1. อันตรายเกิดขึ้นได้เสมอในทุกที่ทำงาน เมื่อโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน ไต้หวันให้การคุ้มครองมากกว่าทุกประเทศ เทียบเท่าแรงงานท้องถิ่น
การทำงานต้องระมัดระวังและมีสติ เพราะอันตรายเกิดขึ้นได้เสมอในทุกที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นอันตรายทางกายภาพ เช่น สะดุด ลื่น หกล้ม ของตกใส่ การถูกหนีบ หรืออันตรายจากสภาพแวดล้อม เช่น ไฟไหม้ ไฟฟ้าช็อต สารเคมี หรือปัญหาสุขภาพจากการทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน สิ่งสำคัญคือการตระหนักถึงความเสี่ยงและป้องกันอย่างสม่ำเสมอ รายการวันนี้จะนำเอาสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของแรงงานต่างชาติในไต้หวัน เมื่อประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน จะได้รับการคุ้มครองอย่างไรบ้าง? ซึ่งเป็นชีรีส์ต่อเนื่องในประเด็นเกี่ยวกับระบบประกันภัยสำหรับผู้ใช้แรงงานในไต้หวัน

แรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานในไต้หวัน นอกจากอุบัติเหตุนอกเวลาทำงานแล้ว อุบัติเหตุจากการทำงานก็เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมาก เนื่องจากแรงงานไทยในไต้หวันซึ่งมีจำนวนกว่า 70,000 คน เกือบทั้งหมดทำงานอยู่ในภาคการผลิต ไม่ว่าจะโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งแบบดั้งเดิมและผลิตสินค้าคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนงานก่อสร้าง ล้วนเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายหากไม่ระมัดระวังหรือสภาพร่างกายอยู่ในภาวะไม่พร้อมทำงาน ทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตหรือพิการ ต้องใส่แขนขาเทียม ฯลฯ โดยเฉพาะคนที่ทำงานอยู่ในโรงงาน ทำงานกับเครื่องจักร เครื่องปั๊มและเครื่องตัด ซึ่งอาจเกิดจากระบบป้องกันความปลอดภัยขัดข้องหรือมีปัญหา หรือตัวคนงานไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงาน ขอให้แรงงานไทยต้องระมัดระวังในการทำงาน หากพบเครื่องจักรมีปัญหาหรือชำรุด ต้องรีบแจ้งหัวหน้างานหรือนายจ้างทราบ อย่าเข้าทำงานจนกว่าจะซ่อมบำรุงอยู่ในสภาพปกติมีความปลอดภัย และขณะทำงานขอให้ตั้งใจ มีสมาธิ อย่างลัดขั้นตอน ซึ่งจะนำไปสู่ความหายนะได้

ผู้ใช้แรงงานในไต้หวันรวมถึงแรงงานต่างชาติ จะได้รับการคุ้มครองจากระบบประกันสังคม 3 รายการ 1 คือประกันสุขภาพ ผู้ที่พำนักอาศัยในไต้หวัน เกิน 6 เดือน รวมชาวต่างชาติและเด็กเกิดใหม่ จะต้องเอาประกันสุขภาพทุกคน ซึ่งเบี้ยประกันสุขภาพอยู่ที่ 5.17% สำหรับแรงงานต่างชาติ ส่วนใหญ่คิดจากฐานเงินเดือนที่ค่าจ้างขั้นต่ำ 28,590 เหรียญ นายจ้างรับผิดชอบ 60% หรือ 1,384 เหรียญไต้หวันต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คนต่อเดือน แรงงานรับผิดชอบ 30% หรือจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพเดือนละ 443 เหรียญ ขณะที่รัฐบาลจ่ายสมทบให้อีก 10% ประกันสุขภาพจะให้การคุ้มครองด้านการรักษาพยาบาล ไม่เกี่ยวกับเงินทดแทนหรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ
ระบบประกันสังคมรายการที่ 2 ได้แก่ ประกันภัยแรงงาน สำหรับผู้ใช้แรงงานในภาคการผลิตและผู้อนุบาลในองค์กรที่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงานเท่านั้น จะให้การคุ้มครองเมื่อผู้เอาประกันเกิดอาการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตนอกการทำงาน สำหรับอัตราเบี้ยประกันภัยแรงงานของแรงงานต่างชาติต่ำกว่าแรงงานท้องถิ่น 1% อยู่ที่ 11.5% ส่วนใหญ่คิดจากฐานเงินเดือนที่ค่าจ้างขั้นต่ำ 28,590 เหรียญ อยู่ที่ 3,288 เหรียญ ในจำนวนนี้ นายจ้างรับผิดชอบ 70% ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยแรงงาน 2,301 เหรียญต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คน แรงงานรับผิดชอบ 20% หรือ 658 เหรียญต่อเดือน รัฐบาลจ่ายสมทบให้อีก 10% หรือ 329 เหรียญ/คน/เดือน ประกันภัยแรงงานจะให้การคุ้มครองอุบัติเหตุและพิการหรือเสียชีวิตจากนอกเวลาทำงาน รวมถึงสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ อาทิ เงินบำเหน็จชราภาพ ค่าคลอดบุตร เงินสงเคราะห์กรณีญาติในสายเลือดตรงเสียชีวิต เป็นต้น

และรายการที่ 3 ได้แก่ ประกันอุบัติภัยจากการทำงาน ซึ่งเป็นกฎหมายที่รวมการป้องกัน ชดเชยเยียวยา และบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้แรงงานที่โชคร้ายประสบอุบัติเหตุจากการทำงานไว้ในฉบับเดียวกัน ครอบคลุมแรงงานทุกคน ทั้งแรงงานท้องถิ่น แรงงานต่างชาติและผู้อนุบาล ผู้ช่วยงานบ้านที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน รวมถึงแรงงานในสถานประกอบการที่ต่ำว่า 4 คน อัตราเบี้ยประกันอุบัติเหตุจากการทำงานอยู่ที่ 0.21% ของค่าจ้างที่แจ้งเอาประกัน โดยนายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ผู้ใช้แรงงานไม่ต้องรับผิดชอบแต่อย่างใด

เดิมมีระบบประกันอุบัติเหตุจากการทำงานอยู่ ซึ่งรวมอยู่ในกองทุนประกันภัยแรงงานอยู่แล้ว โดยนายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบเบี้ยประกันทั้งหมดคือ 0.18% ของวงเงินที่เอาประกัน แต่สหพันธ์แรงงานและหน่วยงานที่ห่วงใยสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานเห็นว่า ระบบประกันอุบัติเหตุจากการทำงานในกองทุนประกันภัยแรงงาน ให้การคุ้มครองไม่เพียงพอ อีกทั้งไม่ได้ครอบคลุมถึงธุรกิจขนาดเล็กที่จ้างแรงงานต่ำกว่า 4 คนและผู้ใช้แรงงานในครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้อนุบาลและผู้ช่วยงานบ้านต่างชาติ จึงเคลื่อนไหวผลักดันให้มีการบัญญัติกฎหมายประกันอุบัติเหตุจากการทำงานโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในการทำงาน กฎหมายฉบับนี้ เริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นมา กำหนดให้ผู้ใช้แรงงานทุกคน จะต้องได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยในการการทำงานจากกฎหมายฉบับนี้ แม้แต่ผู้อนุบาลในครัวเรือนที่ทำงานในบ้านของนายจ้างก็ได้รับการคุ้มครอง โดยนายจ้างเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันในอัตราเฉลี่ย 0.21% หากโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน แรงงานจะได้รับเงินชดเชยหรือทายาทจะได้รับเงินทดแทนมากขึ้น รวมถึงการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายสำหรับแรงงานที่ประสบอุบัติเหตุและทุพพลภาพ เช่นกรณีเสียชีวิต ทายาทของแรงงานที่เสียชีวิต จากเดิมที่รับเงินทดแทนรายเดือน ๆ ละ 3,000 เหรียญ จะได้รับเพิ่มเป็น 50% ของวงเงินที่เอาประกัน อย่างแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่มีวงเงินประกันที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 28,590 เหรียญ หากโชคร้ายเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินประกันเป็นรายเดือนอย่างต่ำเดือนละกว่า 14,295 เหรียญ หากมีผู้รับผลประโยชน์มากกว่า 1 คน เพิ่มให้คนละ 10% สูงสุดไม่เกิน 20% จนกว่าจะสูญสิ้นคุณสมบัติ เพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึง 4 เท่าตัว

หากนายจ้างไม่เอาประกันให้ลูกจ้างจะทำอย่างไร? นายจ้างที่ไม่เอาประกันให้แก่ลูกจ้าง ต้องระวางโทษปรับเป็นรายครั้ง ครั้งละ 20,000-100,000 เหรียญไต้หวัน จนกว่าจะปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามกฎหมาย และจะประกาศชื่อสถานประกอบการ ตลอดจนผู้รับผิดชอบให้สาธารณชนได้รับทราบโดยทั่วกัน ส่วนลูกจ้างแม้นายจ้างจะไม่เอาประกันให้จะไม่กระทบสิทธิประโยชน์ ยังคงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายต่อไป
นอกจากเงินชดเชยแล้ว แรงงานที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานจนสูญเสียสมรรถภาพการทำงานหรือพิการระดับ 1-7 จากทั้งหมด 15 ระดับ ยังสามารถยื่นขอเบี้ยเลี้ยงชีพรายเดือนเป็นเวลา 5 ปีได้ด้วย โดยต้องยื่นขอหลังจากถอนประกันภัยแรงงานแล้ว ภายในเวลา 1 ปี แรงงานที่ประสบอุบัติเหตุ สูญเสียสมรรถภาพการทำงานหรือพิการในระดับ 1-3 จะได้รับเบี้ยเลี้ยงชีพเดือนละ 8,700 เหรียญ ระดับ 4-7 ได้รับเบี้ยเลี้ยงชีพ 6,200 เหรียญต่อเดือน เป็นเวลานาน 5 ปี โดยต้องยืนยันคุณสมบัติเป็นประจำทุกปี

จะเห็นได้ว่า ระบบการคุ้มครองแรงงานที่เกิดอุบัติเหตุจากการทำงานของไต้หวัน ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้การคุ้มครองแรงงานดีและรัดกุมมากขึ้น สำหรับเพื่อนผู้ฟังที่ถามปัญหาเข้ารายการ ไม่ทราบว่าลูกของคุณที่ประสบอุบัติเหตุในระดับไหน จากข้อมูลที่นำมาเล่าข้างต้น คงทำให้รู้ถึงสิทธิประโยชน์ของตนมากขึ้น แม้ว่าระบบประกันในไต้หวันจะดีและคุ้มครองผู้ใช้แรงงานดีแค่ไหน? ขออย่ารับเลยดีกว่า ด้วยการทำงานอย่างระมัดระวัง พักผ่อนเต็มที่เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่พร้อมจะทำงาน สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันภัยและปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงาน ขอให้แรงงานไทยทำงานอย่างราบรื่น ปลอดภัยทุกคน
2. คิดผิดชีวิตเปลี่ยน! ผีน้อยและแรงงานไทยที่มีแผนจะหลบหนีต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ เตือนได้ไม่คุ้มเสีย
จากการที่ไต้หวันประสบภาวะขาดแคลนแรงงาน ทำให้แรงงานต่างชาติที่มีความอดทนทำงานหนัก เป็นที่ต้องการของนายจ้าง เมื่อแรงงานหมดสัญญาจ้างและไม่ได้ต่อสัญญาใหม่ มักจะใช้วิธีหลบหนีไม่ยอมเดินทางกลับบ้าน แต่ชีวิตของแรงงานผิดกฎหมายนั้นไม่ง่ายอย่างคิด บางคนหางานใหม่ได้ แต่ส่วนใหญ่หางานทำลำบากมาก นายจ้างรายหนึ่งเปิดเผยว่า ครอบครัวที่มีผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่ต้องการผู้อนุบาลมาดูแล เช่น การดูแลผู้สูงอายุ ทำอาหาร ทำความสะอาด ซักผ้า ฯลฯ ล้วนจำเป็นต้องมีผู้ช่วย หากจ้างพี่เลี้ยงชาวไต้หวัน นอกจากค่าจ้างแพงแล้ว ยังทำได้เพียงการดูแลผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว ผิดกับผู้อนุบาลต่างชาติที่ทำได้ทุกอย่าง แถมค่าจ้างถูกกว่า

ตามกฎหมายกำหนด หากแรงงานต่างชาติขาดงานและติดต่อไม่ได้เกิน 3 วัน จะถือว่าเป็นแรงงานหลบหนีหรือแรงงานผิดกฎหมาย แต่มีการบอกต่อกันในหมู่แรงงานว่า การไปเก็บชาในภูเขาได้ค่าจ้างสูงกว่างานดูแลผู้สูงอายุ หรือการไปทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์ที่บ่อพักน้ำ ก็มีรายได้ดี ทำให้หลายคนยอมเสี่ยงเพื่อหาเงินเพิ่ม เมื่อถูกเจ้าหน้าที่พบจึงมักหนีต่อเพราะกลัวถูกจับส่งกลับประเทศ

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เถาหยวนตรวจจับแรงงานผิดกฎหมาย (ภาพจาก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองชี้ว่า หลังการสอบสวนเสร็จสิ้น ตำรวจจะส่งต่อให้สำนักงานอัยการหรือตำรวจตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการ เนื่องจากต้องเตรียมเอกสารและตั๋วเดินทางขาออก แรงงานจะถูกส่งไปยังสถานกักกันก่อน เสียค่าปรับตามระยะเวลาที่อยู่อย่างผิดกฎหมาย เริ่มตั้งแต่ 10,000-50,000 เหรียญ และจากนั้นจะถูกส่งกลับประเทศ ถูกจัดอยู่ในบัญชีแบล็กลิสต์ ระยะเวลาที่สามารถเดินทางกลับมาไต้หวันได้อีกครั้งขึ้นอยู่กับพฤติการณ์การกระทำผิด เช่น ระยะเวลาการอยู่เกินสัญญา การทำงานผิดกฎหมาย หรือการกระทำความผิดทางกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดข้อจำกัดในการกลับเข้ามาอีกครั้ง โดยมากจะอยู่ที่ 7 ปี

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทุกท้องที่ปฏิบัติการตรวจสอบแรงงานผิดกฎหมายตามหอพัก สถานที่ทำงานและไซต์งานก่อสร้างต่าง ๆ อย่างเข้มข้น (ภาพจาก kingtop.com.tw)
เตือนแรงงานไทยที่มีแผนคิดจะหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะได้รับการชักชวนจากเพื่อหรือแรงกดดัน ความเหนื่อยหน่ายในสถานที่ทำงาน ต้องคิดให้รอบคอบ เพราะจะมีผลกระทบตามมามากมายดังนี้
- ไม่มีหลักประกันและขาดการคุ้มครองทางกฎหมายและสวัสดิการ เมื่อกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายแล้ว จะถูกตัดออกจากระบบประกันสุขภาพและประกันภัยแรงงานของรัฐ ส่งผลให้ไม่ได้รับความช่วยเหลือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วย หรือปัญหาสิทธิแรงงาน

จับนายหน้าเถือนและนายจ้าง รวมถึงแรงงานผิดกฎหมายกลางสวนจำนวน 15 คน (ภาพจากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไถหนาน)
- เงื่อนไขการทำงานไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบ แม้งานที่ทำอาจมีค่าจ้างสูงกว่า แต่เป็นค่าจ้างรายวัน ไม่มั่นคง ถูกหักค่านายหน้า และมักจะถูกนายจ้างหรือนายหน้าเถื่อนกักหรือยึดหนังสือเดินทาง ถูกข่มขู่ไม่ให้แจ้งความหรือขอรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ ฯลฯ
- เสี่ยงต่อการถูกควบคุมโดยขบวนการผิดกฎหมาย เนื่องจากความไม่มั่นคงและไม่มีทางเลือก แรงงานผิดกฎหมายอาจถูกชักนำไปทำงานในตลาดมืด เป็นเครื่องมือแก๊งมิจฉาชีพหรือเข้าสู่เครือข่ายค้ามนุษย์ ได้รับการควบคุมทั้งชีวิตและงานโดยผิดกฎหมาย

แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายในเถาหยวน ถูกจับรอการส่งไปยังสถานกักกัน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
ตำรวจเตือนว่า การทำงานอย่างผิดกฎหมายไม่มีหลักประกันใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อเจ็บป่วยต้องเสียค่ารักษาพยาบาลที่แพง ประสบอุบัติเหตุก็ไม่ได้รับการคุ้มครองจากระบบประกันภัยแรงงาน ต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ เสียสุขภาพจิต และถูกนายหน้าเอารัดเอาเปรียบขูดรีดค่าจ้าง ทำให้ไม่มีเงินเหลือส่งกลับบ้าน เมื่อถูกตรวจพบทำงานผิดกฎหมาย มีโทษปรับ 30,000-150,000 เหรียญไต้หวัน และยังต้องเสียค่าปรับฐานอยู่อย่างผิดกฎหมายขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 10,000 เหรียญ หนีเลย 3 เดือนปรับสูงสุด 50,000 เหรียญ ขณะเดียวกันก็เตือนนายหน้าจัดหางาน ตามกฎหมายการจ้างงานกำหนด ผู้ใดจัดหาชาวต่างชาติไปทำงานกับผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษปรับ 100,000-500,000 เหรียญ หากการจัดหางานดังกล่าวเป็นไปในลักษณะหาผลประโยชน์หรือในเชิงพาณิชย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีและปรับไม่เกิน 1.2 ล้านเหรียญไต้หวัน