กฎระเบียบใหม่! ผู้สูงอายุวัย 70 ขึ้นไปยกเลิกใบขับขี่ จะได้รับสิทธิ์อุดหนุนค่าเดินทางสูงสุด 36,000 เหรียญไต้หวันภายใน 2 ปี
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2025 กระทรวงคมนาคมไต้หวันประกาศนโยบายใหม่เกี่ยวกับสิทธิพิเศษการเดินทางของผู้สูงอายุ โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป ภายใต้ “ระบบการต่ออายุใบขับขี่ผู้สูงอายุรูปแบบใหม่” กำหนดว่าผู้สูงอายุอายุ 70 ปีขึ้นไปที่สมัครใจยกเลิกใบขับขี่ จะได้รับเงินสนับสนุนค่าเดินทางสาธารณะ TPASS เพิ่มเติม โดยสามารถใช้บัตรผู้สูงอายุ (敬老卡) หรือบัตรสวัสดิการสังคม (社福卡) เดินทางด้วยรถไฟไต้หวัน (TRA), รถไฟฟ้า MRT, รถเมล์ หรือแท็กซี่ที่มีเครื่องอ่านบัตร และจะได้รับเงินคืน 50% ของค่าโดยสาร สูงสุด 1,500 เหรียญไต้หวันต่อเดือน รวมระยะเวลา 2 ปี สิทธิ์สูงสุดที่ผู้สูงอายุสามารถได้รับคือ 36,000 เหรียญไต้หวัน กรมทางหลวงคาดว่า ในปีหน้าจะมีผู้สูงอายุทั่วประเทศราว 2.08 ล้านคนได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้
สำหรับผู้ที่ยังต้องการถือใบขับขี่ ระบบใหม่จะปรับอายุเริ่มต้นการต่อใบขับขี่เป็น 70 ปี โดยผู้สูงอายุที่ผ่านการตรวจสุขภาพ เข้าเรียนหลักสูตรความปลอดภัยฟรี และเข้าร่วมการจำลองสถานการณ์เพื่อรับรู้ความเสี่ยงจะสามารถถือใบขับขี่ต่อได้จนถึงอายุ 75 ปี
หากสมัครใจยกเลิกใบขับขี่แล้ว ผู้สมัครต้องลงนามเอกสารยินยอมให้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้สำนักงานขนส่งช่วยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ TPASS 2.0 จากนั้นจึงสามารถใช้บัตรผู้สูงอายุ (敬老卡) หรือบัตรสวัสดิการสังคม (社福卡) เพื่อรับสิทธิ์คืนเงิน 50% ครอบคลุมทุกระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถโดยสารระหว่างเมือง, รถโดยสารบนทางด่วน, รถเมล์ในเมือง, รถไฟ, MRT, รถไฟฟ้ารางเบา, จักรยานสาธารณะ, เรือข้ามฟาก และแท็กซี่ที่มีระบบตรวจตั๋วอิเล็กทรอนิกส์
เงินคืนค่ารถรายเดือนจะเปิดให้รับในวันที่ 25 ของเดือนถัดไป ผู้สูงอายุสามารถใช้บัตรผู้สูงอายุหรือบัตรสวัสดิการสังคมที่ออกโดยแต่ละเขต/เมือง ไปที่ร้านสะดวกซื้อ 4 แห่ง (7-Eleven, FamilyMart, Hi-Life, OK Mart) โดยมีพนักงานช่วยดำเนินการรับเงิน หากใช้บัตร EasyCard (悠遊卡) สามารถไปรับเงินคืนที่เครื่องเติมเงิน EasyCard ในทุกสถานีรถไฟฟ้า วิธีรับเงินจะเหมือนกับการรับเงินขวัญถุงในวันผู้สูงอายุ (重陽禮金)
จากการคำนวณ ตัวอย่างเช่น หากผู้สูงอายุในกรุงไทเป ใช้รถไฟฟ้า, รถเมล์ หรือแท็กซี่ที่มีอุปกรณ์ตรวจตั๋ว รวมยอดค่าใช้จ่ายในเดือนนั้น 1,000 เหรียญไต้หวัน จะได้รับเงินคืน 50% คือ 500 เหรียญไต้หวันในวันที่ 25 ของเดือนถัดไป โดยมีเพดานเงินคืนรายเดือนสูงสุด 1,500 เหรียญไต้หวัน หากได้รับเต็มจำนวนทุกเดือนในระยะเวลา 2 ปี จะได้เงินคืนรวมสูงสุด 36,000 เหรียญไต้หวัน
กรมทางหลวงชี้แจงว่า หากมีใบอนุญาตขับรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์พร้อมกัน ต้องยกเลิกทั้งสองใบจึงมีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือ และหลังจากยกเลิกและเริ่มได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว หากไปสอบขอใบอนุญาตใหม่ สิทธิ์จะถูกยกเลิกทันที โดยแต่ละคนมีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว เช่น หากได้รับเงินคืน 1 ปีแล้ว และหลังจากนั้นไปสอบใบขับขี่ใหม่ แม้ยังมีเงินคงเหลืออีก 1 ปี ก็จะไม่สามารถรับสิทธิ์นั้นได้อีก
ทางด้าน รมช. กระทรวงคมนาคม เฉินเยี่ยนป๋อ (陳彥伯) ระบุว่าจะต้องหาวิธีจูงใจผู้สูงอายุให้ยกเลิกใบขับขี่โดยสมัครใจ พร้อมให้กรมทางหลวงพิจารณามาตรการเชิงลึกต่อไป เพื่อเป็นแนวทางสร้างสมดุลระหว่าง “ความปลอดภัยบนท้องถนน” กับ “สิทธิในการเดินทางของผู้สูงวัย” ช่วยให้ผู้สูงอายุยังคงเคลื่อนไหวได้สะดวก ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรีในชีวิตประจำวัน
สำหรับในส่วนของงานวิจัยที่จัดขึ้นในงานสัมมนาเรื่อง “นโยบายบริหารจัดการผู้ขับขี่สูงอายุ: ความสมดุลระหว่างความปลอดภัยทางถนนและสิทธิในการเดินทาง” จัดโดยศูนย์นโยบายสาธารณสุขและสวัสดิการ มหาวิทยาลัยการแพทย์ไทเป (Taipei Medical University -TMU) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2025 ทีมวิจัยเผยว่า ผู้ขับขี่อายุ 75 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงทำให้ ‘ผู้ใช้ถนนที่เปราะบาง’ เสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มวัยหนุ่มสาวถึง 2.44 เท่า ซึ่งคำว่า “ผู้ใช้ถนนที่เปราะบาง” หมายถึงคนเดินเท้า นักปั่นจักรยาน และผู้ขี่มอเตอร์ไซค์ ซึ่งมักบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตเมื่อถูกชนด้วยความเร็วสูง แม้กระทรวงคมนาคมจะเริ่มระบบบริหารจัดการผู้ขับขี่สูงอายุตั้งแต่ปี 2017 แต่อัตราอุบัติเหตุจากผู้ขับวัย 75 ปีขึ้นไปยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ศ. ไป๋จื้อเหว่ย(白志偉) จากสถาบันวิจัยการป้องกันการบาดเจ็บ TMU( Taipei Medical University) ชี้ว่า ความรุนแรงของอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นจากโรคประจำตัว การเสื่อมของร่างกายและการรับรู้ รวมถึงการตอบสนองที่ช้าลง
การวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุกว่า 426,000 ราย (ปี 2011–2023) พบว่า แม้กลุ่มวัยกลางคน (41–64 ปี) จะมีจำนวนผู้ขับขี่มากที่สุด แต่ กลุ่มอายุ 75 ปีขึ้นไปกลับมีอัตราทำให้คนเดินเท้าเสียชีวิตสูงสุดในทุกช่วงอายุ — มากกว่ากลุ่มวัยกลางคนถึง 2.44 เท่า
นอกจากนี้ ผู้ที่ขับรถโดยไม่มีใบขับขี่ยังส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ความรุนแรงของการบาดเจ็บจะ “เพิ่มขึ้นหลายเท่า”
ข้อมูลชี้ว่า ในกลุ่มอายุ 65–74 ปี ผู้ไม่มีใบขับขี่มีความเสี่ยงทำให้คนเดินเท้า นักปั่นจักรยาน หรือผู้ขี่มอเตอร์ไซค์เสียชีวิต สูงกว่าผู้มีใบขับขี่ถึง 1.82 เท่า ส่วนในกลุ่มอายุ 75 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงนี้ พุ่งถึง 3.18 เท่า และหากพิจารณาเฉพาะอุบัติเหตุที่ทำให้คนเดินเท้าเสียชีวิต ผู้ไม่มีใบขับขี่อายุ 75 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยง มากกว่าผู้ไม่มีใบขับขี่วัย 41–64 ปีถึง 3.25 เท่า