สุนัขหุ่นยนต์นี้จะช่วยในการปฏิบัติการรับมืออุบัติภัยสารเคมีอันตราย โดยติดตั้งกล้องถ่ายภาพความร้อน เครื่องตรวจวัดก๊าซ และอุปกรณ์อื่น ๆ สามารถเข้าไปปฏิบัติงานในเขตอันตรายได้เป็นเวลานาน พร้อมส่งข้อมูลกลับมาช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในการกู้ภัย
สำนักงานจัดการสารเคมี กระทรวงสิ่งแวดล้อม แถลงว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีการนำสุนัขหุ่นยนต์มาใช้จริงในการรับมือภัยสารเคมี แสดงถึงผลสำเร็จของรัฐบาลในการผลักดัน “เทคโนโลยีเพื่อการกู้ภัย” เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของสังคม
เฉินซูหลิง(陳淑玲) รักษาการอธิบดีสำนักงานสารเคมี กล่าวว่า “สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในสถานการณ์ภัยสารเคมีคือความไม่รู้” เพราะบางชนิดต้องใช้น้ำฉีดเพื่อลดอุณหภูมิ ขณะที่บางชนิดกลับห้ามใช้น้ำโดยเด็ดขาด วิธีการรับมือแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การมีความสามารถในการตรวจสอบและจำแนกสารเคมีในพื้นที่จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน ลดการสูญเสียและความเสียหาย
เซี่ยเยี่ยนหยู(謝燕儒) รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสิ่งแวดล้อม กล่าวเสริมว่า เหตุระเบิดใหญ่ที่เกาสงเคยสอนบทเรียนว่า การให้เจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ในพื้นที่เสี่ยงเป็นอันตรายสูง จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลพัฒนาเทคโนโลยีกู้ภัยขึ้นมา โดยย้ำว่าความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่นั้นประเมินค่าไม่ได้ การใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทันสมัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
เขากล่าวว่า เจ้าหน้าที่ที่สวมชุดป้องกันระดับ A และถังออกซิเจน สามารถทำงานในพื้นที่สารพิษได้เพียงราว 30 นาทีเท่านั้น ก่อนต้องถอนตัวออกมา แต่สุนัขหุ่นยนต์สามารถอยู่ในเขตอันตรายได้นานกว่ามาก และยังส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อช่วยการตัดสินใจในการกู้ภัย
ทั้งนี้ สภาบริหารได้อนุมัติ “โครงการความมั่นคงทางเคมีและความยั่งยืนที่ยืดหยุ่นของชาติ” (2025–2029) โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมได้จัดหาสุนัขหุ่นยนต์ตัวแรกแล้ว และมีแผนจะนำเข้ามาอย่างน้อย 3 ตัวในระยะเริ่มต้น เพื่อประจำการในภาคเหนือ กลาง และใต้ อย่างละ 1 ตัว เป้าหมายระยะยาวคือให้แต่ละทีมกู้ภัยด้านสารเคมีมีสุนัขหุ่นยนต์ประจำการ (รวม 10 ตัว) แต่ต้องพิจารณางบประมาณและการฝึกบุคลากรในแต่ละปี
เซี่ยเยี่ยนหยู ระบุว่า อุปกรณ์ที่ใช้ในปัจจุบันผลิตจากสหรัฐฯ ผสานกับเครื่องมือที่ไต้หวันพัฒนาเอง และได้ตัดสินใจไม่ใช้สินค้าจากจีนเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล นอกจากนี้ ทีมวิจัยในไต้หวันก็กำลังพัฒนาสุนัขหุ่นยนต์ของตนเอง หากสำเร็จจะช่วยลดต้นทุนลงได้อย่างมาก
กระทรวงสิ่งแวดล้อมย้ำว่า หัวใจสำคัญของการกู้ภัยสารเคมีคือการควบคุมสถานการณ์ตั้งแต่ช่วงแรก และในอนาคตจะเดินหน้าส่งเสริมการป้องกันตนเองของภาคเอกชน การช่วยเหลือกันระหว่างอุตสาหกรรม และการสนับสนุนจากรัฐบาล พร้อมเร่งบูรณาการเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อสร้างระบบการกู้ภัยสารเคมีที่เข้มแข็งมากขึ้น ทั้งยังเรียกร้องให้อุตสาหกรรมดำเนินการด้านการจัดการป้องกันภัยด้วยตนเองอย่างจริงจัง