รัฐบาลกลางสหรัฐฯ "ชัตดาวน์"ครั้งแรกในรอบ 7 ปี
เมื่อวันที่ 30 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ วุฒิสภาสหรัฐฯปฏิเสธร่างกฎหมายงบประมาณของพรรคเดโมแครต-รีพับลิกัน ส่งผลให้เวลา 0:01 น. วันที่ 1 ตุลาคม รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ต้องปิดทำการเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางหลายแสนคนต้องหยุดงานแบบไม่รับค่าจ้างชั่วคราว หรือบางส่วนอาจถูกเลิกจ้างชั่วคราวและหลายบริการของรัฐบาลต้องหยุดชะงักไปด้วย
ในคืนวันที่ 30 กันยายน สำนักงานบริหารจัดการและงบประมาณ (OMB) ประจำทำเนียบขาวออกคำสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลปฏิบัติตามแผนหยุดทำงานอย่างเป็นระเบียบ แต่ก็ยังมีหน่วยงานที่ยังทำงานตามปกติ เช่น กองทัพ, FBI, กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ, หน่วยบังคับใช้กฎหมาย, FAA และ ไปรษณีย์สหรัฐฯ
ทั้งนี้วุฒิสภาฝ่ายรีพับลิกัน วางแผนที่จะลงคะแนนอีกครั้งในวันที่ 1 ตุลาคม เกี่ยวกับร่างงบประมาณชั่วคราว(Continuing Resolution หรือ CR) ของพรรครีพับลิกัน และข้อเสนอของพรรคเดโมแครต ซึ่งร่างงบประมาณชั่วคราวนี้เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลกลางยังดำเนินงานต่อไปได้ในช่วงที่ยังงบประมาณประจำปีใหม่ยังไม่ได้ข้อสรุป
การประชุมของวุฒิสภาครั้งนี้มีกำหนดให้ดำเนินไปจนถึงวันที่ 3 หรือ 4 ตุลาคม โดยวันที่ 2 ตุลาคมจะเป็นวันหยุด(ไม่มีการประชุม) ในขณะเดียวกันสภาผู้แทนราษฎรจะไม่ประชุมในสัปดาห์นี้ ทำให้การตัดสินใจหลักล้วนขึ้นอยู่กับวุฒิสภาเพียงฝ่ายเดียว
ผู้นำวุฒิสภาฝ่ายรีพับลิกันต้องการให้ วุฒิสมาชิกเดโมแครต 5 คน สนับสนุนร่างงบประมาณของรีพับลิกัน เพื่อให้ผ่านการอนุมัติ อย่างไรก็ตามฝ่ายรีพับลิกันก็ไม่ยอมปรับแก้ร่างกฎหมาย เพื่อแลกกับคะแนนเสียงเพิ่มเติม หมายความว่าหากไม่มีวุฒิสมาชิกเดโมแครตสนับสนุนมากพอ ร่างงบประมาณก็อาจไม่ผ่านและรัฐบาลกลางจะยังคงชัตดาวน์ต่อไป
เมื่อรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ต้องปิดทำการเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี เนื่องจากความขัดแย้งด้านงบประมาณระหว่างพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ผลกระทบต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐและครอบครัวที่มีรายได้น้อย
เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางประมาณ 800,000 คน ต้องหยุดงานชั่วคราวแบบไม่รับค่าจ้าง ซึ่งหมายถึงว่าพวกเขาจะยังคงได้รับสิทธิ์ประกันและสวัสดิการบางส่วน แต่จะไม่ได้รับเงินเดือนตามปกติ จึงส่งผลต่อการใช้จ่ายในครอบครัวโดยตรง ทำให้หลายครัวเรือนต้องปรับตัวและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง
นอกจากเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ผู้รับจ้างภายนอกและผู้ขายบริการของรัฐบาลก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะการชำระเงินและสัญญาต่าง ๆจะถูกเลื่อนออกไป การจ่ายเงินล่าช้าอาจทำให้ธุรกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาสัญญาของรัฐบาลต้องเผชิญความกดดันทางการเงินทันที
