัญของแรงงานไทยและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวไทยในพื้นที่นครเถาหยวน

นายซูจวิ้นปิน (สวมเสื้อสูทและกางเกงยีนส์) รองผู้ว่าการเถาหยวนร่วมงานมหากาลทานกฐินวันออกพรรษาที่จงลี่ จัดโดยวัดบุญญาราม ไต้หวัน (ภาพจาก สนง. ประชาสัมพันธ์ นครเถาหยวน)
รองผู้ว่าการนครเถาหยวนยังกล่าวว่า ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา นครเถาหยวนมีประชากรเพิ่มขึ้นกว่า 5 แสนคน และมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ก้าวกระโดด โดยมีแรงงานไทยเป็นกำลังสำคัญ “ปัจจุบันในเถาหยวนมีผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวไทยประมาณ 3,000 คน และแรงงานไทยร่วม 20,000 คน แรงงานไทยมีส่วนอย่างมากในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของเถาหยวน จากมูลค่าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 2 ล้านล้านเหรียญไต้หวันเติบโตเป็น 4 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน ความสำเร็จเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดแรงงานไทยผู้ขยันและมุ่งมั่น”

หลังเสร็จพิธีเปิดงาน นายซูจวิ้นปิน รองผู้ว่าการเถาหยวน นมัสการพระมหาปรกฤษณ์ กนฺตสีโล ประธานสงฆ์วัดบุญญาราม ไต้หวัน (ภาพจาก สนง. ประชาสัมพันธ์ นครเถาหยวน)
ภายในงานมีการจัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งพิธีทำบุญตักบาตร ขบวนแห่ประเพณีออกพรรษา รวมถึงมีซุ้มอาหารไทยที่ได้รับความสนใจจากชาวไต้หวันและแรงงานไทยเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นของมิตรภาพระหว่างชาวไทยและชาวไต้หวัน

หลังเสร็จพิธีเปิดงาน นายซูจวิ้นปิน รองผู้ว่าการเถาหยวน นมัสการพระมหาปรกฤษณ์ กนฺตสีโล ประธานสงฆ์วัดบุญญาราม ไต้หวัน (ภาพจาก สนง. ประชาสัมพันธ์ นครเถาหยวน)
ในงานยังมีผู้แทนจากหน่วยงานไต้หวันและไทยเข้าร่วมงาน อาทิ สมาชิกสภาเทศบาลเถาหยวน ผู้อำนวยการกองสตรีและเยาวชน หัวหน้าเขตจงลี่ ส่วนหน่วยงานฝ่ายไทย มีนายทศพล สุมานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงานไทย ไทเปและคณะ นายโอม คูศรีพิทักษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ไทเป ฯลฯ งานบุญออกพรรษาของชาวไทยในเถาหยวนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นกิจกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความเมตตาและความร่วมมือระหว่างประชาชนไทยและไต้หวัน ที่ร่วมกันสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจและความเอื้ออาทรบนผืนแผ่นดินเดียวกัน

คณะลูกศิษย์และชาวไทยที่ไปร่วมงานมหากาลทากฐินวันออกพรรษา (ภาพจากเฟซบุ๊กวัดบุญญาราม ไต้หวัน)