Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ชีพจรเศรษฐกิจ 20 ตุลาคม 2568
ชีพจรเศรษฐกิจ 20 ตุลาคม 2568

สัญญาณเศรษฐกิจภาคการผลิตไต้หวันในเดือนสิงหาคมยังคงซบเซาติดเนื่องนาน 4 เดือน แม้ตัวเลขดีขึ้นบ้าง แต่มากกว่า 60% ของอุตสาหกรรมยังคงซบเซา

    เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา สถาบันเศรษฐกิจการค้าไต้หวัน (Taiwan Institute of Economic Research, TIER) ประกาศผล สัญญาณเศรษฐกิจภาคการผลิตประจำเดือนสิงหาคม พบว่าเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน ที่สัญญาณเศรษฐกิจอยู่ในระดับ ต่ำกว่ามาตรฐาน (ไฟสีน้ำเงินแสดงถึงเศรษฐกิจชะลอตัว) แต่ตัวเลขดัชนีสัญญาณเศรษฐกิจภาคการผลิต ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย โดยปัจจัยหลักมาจากผลกระทบจาก ภาษีของสหรัฐฯ เริ่มบรรเทาลง ค่าเงินดอลลาร์ไต้หวันอ่อนค่า และ ความต่อเนื่องของการใช้เทคโนโลยี AI ที่ช่วยกระตุ้นธุรกิจ แต่ถึงแม้ว่าดัชนีรวมจะปรับตัวดีขึ้น แต่แต่ละอุตสาหกรรมยังมีความแตกต่างกันสูง โดย มากกว่า 60% ของอุตสาหกรรมยังคงอยู่ในสัญญาณต่ำกว่ามาตรฐาน แสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตยังคงเผชิญความท้าทายอยู่

    สถาบัน TIER ระบุว่า ดัชนีสัญญาณเศรษฐกิจภาคการผลิตเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 9.24 คะแนน เพิ่มขึ้น 0.88 คะแนน จากเดือนก่อนหน้า แต่ไฟสีน้ำเงินยังคงส่องสัญญาณชี้ว่าเศรษฐกิจชะลอตัว

สาเหตุการปรับตัวดีขึ้น

  • การส่งออกสินค้าเทคโนโลยียังคงขยายตัวและมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

  • ค่าเงิน ดอลลาร์ไต้หวันอ่อนค่า ช่วยให้ผู้ส่งออกได้เปรียบ

  • ผลกระทบจาก ภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ เริ่มเบาลง ทำให้ผู้ผลิตมองเศรษฐกิจดีกว่าช่วงก่อนหน้า

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม ยังคงเผชิญปัญหาความต้องการในตลาดต่ำ และการแข่งขันจากต่างประเทศสูง ทำให้บางบริษัทต้อง ลดการผลิตหรือปรับปรุงสายการผลิต ส่งผลให้หลายอุตสาหกรรมยังคงอยู่ในสัญญาณ ไฟสีน้ำเงินชี้เศรษฐกิจซบเซา

สถานการณ์ของแต่ละอุตสาหกรรม

  • อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ได้รับแรงหนุนจาก ความต้องการ AI และ การสต็อกสินค้าของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ส่งผลให้ ดัชนีด้านความต้องการและราคาเพิ่มขึ้น หุ้นของบริษัทเกี่ยวข้องก็ปรับตัวสูงขึ้น สัญญาณเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมนี้ปรับจาก ไฟน้ำเงิน-เหลือง เป็น ไฟเขียวคงที่

  • อุตสาหกรรมเครื่องจักร แม้จะได้แรงหนุนจาก ความต้องการผลิตเพิ่มของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งในเครื่องจักร, ชิ้นส่วน, และระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ แต่ตลาดส่งออกไป สหรัฐฯ, ยุโรป และอาเซียน ยังซบเซา ทำให้ ยอดสั่งซื้อและการส่งออกเติบโตช้าลง ดัชนีการผลิตจากปีที่แล้วเปลี่ยนจากบวกเป็นลบ ทำให้สัญญาณเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมนี้ยังคง ไฟสีน้ำเงินชี้เศรษฐกิจซบเซา

     เมื่อดูภาพรวมของสัญญาณเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม พบว่า สัดส่วนไฟสีน้ำเงินสูงกว่า 60% ของมูลค่าการผลิตทั้งหมด แม้ว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากเดือนกรกฎาคมที่มากกว่า 80% แต่ก็ยังสะท้อน การเติบโตแบบแยกขั้ว (M-Shaped Economy)

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจภาคการผลิตไต้หวันในเดือนสิงหาคม แม้ดัชนีสัญญาณเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่การแสดงออกของแต่ละอุตสาหกรรมยังคงแตกต่างกันชัดเจน ซึ่งสะท้อนเราให้เห็นถึงการเติบโตแบบแยกขั้ว (หรือ M-Shaped Economy) ที่บางอุตสาหกรรมเติบโตดี ในขณะที่บางอุตสาหกรรมยังอยู่ในช่วงซบเซา

แนวโน้มเศรษฐกิจและความเสี่ยงในอนาคต

    สถาบัน TIER ชี้ว่า ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐฯ และจีน จะมีผลต่อเศรษฐกิจไต้หวัน

  • สหรัฐฯ: ความไม่แน่นอนเรื่องภาษีลดลง แต่ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังมีความเสี่ยง นอกจากนี้ ตลาดแรงงานเย็นลง และภาษีอาจสร้าง แรงกดดันเงินเฟ้อระยะสั้น

  • จีน: มีนโยบาย ป้องกันการแข่งขันที่รุนแรง (“Anti-Involution”) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยลดการผลิตส่วนเกินในบางอุตสาหกรรม ลดความกดดันเงินฝืด แต่ยังต้องรอดูว่าจะ ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่

    สถาบันเศรษฐกิจการค้าไต้หวัน (TIER) ระบุว่าในครึ่งปีหลังของปี 2025 นี้เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ผู้ประกอบการและนักลงทุนไต้หวันจึงต้อง ระมัดระวังและวางแผนรับมือความเสี่ยง ทั้งด้านการผลิตและการส่งออก เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

ยอดพนักงานโดนลดจำนวนชั่วโมงงานพุ่งสูงถึง 8,505 ราย ภาคการผลิตได้รับผลกระทบรุนแรงสุด เหมาไป 95% ของจำนวนทั้งหมด

    กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศเมื่อ วันที่ 1 เดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า มีบริษัทที่ใช้มาตรการลดชั่วโมงการทำงาน รวมทั้งหมด 398 แห่ง มีพนักงานรวม 8,505 คน ซึ่งเมื่อเทียบกับครั้งก่อนวันที่ 16 กันยายน มีบริษัท 333 แห่ง และพนักงาน 7,334 คน ครั้งนี้เพิ่มขึ้น 65 บริษัท พนักงานจำนวน 1,171 คน แม้ว่าจำนวนเพิ่มขึ้น แต่การเติบโตถือว่าชะลอตัวและไม่รุนแรงเท่าช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตามจำนวนคนงานยังอยู่ในระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปีครึ่ง โดยเฉพาะภาคการผลิตได้รับผลกระทบมากที่สุด มีคนงานที่ลดชั่วโมงทำงานถึง 8,070 คน หรือคิดเป็น 95% ของทั้งหมด

    กระทรวงแรงงานระบุว่าในบรรดา 398 บริษัทที่รายงานลดชั่วโมง มี 327 บริษัท เป็นภาคการผลิต มีจำนวนพนักงาน 8,070 คน ซึ่งคิดเป็น 95% ของทั้งหมด โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือในภาคการผลิต คือ  อุตสาหกรรมเครื่องจักรและโลหะ ซึ่งมีทั้งหมด 145 บริษัท พนักงานรวม 3,559 คน

   บริษัทส่วนใหญ่ที่ลดชั่วโมงทำงาน (90%) เป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีพนักงาน ไม่เกิน 50 คน ส่วนบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงาน 100 คนขึ้นไป มี 19 บริษัท พนักงานรวม 2,980 คน คิดเป็น 35% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด

ในรอบนี้มี 2 บริษัทใหม่ ขนาดใหญ่ที่รายงานลดชั่วโมงทำงาน ได้แก่

  • บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ลดชั่วโมง 183 คน เดือนละ 3 วัน

  • บริษัทผลิตชิ้นส่วนขนส่ง ลดชั่วโมง 341 คน เดือนละ 8 วัน

    กระทรวงแรงงานชี้แจงว่าทั้งสองบริษัทข้างต้นลดชั่วโมงทำงาน เนื่องจากผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ คำสั่งซื้อจากลูกค้ายังไม่ชัดเจน จึงปรับลดจำนวนชั่วโมงทำงานก่อนเพื่อจัดการแรงงาน ทั้งนี้มีทั้งหมด 310 บริษัท ใช้มาตรการลดชั่วโมงเนื่องจากภาษีสหรัฐฯ เป็นจำนวนพนักงาน 7,755 คน คิดเป็น เกือบ 90% ของทั้งหมด

    ตั้งแต่เดือนเมษายนที่สหรัฐฯ ประกาศภาษีตอบโต้ จำนวนพนักงานที่โดนลดชั่วโมงงานในภาคการผลิตยังคงเพิ่มขึ้น ส่วนอุตสาหกรรมที่เน้นตลาดในประเทศการเพิ่มขึ้นของจำนวนพนักงานที่โดนลดชั่วโมงงานยังไม่มากนักหรือบางแห่งยังลดลงเล็กน้อย

ครั้งนี้มี 16 บริษัทในภาคการผลิตที่ยุติใช้มาตรการลดชั่วโมงการทำงานก่อนกำหนด มีพนักงานจำนวน 573 คน ได้กลับมาทำงานตามชั่วโมงปกติ

  • 12 บริษัท สิ้นสุดมาตรการตามแผนเดิมถึง 30 กันยายน

  • 4 บริษัท เนื่องจากคำสั่งซื้อกลับมาเป็นปกติ จึงสิ้นสุดก่อนกำหนด

สามารถแบ่งตามเมืองได้ดังนี้

  • นครไถจง: 117 บริษัท, 2,598 คน – มากที่สุด

  • นครไถหนาน: 55 บริษัท, 1,328 คน

  • นครเถาหยวน และ นครนิวไทเป: 53 บริษัทต่อเมือง, เถาหยวน 978 คน, ซินเป่ย 412 คน

  • เมืองฮัวเหลียน: 2 บริษัท, 11 คน – ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์พิเศษ แต่เป็นการปรับตัวของบริษัทตามสถานการณ์เดิมที่มีอยู่แล้วก่อนหน้านี้

การสนับสนุนจากรัฐบาล

บางบริษัทที่ลดชั่วโมงทำงานระบุว่า ใช้มาตรการสนับสนุนการจ้างงานของรัฐบาล ทำให้สามารถปรับลดชั่วโมงได้โดยไม่ต้องเลิกจ้างพนักงาน

  • มากกว่า 80% ของพนักงาน ในบริษัทที่มีการปรับลดชั่วโมงทำงาน ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนการจ้างงานของรัฐบาล

  • พนักงานสามารถขอเงินชดเชยส่วนต่างจากเงินเดือน โดยรัฐบาลสนับสนุน 70% ของเงินชดเชยส่วนต่าง

  • สำหรับอุตสาหกรรมที่ไม่เข้าร่วมมาตรการนี้ พนักงานยังสามารถเข้าร่วมโครงการฝึกอบรม ของกระทรวงแรงงาน และขอรับค่าฝึกอบรม 190 เหรียญไต้หวันต่อชั่วโมง สูงสุด 17,210 เหรียญไต้หวันต่อเดือน

สิทธิและสวัสดิการของพนักงาน

กระทรวงแรงงานเน้นย้ำว่า มาตรการปรับลดชั่วโมงทำงานไม่ใช่การหยุดงานโดยไม่จ่ายเงินเดือน

  • สำหรับพนักงานทำงานเต็มเวลาแบบคิดเป็นเดือน เงินเดือนต้องไม่ต่ำกว่า 28,590 เหรียญไต้หวัน

  • บริษัทต้องจ่าย ประกันสังคม, ประกันสุขภาพ และกองทุนบำนาญ ให้พนักงานตามปกติ

     การลดชั่วโมงทำงานเป็นวิธี ป้องกันไม่ให้บริษัทเลิกจ้างพนักงานโดยตรง และช่วยให้พนักงานยังมีรายได้และสิทธิ์สวัสดิการครบถ้วน ทั้งนี้กระทรวงแรงงานยังมีมาตรการ ฝึกอบรมและเงินชดเชย เพื่อสนับสนุนพนักงานที่ได้รับผลกระทบ

    กระทรวงแรงงานไต้หวันเน้นย้ำว่า มาตรการลดชั่วโมงทำงาน หรือที่หลายคนเรียกว่า พักงานบางส่วน ไม่ใช่การหยุดงานโดยไม่จ่ายเงินเดือนเหมือนกับวันหยุดทั่วไป พนักงานที่ทำงานเต็มเวลาแบบคิดเป็นเดือน ยังต้องได้รับเงินเดือนไม่น้อยกว่า 28,590 ดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายขั้นต่ำ

    นอกจากนี้ บริษัทยังต้องจ่าย ประกันสังคม, ประกันสุขภาพ และกองทุนบำนาญ ให้พนักงานเหมือนปกติ ทำให้พนักงานยังได้รับ สิทธิ์และสวัสดิการครบถ้วน แม้จะถูกลดชั่วโมงทำงาน

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解