ธีระ หยาง 亓淞 และอะไรๆ ในไต้หวัน 台灣泰好玩 ประจำสัปดาห์นี้ (2025-10-05)
- นิทรรศการศิลปะที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดของไต้หวันในปี 2026 — Pharaoh: King of Egypt (ฟาโรห์: ราชาแห่งอียิปต์) กำลังจะเปิดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 29 มกราคม 2026 - 10 มกราคม 2027 ที่ พิพิธภัณฑ์ฉีเหม่ย (Chimei Museum) ในนครไถหนาน โดยครั้งนี้ พิพิธภัณฑ์ฉีเหม่ยได้จับมือกับ บริติชมิวเซียม (The British Museum) เป็นครั้งแรก เพื่อขนย้ายประติมากรรมหินขนาดมหึมาพร้อมโบราณวัตถุหายาก รวมทั้งหมด มีน้ำหนักมากกว่า 28 ตัน เข้ามาจัดแสดงในไต้หวัน ถือเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับอียิปต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของไต้หวันเลยทีเดียว นิทรรศการครั้งนี้แบ่งออกเป็น 7 หัวข้อหลัก ถ่ายทอดเรื่องราวของ “อำนาจและความศรัทธาของฟาโรห์” ครอบคลุมประวัติศาสตร์กว่า 3,000 ปี ตั้งแต่ยุคฟาโรห์องค์แรกจนถึงยุคปลายของอียิปต์โบราณ รวมถึง ฟาโรห์ทั้งหมด 56 พระองค์ และผลงานที่นำมาจัดแสดงมีมากกว่า 280 รายการ ที่สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างอำนาจ ความเชื่อทางศาสนา และศิลปะเชิงช่างอันประณีตของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์อย่างครบถ้วน และหลังจากพิพิธภัณฑ์ฉีเหม่ยประกาศจัดนิทรรศการพิเศษ “ราชาแห่งอียิปต์: ฟาโรห์” ความสนใจจากสาธารณชนก็พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง เดิมทีมีการจำกัดจำนวน บัตร Early Bird เพียง 50,000 ใบ แต่ด้วยกระแสตอบรับล้นหลาม ทางพิพิธภัณฑ์จึงได้เพิ่มจำนวนเป็น 100,000 ใบ กระนั้นก็ยังถูกจำหน่ายหมดภายในรอบแรก เพื่อขานรับความต้องการจากประชาชนทั่วไป และอำนวยความสะดวกในการวางแผนท่องเที่ยวล่วงหน้า ทางพิพิธภัณฑ์ฯ จึงประกาศเปิดจำหน่ายบัตรทั่วไปเร็วกว่ากำหนด จากเดิมที่วางแผนไว้ในปี 2026 มาเป็นวันที่ 28 ตุลาคม (วันอังคาร) นี เวลา 12.00 น. ทาง เว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์、Klook、KKday、ibon售票系統、Trip.com、易遊網

- นิทรรศการครั้งนี้ออกแบบด้วยแนวคิด “มองโลกจากสายพระเนตรของฟาโรห์” โดยแบ่งออกเป็น 7 หัวข้อใหญ่ ที่จะพาผู้ชมสำรวจความเป็น “ฟาโรห์” ในหลากหลายมิติ ทั้งในฐานะเทพเจ้า ผู้นำศาสนา ผู้ปกครองแผ่นดิน และผู้แสวงหาความเป็นนิรันดร์ ได้แก่
1. อียิปต์: แผ่นดินแห่งฟาโรห์
โซนแรกของนิทรรศการพาผู้ชมเริ่มต้นจาก “รากของอารยธรรม” ด้วยการอธิบายถึง ภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมของอียิปต์โบราณ โดยเฉพาะบทบาทสำคัญของ แม่น้ำไนล์ ที่เป็นต้นธารแห่งชีวิตและศิลปวัฒนธรรม ภายในโซนนี้ จะเล่าเรื่องตั้งแต่ ระบบปฏิทินเกษตรกรรม การถือกำเนิดของอำนาจกษัตริย์ ไปจนถึง การเปลี่ยนผ่านของราชวงศ์ เพื่อสร้างภาพรวมของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ — ตั้งแต่ อาณาจักรเก่า (Old Kingdom) อาณาจักรใหม่ (New Kingdom) จนถึง ยุคโรมัน ซึ่งเป็นพื้นฐานให้ผู้ชมเข้าใจโลกของฟาโรห์โดยรอบด้าน
2. เทพเจ้าและการถือกำเนิดแห่งกษัตริย์
โซนนี้เปิดเผยให้เห็นว่าเหตุใดฟาโรห์จึงถูกเรียกว่า “โอรสแห่งเทพเจ้า” และเหตุใดอำนาจของกษัตริย์อียิปต์จึงถือว่า “ศักดิ์สิทธิ์โดยกำเนิด” ผ่านโบราณวัตถุจากคอลเลกชันของ บริติชมิวเซียม (The British Museum) ที่เกี่ยวข้องกับ เทพเจ้าต่างๆ และสัญลักษณ์แห่งเทวานุภาพ ผู้ชมจะได้เข้าใจว่าระบบศาสนาเป็น “หัวใจของการปกครอง” ที่มอบ ความชอบธรรมทางการเมือง แก่ฟาโรห์ และเชื่อมโยงอำนาจของมนุษย์กับสวรรค์อย่างแนบแน่น
3. ฟาโรห์ในฐานะมหาปุโรหิต
ฟาโรห์ไม่เพียงเป็นกษัตริย์ แต่ยังทำหน้าที่เป็น “มหาปุโรหิตสูงสุดของแผ่นดิน” ผู้เป็นสื่อกลางระหว่างเทพเจ้าและมนุษย์ ในส่วนจัดแสดงนี้ ผู้ชมจะได้เห็นโบราณวัตถุเกี่ยวกับ พิธีกรรม การบวงสรวง และการถวายเครื่องเซ่นในวิหาร รวมถึง เทวรูปสิงห์ศีรษะสิงโตของเทพีเสคห์เมต (Sekhmet) ซึ่งเป็นเทพีแห่งสงครามและการเยียวยา จำนวน 6 องค์ ที่ถูกนำมาจัดแสดงพร้อมกันเป็นครั้งแรกในไต้หวัน บรรยากาศของพื้นที่ถูกออกแบบให้สะท้อนความศักดิ์สิทธิ์และความยิ่งใหญ่ของ วิหารในอียิปต์โบราณ อย่างแท้จริง
4. ราชวงศ์และชีวิตในพระราชวัง
โซนนี้มุ่งเน้นไปที่ “ชีวิตของเหล่าราชวงศ์” — พระราชินี เจ้าชาย เจ้าหญิง และพระญาติของฟาโรห์ เนื้อหาสะท้อนให้เห็นว่า อำนาจไม่ได้อยู่ที่ฟาโรห์เพียงพระองค์เดียว แต่ยังถ่ายทอดและผูกพันอยู่ในเครือญาติของราชวงศ์ ภายในยังมีการจัดแสดง เครื่องประดับทองคำและอัญมณีโบราณ ที่ไม่เพียงแสดงฐานะทางสังคม แต่ยังเป็น สัญลักษณ์แห่งศรัทธาและการคุ้มครองทางจิตวิญญาณ ของชาวอียิปต์ด้วย
5. อำนาจการปกครองอียิปต์
หัวใจของโซนนี้คือการแสดงให้เห็น พลังอำนาจทางการทหารและการบริหารของฟาโรห์ ผลงานเด่นได้แก่ กำปั้นหินขนาด 1.5 ตันจากรูปสลักฟาโรห์รามเสสที่ 2 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ พลังและชัยชนะ / รูปสลักของฟาโรห์ตุตันคาเมน ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของราชวงศ์และความผันแปรของประวัติศาสตร์ โซนนี้นำเสนอภาพของฟาโรห์ในฐานะ “ผู้พิทักษ์ความสงบของจักรวรรดิ” และ “ผู้บัญชาการแห่งอำนาจสูงสุด”
6. อียิปต์และโลกภายนอก
ฟาโรห์ไม่ได้ปกครองเพียงแผ่นดินของตน แต่ยังขยายอิทธิพลไปทั่วภูมิภาค โซนนี้นำเสนอการ แลกเปลี่ยนทางการค้า การทูต และวัฒนธรรม ระหว่างอียิปต์กับอาณาจักรโดยรอบ เช่น ซูดาน (Nubia), เลแวนต์ (Levant) และ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จัดแสดงโบราณวัตถุอย่าง ของบรรณาการ เหรียญกษาปณ์ และจดหมายทางการทูต ที่แสดงถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างจักรวรรดิอียิปต์กับโลกภายนอก — ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
7. ชีวิตนิรันดร์หลังความตาย
ส่วนสุดท้ายของนิทรรศการคือบทสรุปแห่ง “ความเชื่อในชีวิตหลังความตาย” ซึ่งเป็นแก่นศรัทธาของอารยธรรมอียิปต์ ผู้ชมจะได้เห็นโบราณวัตถุอย่าง ภาพสลักจากผนังสุสาน หีบศพมัมมี่ และหุ่นศพชาบตี (Shabti Figures) ที่สื่อถึงการเดินทางสู่โลกหน้า ผลงานสำคัญของโซนนี้คือ แผ่นผนังหินจากห้องบูชาภายในสุสานของขุนนางอูรีเรนปุตาห์ (Urirenputah) ขนาดสูงเกือบ 2.5 เมตร กว้างกว่า 3 เมตร ภาพสลักแสดงฉากการประกอบพิธีบูชาและการมอบของถวายอย่างละเอียดอ่อน ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในการทำความเข้าใจ แนวคิดเรื่องศาสนา ความตาย และการเกิดใหม่ของชาวอียิปต์โบราณ

นิทรรศการ “ฟาโรห์: ราชาแห่งอียิปต์” ไม่เพียงพาผู้ชมเข้าสู่โลกแห่งอำนาจและศรัทธาเท่านั้น แต่ยังเชื้อเชิญให้ตั้งคำถามต่อ “ความเป็นนิรันดร์ของอำนาจมนุษย์” ผ่านเรื่องราวของฟาโรห์ผู้เคยปกครองโลก — และยังคงเป็นตำนานไม่เสื่อมคลายจนถึงทุกวันนี้.