เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ไต้หวันตรวจพบเชื้อในซากหมูจากฟาร์มแห่งหนึ่งในนครไถจง ด้วยโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever - ASF) เป็นครั้งแรกของประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำลายหมูที่เหลือในฟาร์ม 195 ตัว และในวันที่ 23 ต.ค. ได้ประกาศห้ามเคลื่อนย้ายหรือชำแหละสุกรทั่วเกาะเป็นเวลา 5 วัน เพื่อป้องกันการระบาด ซึ่งขณะนี้ทางการอยู่ระหว่างการแยกเชื้อไวรัสเพื่อยืนยันสายพันธุ์ ก่อนรายงานต่อองค์การโรคระบาดสัตว์โลก
ถึงแม้ว่าโรคนี้จะไม่ติดต่อสู่คนหรือสัตว์ชนิดอื่น แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดแล้วอัตราการตายของหมูคือเกือบ 100% ซึ่งอาจสร้างความเสียหายใหญ่ต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ของประเทศ หากควบคุมไม่ทัน
ทั้งนี้รัฐบาลไต้หวันย้ำเตือนประชาชนว่าห้ามนำเข้าเนื้อหมูหรือผลิตภัณฑ์จากหมูโดยไม่ได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงสุดถึง 1 ล้านเหรียญไต้หวัน พร้อมระบุว่าสาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการลักลอบนำเข้าเนื้อหมูติดเชื้อจากต่างประเทศ ซึ่งอาจปะปนในเศษอาหารที่ถูกนำไปเลี้ยงหมูในฟาร์ม
หลังมีรายงานการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่นครไถจงกระทรวงเกษตรของไต้หวันได้ออกคำสั่งห้ามชำแหละและเคลื่อนย้ายหมูทั่วประเทศเป็นเวลา 5 วัน เพื่อสกัดการแพร่เชื้อ และจากข้อมูลล่าสุดวันที่ 27 ตุลาคม ได้มีการประกาศขยายคำสั่งอีก 10 วัน นับตั้งแต่คำสั่งเดิมสิ้นสุด ซึ่งจะมีผลจนถึงวันที่ 6 พ.ย. 2025 ค่ะ ส่งผลให้ร้านขายหมูจำนวนมากในตลาดสดต่างๆ ไม่มีเนื้อสดขาย ต้องนำหมูแช่แข็งจากคลังออกมาจำหน่ายแทน และเมื่อขายหมดแล้วก็ต้องปิดร้านชั่วคราว ขณะเดียวกันก็มีประชาชนจำนวนไม่น้อยรีบออกไปจับจ่ายกักตุนเนื้อหมูไว้ใช้ในเทศกาลชงหยางหรือวันผู้สูงอายุที่ใกล้จะถึง เพราะกลัวว่าถึงเวลานั้นอาจไม่มีหมูใช้ในการไหว้ไหว้บรรพบุรุษ
ทั้งที่วันที่ 24 ต.ค. เป็นวันแรกของวันหยุดยาว แต่บรรยากาศในตลาดกลับเงียบสงัดและมืดครึ้ม เนื่องจากผลกระทบจากกรณีพบเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่นครไถจง ส่งผลให้มีคำสั่งห้ามเชือดและขายหมูทั่วประเทศ ส่งผลให้ขณะนี้ในตลาดมีผู้ค้าขายหมูประมาณสองในสามที่ต้องหยุดกิจการชั่วคราว
ผู้สื่อข่าวจานหว่านเสวียน และเจียงป๋อเหว่ย รายงานว่า"ตอนนี้ในตลาดเหลือเพียงหมูแช่แข็งเท่านั้น เพราะคำสั่งห้ามเชือดและขนส่งอาจขยายเวลาออกไปอีก ทำให้พ่อค้าไม่มีหมูสดขาย และจำเป็นต้องหยุดขายเอง" คุณชิว พ่อค้าขายหมูในตลาดหวนหนานกล่าวว่า "เมื่อวานราคาหมูขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ พวกเราจึงไม่ได้เชือดมากนัก มีเท่าไรก็ขายหมดในวันเดียว" คุณไช่แม่ค้าขายหมูในตลาดเดียวกันเสริมว่า"แต่ก่อนราคาหมูที่ซื้อเข้ามาอยู่ที่ 100–110 เหรียญ แต่เมื่อวันที่ 23 ราคาประมูลขึ้นไปถึง 125 เหรียญแล้ว"
แม้บางร้านจะยังเปิดขายอยู่ แต่ก็เหลือเพียงหมูแช่แข็งในสต็อก และราคาก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ราคาหมูอยู่ที่ประมาณ 115 เหรียญต่อกิโลกรัม แต่เมื่อวันที่ 22 ราคาขึ้นไปถึง 139 เหรียญต่อกิโลกรัม พ่อค้าในตลาดจึงต้องปรับราคาขายปลีกตาม โดย เนื้อสันคอจาก 150 เหรียญ ขึ้นเป็น 190 เหรียญ และ เนื้อสามชั้นจาก 170 เหรียญ ขึ้นเป็น 200 เหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 20%
จากการให้สัมภาษณ์ของประชาชนบางส่วนกล่าวว่า"ซื้อตุนไว้เยอะหน่อยสำหรับไหว้ด้วย เพราะร้านขายหมูหยุดขายตั้ง 5 วัน" ในขณะที่อีกคนบอกว่า"ถ้าไม่มีหมู ก็ใช้ไก่หรือปลาแทน" ได้ สำคัญคือความตั้งใจในการไหว้ต่างหาก เทศกาลฉงหยางจะมาถึงในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ ประชาชนเกรงว่าจะไม่มีหมูไว้ไหว้ ส่วนพ่อค้าก็เป็นกังวลว่าหลังจากขายหมดสต็อกแล้วอาจต้องหยุดกิจการชั่วคราว นอกจากตลาดหวนหนานแล้ว ตลาดอื่น ๆ อย่างเป่ยซื่อซีนิ่ง หลงเฉิง และปินเจียง ในไทเปก็มีหลายร้านที่เลือกหยุดขายเองเช่นกัน
ทั้งนี้นายเฉิน เจียตง ที่ปรึกษาสมาคมผู้ค้าตลาดหวนหนานกล่าวว่า โดยปกติร้านค้าจะเตรียมสต็อกเผื่อสำรองไว้ราว 3–5 วัน แต่พอมีข่าวการระบาดเมื่อวันที่ 23 ต.ค. ที่ผ่านมายอดสั่งซื้อของลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จากที่เคยมีสต็อกไว้ใช้ได้ 5 วัน ตอนนี้เหลือสต็อกเผื่อสำรองแค่พอใช้ได้วันเดียวเท่านั้น ถ้ารัฐบาลสั่ง ห้ามเชือด 5 วัน ก็ต้องหยุดเชือด 5 วัน ถ้ารัฐบาลขยายเป็น 15 วัน ก็ต้องรอ 15 วันถึงจะกลับมาทำได้
หากเนื้อหมูขาดตลาดจริงๆ ประชาชนก็ต้องเตรียมหาทางเลือกอื่นสำหรับของเซ่นไหว้ ขณะที่กระทรวงเศรษฐกิจเปิดเผยว่า บริษัทTaiwan Sugar (台糖公司) ยังมีหมูแช่แข็งในคลังกว่า 362 ตัน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการในประเทศอย่างน้อย 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน แต่สถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่ยังลุกลาม ทำให้พ่อค้าหมูหลายคนยังกังวลและไม่สามารถวางใจได้ในตอนนี้
ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำว่า หากราคาหมูพุ่งสูงจนกระทบต่อค่าใช้จ่าย ผู้บริโภคสามารถเลือก “อกไก่และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง” เป็นทางเลือกทดแทนได้ เพราะให้คุณค่าทางอาหารใกล้เคียงกับเนื้อหมูในราคาที่ประหยัดกว่า
เนื้อหมูถือเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ในเนื้อหมูไม่ติดมัน 100 กรัม จะให้โปรตีนมากกว่า 20 กรัม และแทบไม่มีคาร์โบไฮเดรตเลย ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า เนื้อหมูถือเป็นแหล่งของสารอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบีรวม โดยเฉพาะวิตามินบี 1 (ไทอะมีน) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาทและการเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงาน เพียงเนื้อหมู 100 กรัม ก็สามารถให้วิตามินบี 1 ได้ในปริมาณสูงใกล้เคียงกับที่ร่างกายผู้ใหญ่ต้องการต่อวันเลยทีเดียว นอกจากนี้เนื้อหมูยังมีวิตามินบี 6, บี 12, ไนอะซิน (บี 3) และไรโบฟลาวิน (บี 2) รวมถึง แร่ธาตุสำคัญหลายชนิด เช่น สังกะสี เหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และดีบุก ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือด เสริมภูมิคุ้มกัน และบำรุงกล้ามเนื้อให้แข็งแรง
ในด้านโภชนาการ เนื้อหมูมีข้อได้เปรียบเฉพาะตัว โดยเฉพาะในประเทศที่มีการบริโภคข้าวขาวเป็นอาหารหลัก เพราะอาหารประเภทนี้มักมีปริมาณ วิตามินบี 1 (ไทอะมีน)ต่ำ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารชนิดนี้ได้ง่าย เนื้อหมูจึงถือเป็นแหล่งสำคัญของวิตามินบี 1 และมีปริมาณมากกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ๆ เช่น เนื้อวัว เนื้อแกะ หรือเนื้อไก่ จึงช่วยชดเชยการขาดวิตามินบี 1 ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ยังเป็นโปรตีนคุณภาพสูงที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดีกว่าโปรตีนจากพืช และโดยทั่วไปเนื้อสัตว์ยังมีแร่ธาตุที่ครบถ้วนกว่า เช่น เหล็ก สังกะสี และฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเลือด เสริมภูมิคุ้มกัน และบำรุงกล้ามเนื้อให้แข็งแรง
สำหรับกรณีราคาหมูที่อาจพุ่งสูง นักโภชนาการก็ได้ออกแนะนำอาหารทดแทนเพื่อเป็นตัวเลือก:
อกไก่หรือเนื้อสันในไก่: ถือเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี ไขมันต่ำ ถึงแม้ว่าปริมาณบี 1 จะน้อยกว่าเนื้อหมูไปบ้าง แต่ก็ให้โปรตีนหลักในมื้ออาหารได้ดี
ปลาทะเล เช่น แซลมอน แมกเคอเรล และทูน่า: อุดมด้วยโปรตีนคุณภาพสูง มีไขมันโอเมกา-3 วิตามินบี 12 และแร่ธาตุอย่างสังกะสีและซีลีเนียม หากรับประทานร่วมกับถั่วหรือธัญพืชก็จะช่วยเติมเต็มวิตามินบีรวมและแร่ธาตุได้ค่ะ
ผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแระ และเต้าหู้: ถึงแม้ว่าวิตามินบี 1 จะน้อยกว่าในเนื้อหมู แต่ก็ให้โปรตีน เหล็ก และแมกนีเซียมสูง หากเลือกผลิตภัณฑ์ถั่วที่ผ่านการหมักหรือกินร่วมกับธัญพืชและผักก็จะช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการได้ดีทีเดียว
เนื้อวัวหรือเนื้อแกะส่วนที่ไม่ติดมัน: ถือเป็นแหล่งโปรตีน เหล็ก และสังกะสีที่ดี แต่ควรระวังในเรื่องไขมันและราคา
เมื่อวิเคราะห์ด้านต้นทุนพบว่า เต้าหู้ไข่มีราคาประมาณ 20–50 เหรียญต่อชิ้น ถือเป็นแหล่งโปรตีนราคาถูก ส่วน อกไก่แช่แข็งขนาดใหญ่ ราคาประมาณ 200–300 เหรียญต่อกิโลกรัม ถือว่ามีความคุ้มค่าสูงสุด ในขณะที่ปลา เช่น แมกเคอเรลหรือฉลาม แม้จะมีคุณค่าทางอาหารสูงแต่ต้นทุนก็อาจจะมากกว่า
สรุปแล้ว ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากราคาเนื้อหมูยังคงสูงอยู่ ควรจัดการบริโภคแบบนี้:
รับประทาน อกไก่ที่ถือเป็นแหล่งโปรตีนหลัก 2–3 มื้อ/สัปดาห์
รับประทาน ผลิตภัณฑ์จากถั่ว 1–2 มื้อ/สัปดาห์
หากมีงบประมาณเพียงพอ ควรเพิ่ม อาหารทะเล 1 มื้อ/สัปดาห์ เพื่อเสริมสารอาหาร และควรรับประทานร่วมกับ ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต รวมถึงผักและถั่วเปลือกแข็ง เพื่อเพิ่มวิตามินบีรวม แร่ธาตุสังกะสี และเหล็กให้เพียงพอ เพื่อให้ได้อาหารที่ครบถ้วนและสมดุลที่สุดในช่วงที่ราคาเนื้อหมูพุ่งสูง

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติได้ผ่านร่างงบประมาณพิเศษเรียบร้อย และวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา สำนักงานประธานาธิบดีก็ได้ประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นทางคณะรัฐมนตรีก็ได้ออกมาแถลงรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์รับเงิน, วิธีการลงทะเบียนและช่องทางรับเงิน และ กำหนดเวลาการจ่ายเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้คือข้อมูลสำคัญที่ประชาชนควรรู้ก่อนลงทะเบียน เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดด้วยกันค่ะ
สำหรับผู้มีสิทธิ์รับเงิน 10,000 เหรียญมีใครบ้าง
พลเมืองไต้หวัน: ที่มีสัญชาติและทะเบียนบ้านในประเทศ รวมถึงเด็กแรกเกิด ที่เกิดภายในวันที่ 30 เมษายน 2026 ด้วย
ชาวต่างชาติ: ที่ได้รับอนุญาตพำนักถาวร (永久居留許可)
ผู้พำนักที่ได้รับอนุญาต: เช่น พลเมืองไต้หวันที่ไม่มีทะเบียนบ้านแต่มีใบอนุญาตพำนัก (居留許可)
คู่สมรสของพลเมืองไต้หวัน: ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง มาเก๊า หรือชาวต่างชาติ ที่มีใบอนุญาตพำนักในไต้หวัน
เจ้าหน้าที่รัฐที่ไปปฏิบัติงานต่างประเทศและครอบครัว: ที่มีสัญชาติไต้หวัน
**หากผู้มีสิทธิ์รับเงินเสียชีวิตหลังวันที่ 23 ตุลาคม 2025 สิทธิ์จะไม่ถูกยกเลิก ทายาทสามารถนำหลักฐานไปขอรับเงินแทนได้
ประชาชนสามารถเลือกขอรับเงินได้ 5 วิธีดังนี้:
วิธีนี้ถือว่าสะดวกที่สุดและได้เงินเร็วที่สุดค่ะ
สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ https://10000.gov.tw/ ได้ตั้งแต่ 8 โมงเช้าเป็นต้นไป
ข้อมูลที่ต้องใช้: หมายเลขบัตรสุขภาพ(健保卡) บัตรประชาชน หรือบัตรARC (ใบกาม่า) และหมายเลขบัญชีธนาคารของตัวเอง
ช่วงเวลารับเงิน: เงินจะเริ่มโอนเข้าบัญชีตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน เป็นต้นไป
ทั้งนี้เพื่อป้องกันระบบล่ม ในช่วงวันที่ 5–9 พฤศจิกายน รัฐบาลจะใช้วิธี “ลงทะเบียนแบบแบ่งกลุ่มตามเลขท้ายบัตร” ก่อนนะคะ:
วันที่ 5: เลขท้ายบัตร 0–1
วันที่ 6: เลขท้ายบัตร 2–3
วันที่ 7: เลขท้ายบัตร 4–5
วันที่ 8: เลขท้ายบัตร 6–7
วันที่ 9: เลขท้ายบัตร 8–9
ตั้งแต่ 10 พฤศจิกายน เป็นต้นไป ทุกคนสามารถลงทะเบียนได้โดยไม่จำกัดเลขท้าย
*สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี: ผู้ปกครองสามารถลงทะเบียนแทนได้ โดยใช้ข้อมูลของผู้ปกครองและกรอกหมายเลขบัตรสุขภาพของเด็ก
ผู้ที่ไม่สะดวกทำออนไลน์ สามารถไปกดเงินสดได้จาก ตู้ ATM ของ 16 ธนาคาร ทั่วประเทศ (เช่น Bank of Taiwan, Taishin Bank, E.SUN Bank และChunghwa Post)
วิธีสังเกตง่ายๆ: ตู้ที่ร่วมรายการจะมีสัญลักษณ์ "普發現金"ผู่ฟาเซี่ยนจินติดอยู่
วิธีการรับเงิน: เสียบบัตร ATM แล้วกรอกหมายเลขบัตรประชาชนและบัตรสุขภาพ ก็สามารถรับเงินสด 10,000 เหรียญได้ทันที
สามารถนำบัตรสุขภาพ หรือบัตรประชาชน ไปขอรับเงินสดได้ที่เคาน์เตอร์ไปรษณีย์ใกล้บ้าน
หากมอบอำนาจให้ผู้อื่นรับแทน ต้องนำบัตรของเจ้าของสิทธิ์และเอกสารยืนยันตัวตนของผู้รับแทนไปยื่นด้วย
กลุ่มที่อยู่ในระบบสวัสดิการของรัฐอยู่แล้ว เช่น ผู้รับบำนาญ ผู้ได้รับเงินอุดหนุนผู้พิการ หรือเกษตรกรผู้รับเบี้ยยังชีพ ไม่ต้องลงทะเบียนใดๆ รัฐบาลจะโอนเข้าบัญชีเดิมให้โดยอัตโนมัติตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน เป็นต้นไป
สำหรับพื้นที่ห่างไกลบางแห่ง รัฐบาลจะประสานให้สถานีตำรวจท้องที่ดำเนินการมอบเงินสดให้ประชาชนในพื้นที่โดยตรง
สรุปกำหนดการสำคัญ
5 พ.ย.: เปิดลงทะเบียนออนไลน์ (แบบแบ่งเลขท้าย)
10 พ.ย.: เปิดลงทะเบียนเต็มรูปแบบ ไม่จำกัดเลขท้าย
12 พ.ย.: เริ่มโอนเงินรอบแรก (สำหรับลงทะเบียนออนไลน์, กลุ่มได้รับเงินอัตโนมัติ และพื้นที่ห่างไกล)
17 พ.ย.: เปิดรับเงินผ่าน ATM
24 พ.ย.: เปิดรับเงินที่ไปรษณีย์
30 เม.ย. 2026: วันสุดท้ายของการรับเงิน
ขณะนี้มีกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อรัฐบาลส่งข้อความปลอม รัฐบาลได้ออกมาย้ำเตือนว่า:
เว็บไซต์ทางการของการแจกเงินสด1000 เหรียญ จะต้องลงท้ายด้วย".gov.tw"เท่านั้น
หากเจอเว็บไซต์ที่ลงท้ายด้วย “.com” หรือมีตัวเลข สัญลักษณ์อื่น ๆ แทรก เช่น “gov1.tw” ให้ถือว่าเป็น เว็บไซต์ปลอมทันที!
รัฐบาล จะไม่ส่งข้อความ SMS หรืออีเมลให้กดลิงก์เพื่อลงทะเบียน และ จะไม่โทรศัพท์มาขอข้อมูลส่วนตัวหรือเลขบัญชีธนาคารเด็ดขาด!
![]()