สัญญาณเศรษฐกิจภาคการผลิตไต้หวันในเดือนสิงหาคมยังคงซบเซาติดเนื่องนาน 4 เดือน แม้ตัวเลขดีขึ้นบ้าง แต่มากกว่า 60% ของอุตสาหกรรมยังคงซบเซา
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา สถาบันเศรษฐกิจการค้าไต้หวัน (Taiwan Institute of Economic Research, TIER) ประกาศผล สัญญาณเศรษฐกิจภาคการผลิตประจำเดือนสิงหาคม พบว่าเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน ที่สัญญาณเศรษฐกิจอยู่ในระดับ ต่ำกว่ามาตรฐาน (ไฟสีน้ำเงินแสดงถึงเศรษฐกิจชะลอตัว) แต่ตัวเลขดัชนีสัญญาณเศรษฐกิจภาคการผลิต ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย โดยปัจจัยหลักมาจากผลกระทบจาก ภาษีของสหรัฐฯ เริ่มบรรเทาลง ค่าเงินดอลลาร์ไต้หวันอ่อนค่า และ ความต่อเนื่องของการใช้เทคโนโลยี AI ที่ช่วยกระตุ้นธุรกิจ แต่ถึงแม้ว่าดัชนีรวมจะปรับตัวดีขึ้น แต่แต่ละอุตสาหกรรมยังมีความแตกต่างกันสูง โดย มากกว่า 60% ของอุตสาหกรรมยังคงอยู่ในสัญญาณต่ำกว่ามาตรฐาน แสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตยังคงเผชิญความท้าทายอยู่
สถาบัน TIER ระบุว่า ดัชนีสัญญาณเศรษฐกิจภาคการผลิตเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 9.24 คะแนน เพิ่มขึ้น 0.88 คะแนน จากเดือนก่อนหน้า แต่ไฟสีน้ำเงินยังคงส่องสัญญาณชี้ว่าเศรษฐกิจชะลอตัว
สาเหตุการปรับตัวดีขึ้น
การส่งออกสินค้าเทคโนโลยียังคงขยายตัวและมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ค่าเงิน ดอลลาร์ไต้หวันอ่อนค่า ช่วยให้ผู้ส่งออกได้เปรียบ
ผลกระทบจาก ภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ เริ่มเบาลง ทำให้ผู้ผลิตมองเศรษฐกิจดีกว่าช่วงก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม ยังคงเผชิญปัญหาความต้องการในตลาดต่ำ และการแข่งขันจากต่างประเทศสูง ทำให้บางบริษัทต้อง ลดการผลิตหรือปรับปรุงสายการผลิต ส่งผลให้หลายอุตสาหกรรมยังคงอยู่ในสัญญาณ ไฟสีน้ำเงินชี้เศรษฐกิจซบเซา
สถานการณ์ของแต่ละอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ได้รับแรงหนุนจาก ความต้องการ AI และ การสต็อกสินค้าของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ส่งผลให้ ดัชนีด้านความต้องการและราคาเพิ่มขึ้น หุ้นของบริษัทเกี่ยวข้องก็ปรับตัวสูงขึ้น สัญญาณเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมนี้ปรับจาก ไฟน้ำเงิน-เหลือง เป็น ไฟเขียวคงที่
อุตสาหกรรมเครื่องจักร แม้จะได้แรงหนุนจาก ความต้องการผลิตเพิ่มของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งในเครื่องจักร, ชิ้นส่วน, และระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ แต่ตลาดส่งออกไป สหรัฐฯ, ยุโรป และอาเซียน ยังซบเซา ทำให้ ยอดสั่งซื้อและการส่งออกเติบโตช้าลง ดัชนีการผลิตจากปีที่แล้วเปลี่ยนจากบวกเป็นลบ ทำให้สัญญาณเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมนี้ยังคง ไฟสีน้ำเงินชี้เศรษฐกิจซบเซา
เมื่อดูภาพรวมของสัญญาณเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม พบว่า สัดส่วนไฟสีน้ำเงินสูงกว่า 60% ของมูลค่าการผลิตทั้งหมด แม้ว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากเดือนกรกฎาคมที่มากกว่า 80% แต่ก็ยังสะท้อน การเติบโตแบบแยกขั้ว (M-Shaped Economy)
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจภาคการผลิตไต้หวันในเดือนสิงหาคม แม้ดัชนีสัญญาณเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่การแสดงออกของแต่ละอุตสาหกรรมยังคงแตกต่างกันชัดเจน ซึ่งสะท้อนเราให้เห็นถึงการเติบโตแบบแยกขั้ว (หรือ M-Shaped Economy) ที่บางอุตสาหกรรมเติบโตดี ในขณะที่บางอุตสาหกรรมยังอยู่ในช่วงซบเซา
แนวโน้มเศรษฐกิจและความเสี่ยงในอนาคต
สถาบัน TIER ชี้ว่า ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐฯ และจีน จะมีผลต่อเศรษฐกิจไต้หวัน
สหรัฐฯ: ความไม่แน่นอนเรื่องภาษีลดลง แต่ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังมีความเสี่ยง นอกจากนี้ ตลาดแรงงานเย็นลง และภาษีอาจสร้าง แรงกดดันเงินเฟ้อระยะสั้น
จีน: มีนโยบาย ป้องกันการแข่งขันที่รุนแรง (“Anti-Involution”) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยลดการผลิตส่วนเกินในบางอุตสาหกรรม ลดความกดดันเงินฝืด แต่ยังต้องรอดูว่าจะ ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่
สถาบันเศรษฐกิจการค้าไต้หวัน (TIER) ระบุว่าในครึ่งปีหลังของปี 2025 นี้เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ผู้ประกอบการและนักลงทุนไต้หวันจึงต้อง ระมัดระวังและวางแผนรับมือความเสี่ยง ทั้งด้านการผลิตและการส่งออก เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

ยอดพนักงานโดนลดจำนวนชั่วโมงงานพุ่งสูงถึง 8,505 ราย ภาคการผลิตได้รับผลกระทบรุนแรงสุด เหมาไป 95% ของจำนวนทั้งหมด
กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศเมื่อ วันที่ 1 เดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า มีบริษัทที่ใช้มาตรการลดชั่วโมงการทำงาน รวมทั้งหมด 398 แห่ง มีพนักงานรวม 8,505 คน ซึ่งเมื่อเทียบกับครั้งก่อนวันที่ 16 กันยายน มีบริษัท 333 แห่ง และพนักงาน 7,334 คน ครั้งนี้เพิ่มขึ้น 65 บริษัท พนักงานจำนวน 1,171 คน แม้ว่าจำนวนเพิ่มขึ้น แต่การเติบโตถือว่าชะลอตัวและไม่รุนแรงเท่าช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตามจำนวนคนงานยังอยู่ในระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปีครึ่ง โดยเฉพาะภาคการผลิตได้รับผลกระทบมากที่สุด มีคนงานที่ลดชั่วโมงทำงานถึง 8,070 คน หรือคิดเป็น 95% ของทั้งหมด
กระทรวงแรงงานระบุว่าในบรรดา 398 บริษัทที่รายงานลดชั่วโมง มี 327 บริษัท เป็นภาคการผลิต มีจำนวนพนักงาน 8,070 คน ซึ่งคิดเป็น 95% ของทั้งหมด โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือในภาคการผลิต คือ อุตสาหกรรมเครื่องจักรและโลหะ ซึ่งมีทั้งหมด 145 บริษัท พนักงานรวม 3,559 คน
บริษัทส่วนใหญ่ที่ลดชั่วโมงทำงาน (90%) เป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีพนักงาน ไม่เกิน 50 คน ส่วนบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงาน 100 คนขึ้นไป มี 19 บริษัท พนักงานรวม 2,980 คน คิดเป็น 35% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด
ในรอบนี้มี 2 บริษัทใหม่ ขนาดใหญ่ที่รายงานลดชั่วโมงทำงาน ได้แก่
บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ลดชั่วโมง 183 คน เดือนละ 3 วัน
บริษัทผลิตชิ้นส่วนขนส่ง ลดชั่วโมง 341 คน เดือนละ 8 วัน
กระทรวงแรงงานชี้แจงว่าทั้งสองบริษัทข้างต้นลดชั่วโมงทำงาน เนื่องจากผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ คำสั่งซื้อจากลูกค้ายังไม่ชัดเจน จึงปรับลดจำนวนชั่วโมงทำงานก่อนเพื่อจัดการแรงงาน ทั้งนี้มีทั้งหมด 310 บริษัท ใช้มาตรการลดชั่วโมงเนื่องจากภาษีสหรัฐฯ เป็นจำนวนพนักงาน 7,755 คน คิดเป็น เกือบ 90% ของทั้งหมด
ตั้งแต่เดือนเมษายนที่สหรัฐฯ ประกาศภาษีตอบโต้ จำนวนพนักงานที่โดนลดชั่วโมงงานในภาคการผลิตยังคงเพิ่มขึ้น ส่วนอุตสาหกรรมที่เน้นตลาดในประเทศการเพิ่มขึ้นของจำนวนพนักงานที่โดนลดชั่วโมงงานยังไม่มากนักหรือบางแห่งยังลดลงเล็กน้อย
ครั้งนี้มี 16 บริษัทในภาคการผลิตที่ยุติใช้มาตรการลดชั่วโมงการทำงานก่อนกำหนด มีพนักงานจำนวน 573 คน ได้กลับมาทำงานตามชั่วโมงปกติ
12 บริษัท สิ้นสุดมาตรการตามแผนเดิมถึง 30 กันยายน
4 บริษัท เนื่องจากคำสั่งซื้อกลับมาเป็นปกติ จึงสิ้นสุดก่อนกำหนด
สามารถแบ่งตามเมืองได้ดังนี้
นครไถจง: 117 บริษัท, 2,598 คน – มากที่สุด
นครไถหนาน: 55 บริษัท, 1,328 คน
นครเถาหยวน และ นครนิวไทเป: 53 บริษัทต่อเมือง, เถาหยวน 978 คน, ซินเป่ย 412 คน
เมืองฮัวเหลียน: 2 บริษัท, 11 คน – ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์พิเศษ แต่เป็นการปรับตัวของบริษัทตามสถานการณ์เดิมที่มีอยู่แล้วก่อนหน้านี้
การสนับสนุนจากรัฐบาล
บางบริษัทที่ลดชั่วโมงทำงานระบุว่า ใช้มาตรการสนับสนุนการจ้างงานของรัฐบาล ทำให้สามารถปรับลดชั่วโมงได้โดยไม่ต้องเลิกจ้างพนักงาน
มากกว่า 80% ของพนักงาน ในบริษัทที่มีการปรับลดชั่วโมงทำงาน ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนการจ้างงานของรัฐบาล
พนักงานสามารถขอเงินชดเชยส่วนต่างจากเงินเดือน โดยรัฐบาลสนับสนุน 70% ของเงินชดเชยส่วนต่าง
สำหรับอุตสาหกรรมที่ไม่เข้าร่วมมาตรการนี้ พนักงานยังสามารถเข้าร่วมโครงการฝึกอบรม ของกระทรวงแรงงาน และขอรับค่าฝึกอบรม 190 เหรียญไต้หวันต่อชั่วโมง สูงสุด 17,210 เหรียญไต้หวันต่อเดือน
สิทธิและสวัสดิการของพนักงาน
กระทรวงแรงงานเน้นย้ำว่า มาตรการปรับลดชั่วโมงทำงานไม่ใช่การหยุดงานโดยไม่จ่ายเงินเดือน
สำหรับพนักงานทำงานเต็มเวลาแบบคิดเป็นเดือน เงินเดือนต้องไม่ต่ำกว่า 28,590 เหรียญไต้หวัน
บริษัทต้องจ่าย ประกันสังคม, ประกันสุขภาพ และกองทุนบำนาญ ให้พนักงานตามปกติ
การลดชั่วโมงทำงานเป็นวิธี ป้องกันไม่ให้บริษัทเลิกจ้างพนักงานโดยตรง และช่วยให้พนักงานยังมีรายได้และสิทธิ์สวัสดิการครบถ้วน ทั้งนี้กระทรวงแรงงานยังมีมาตรการ ฝึกอบรมและเงินชดเชย เพื่อสนับสนุนพนักงานที่ได้รับผลกระทบ
กระทรวงแรงงานไต้หวันเน้นย้ำว่า มาตรการลดชั่วโมงทำงาน หรือที่หลายคนเรียกว่า พักงานบางส่วน ไม่ใช่การหยุดงานโดยไม่จ่ายเงินเดือนเหมือนกับวันหยุดทั่วไป พนักงานที่ทำงานเต็มเวลาแบบคิดเป็นเดือน ยังต้องได้รับเงินเดือนไม่น้อยกว่า 28,590 ดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายขั้นต่ำ
นอกจากนี้ บริษัทยังต้องจ่าย ประกันสังคม, ประกันสุขภาพ และกองทุนบำนาญ ให้พนักงานเหมือนปกติ ทำให้พนักงานยังได้รับ สิทธิ์และสวัสดิการครบถ้วน แม้จะถูกลดชั่วโมงทำงาน
