พูดคุยกับคุณหมอสมชาย โตมรกุล เกี่ยวกับเรื่องราวว่าพ่อแม่จะดูแลหรือว่าอยู่ร่วมกับเด็กที่มีอาการ ADHD อย่างไร
คุณหมอกล่าวว่าหนึ่งคือเราสังเกตว่าลูกเราไม่ค่อยเหมือนคนอื่น อันนึงคือเด็กอยู่เฉยๆ คือเหม่อลอยแล้วก็ Daydreaming ฝันในกลางวันอะไรพวกเนี้ย ก็คือพวก attention deficit พวกไม่มีโฟกัส และเด็กพวกหนึ่งที่ hyperactive คือสองอันนี้มันเป็นสองขั้วแต่เป็นโรคเดียวกัน พอในอนุบาลเนี่ยคือเด็กที่จะเห็นได้ก็คือเพราะตอนเด็กอนุบาลนี้มีหนังสือก็อาจจะไม่แคร์เรื่องเกรดเรื่องอะไร เพราะนั้นจะดูจะเห็นได้ชัดว่าเด็กพวกนี้จะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ต้องหาคนมาคุยด้วยอะไรอย่างเงี้ย เข้าไปแกล้งคนนู้นคนนี้ ทําให้เกิดปัญหาหรือเด็กพวกนี้จะเข้าสังคมไม่ได้แล้วก็จะมีปัญหาในการปรับตัวกับเพื่อนกับครูที่โรงเรียนก็มีปัญหา นั่งในห้องเรียนเอ่อเพราะในอนุบาลอาจจะต้องนั่งสักช่วงหนึ่ง เด็กคนนี้อาจจะสัก 10 นาทีเขาก็ลุกขึ้นมาละเขาจะอยู่เฉยไม่ได้หรือว่ามือก็จะอยู่นิ่งไม่ได้ต้องเล่นนู่นเล่นนี่แล้วก็เขียนนู่นเขียนนี่แล้วก็ไม่ฟังครูแต่ว่าอนุบาลอาจจะไม่หนักมากเพราะครูอาจจะไม่แคร์มากหรือว่าในบางโรงเรียนก็อาจจะมีเวลาในห้องเรียนน้อยอาจจะไปวิ่งเล่นข้างนอกมากเพราะฉะนั้นอาจจะไม่เห็นได้ชัด
เราต้องมีเควสชั่นแนร์ให้คุณครูและก็พ่อแม่ด้วย แล้วก็ให้เขียนว่าเป็นยังไงบ้าง บางคนอาจจะมีที่ปัญหาเฉพาะโรงเรียน หรือว่าบางคนอาจจะมีที่บ้าน ถ้าอย่างงั้นเราก็จะสังเกตไปก่อนว่าเป็นอย่างงี้จริงหรือเปล่า แต่ว่าถ้าเกิดเหมือนกันทั้งสองที่ พ่อแม่ก็คิดว่าเออเป็นแบบนี้ คุณครูคิดอย่างงี้ เราก็คิดว่าเออเด็กคนนี้ก็มีมีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะเป็น ADHD
เด็ก ADHD เนี่ย ที่บอกตอนแรกว่าสมองด้านหน้าของเขาไม่สามารถที่จะพัฒนาได้ดีมาก เพราะฉะนั้นเขาทำอะไรขึ้นมาไม่สามารถที่จะ analyze หรือว่าวิเคราะห์หรือว่าเขาแก้ปัญหาอะไรได้ เพราะฉะนั้นเด็กพวกนี้เวลาเขาจะทำอะไรขึ้นมาก็จะติดแล้วก็จะทำอะไรไม่ได้ต่อ ก็จะทิ้งไว้เลย แบบพอเขามีโปรเจกต์อะไรขึ้นมาเนี่ย เขาจะทำได้แปปหนึ่ง แล้วพอเจอมีปัญหาหรือว่าเขาไม่มีอารมณ์หรือว่าเขาไม่ชอบแล้วเขาก็ทิ้ง เป็นเด็กที่ทำอะไรได้ไม่ต่อเนื่อง ไม่สำเร็จ

เพราะฉะนั้นการที่เราจะช่วยเด็กพวกนี้คือ 1 ตอนที่เขาอยู่ชั้นประถมเนี่ย เราสามารถที่จะหาว่าเด็กพวกนี้อยู่ที่ไหน เค้าเป็นอะไรบ้าง แล้วก็พยายามที่จะสอนพ่อแม่ว่าคุณต้องฝึกเด็กคนนี้ยังไง คือ ผมเองตอนที่ผมทำ ADHD ผมจะไม่บอกว่าต้องกินยาอะไรอย่างเงี้ย คือถ้าพ่อแม่เค้าคิดว่าพร้อมจะกินยาเราจึงให้กินยา แล้วเราก็จะคิดว่าหนึ่งเราต้องบอกว่าไม่ใช่ความผิดของลูกของคุณอย่าเบลมเด็กเพระาเค้าไม่ได้ตั้งใจเค้าไม่ต้องการให้เป็นแบบนี้คือมันเป็นสภาวะของสมองของเค้าซึ่งเอ่อเจริญเติบโตช้ากว่าอายุของเค้าอาจจะสองสามปี แล้วเราก็พยายามเข้าใจแล้วก็ให้กำลังใจแล้วก็อันที่สองคือพ่อแม่ก็ต้องทำตัวอย่างให้ดีให้เด็กๆ คือว่าสมมุติว่าเราคิดว่าถ้าเด็กต้องการให้เด็กคนเนี้ยเชื่อฟังในกฎเกณฑ์ทุกอย่าง เพราะถ้ากฎเกณฑ์มีเพื่อว่าให้ป้องกันอุบัติเหตุ หรือว่าป้องกันความผิดพลาด แล้วสมมุติว่าพ่อแม่ขับรถเราก็ต้องบอกว่าลูกเห็นไฟแดงมั้ย เพราะว่าต้องจอดรถนะ เห็นไฟแดงต้องจอดรถ เราจะพยายามที่จะไม่ทำอะไรฝ่าฝืนกฎ
เพราะว่าเวลาเราใช้พฤติกรรมของตัวเราเองเป็นการที่สอนเด็ก คือคำพูดของเราไม่มีพลังมากเหมือนกับพฤติกรรมของตัวเราเอง เพราะฉะนั้นเราต้องพยายาม คือจริงๆ แล้วเนี่ย ตอนที่เราฝึก ADHD เนี่ย เราไม่ได้ฝึกเด็ก เราฝึกพ่อแม่เด็ก ก็คือพ่อแม่เป็นตัวหลักในการช่วยรักษาเด็กชช เราต้องให้พ่อแม่เด็กรู้ว่าพ่อต้องทำอะไรซึ่งเด็กจะเป็นคนดูพ่อแม่สมมุติว่าพ่อแม่จะสั่งให้ลูกไปอาบน้ำ สมัยก่อนะพ่อแม่อาจจะคุยโทรศัพท์อยู่ก็ลูกไปอาบน้ำนะอะไรอย่างเงี้ยแล้วก็เดี๋ยวลูกก็ไม่ได้ยินหรือว่าลูกอาจจะลืมไปหรือว่าลูกก็เล่นอยู่เพราะสมาธิสั้นอยู่แล้วก็ไม่สนใจเดี๋ยวก็พ่อแม่เดี๋ยวก็สัก15นาทีก็ออกบอกให้ไปอาบน้ำนะลูกก็ไม่อาบน้ำอีกครึ่งชั่วโมงก็ไม่อาบน้ำชั่วโมงก็ไม่อาบน้ำ สุดท้ายก็มาตีลูกเนี่ยว่าทำไมไม่อาบน้ำ แต่จริงๆแล้วเราควรจะรู้ว่าเขาสมาธิสั้น เราควรจะวางทุกอย่างลงมา แล้วก็มาคุยมันมองหน้าเด็ก มองตาเด็กว่าลูกไปอาบน้ำ แล้วก็ต้องการอะไรไหม ต้องการผ้าขนหนูไหม ต้องการสบูไหม ต้องการอะไรไหม คือเราต้องเทรนให้เขาไปอาบน้ำให้เสร็จลูกจะได้รับคำสั่งที่ชัดเจน
นายแพทย์สมชาย โตมรกุล แพทย์แผนกตรวจสุขภาพ โรงพยาบาล PAOCHIEN HOSPITAL