คุณรู้ไหมว่าไต้หวันก็ปลูกเกาลัดได้ด้วย? “สวนเกาลัดตระกูลหลิน” ที่ตำบลจงผู่ เมืองเจียอี้ คือแหล่งปลูกเกาลัดละติจูดต่ำที่สุดในโลก สืบทอดกันมาถึงรุ่นที่สามตั้งแต่สมัยญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน เกาลัดที่นี่มีเนื้อละเอียด นุ่มแน่น หอมหวานกลมกล่อมจนชนะเกาลัดนำเข้า ซึ่งในไต้หวัน วัตถุดิบเกาลัดที่ใช้ในอุตสาหกรรมขนมหวานส่วนใหญ่มักมาจากต่างประเทศ เพราะต้นทุนต่ำกว่า แต่ร้านที่พิถีพิถันยังคงเลือกใช้ “เกาลัดไต้หวันแท้” ที่มีสีสวย เนื้อนุ่ม กลิ่นหอม และรสหวานธรรมชาติไม่เหมือนใคร

เปลือกหนามเกาลัดแยกเป็นสี่แฉก แสดงว่าเกาลัดสุก พร้อมเก็บเกี่ยวได้แล้ว(photo:agriharvest)
หลินจื้อเสียน (林志賢) ทายาทรุ่นที่สามแห่งสวนเกาลัดตระกูลหลิน ร่วมกับบิดา หลินเต๋อยวน (林德淵) ดูแลสวนด้วยความรักและผูกพันต่อผืนดิน สวนแห่งนี้มีจุดเริ่มต้นจากทวด “หลินฉางเฉิง” (林長成) ผู้บุกเบิกการปลูกเกาลัดในพื้นที่หยุนสุ่ย โดยนำเมล็ดพันธุ์จากเทือกเขาอาลีซานมาปลูกตั้งแต่สมัยญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาและแบ่งปันพันธุ์ให้ชาวบ้าน จนกลายเป็น “เกาลัดสีทองแห่งจงผู่” อันเลื่องชื่อในวันนี้ แม้ต้องเผชิญพายุที่สร้างความเสียหายต่อผลผลิตอยู่บ่อยครั้ง แต่ครอบครัวหลินก็ยังคงยืนหยัดดูแลสวนด้วยหัวใจแห่งศรัทธา จน “เกาลัดสีทองแห่งจงผู่” กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิของไต้หวัน
เกาลัดไม่เพียงเหมาะกับของหวานอย่าง “ซุปเกาลัดใส่นม” แต่ยังปรุงเป็นอาหารคาวได้หลากหลาย เช่น “ข้าวเกาลัด” หรือ “หมูตุ๋นเกาลัด” สำหรับหลินจื้อเสียน ทายาทรุ่นที่สามของสวนเกาลัดตระกูลหลิน การทำสวนคือการสานต่อคำสัญญาของบรรพบุรุษให้เกาลัดยังคงเบ่งบานบนผืนดินนี้ และหลังจากที่เขาเรียนด้านอาหาร เขาก็มุ่งพัฒนา “ผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทานจากเกาลัด” เพื่อยืดอายุผลผลิตท้องถิ่น แม้ยังถ่ายทอดกลิ่นและรสเฉพาะตัวได้ไม่หมด แต่เขายังคงมุ่งมั่นให้ “เกาลัดไต้หวัน” กลายเป็นรสชาติที่โลกจดจำ

ผลเกาลัดที่มีหนามแหลม (ซ้าย) และดอกเกาลัดยาวเป็นพู่ (ขวา)
ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวเกาลัดราวสองเดือนครึ่ง สวนเกาลัดตระกูลหลินผลิตได้กว่า 5,000 ชั่ง (ราว 3 ตัน) ทุกขั้นตอนตั้งแต่เก็บ แกะ คัด บรรจุ จนถึงจัดส่งล้วนใช้แรงคนล้วน ๆ ทำให้ต้องจ้างแรงงานเพิ่มอีก 3–4 คน และเดิมทีการขายต้องโทรหาลูกค้าประจำทีละราย ก่อนจะปรับเป็นการขายตรงให้สหกรณ์ เพื่อให้คุณหลินเต๋อยวนมีเวลามุ่งผลิตมากขึ้น ภายหลังเมื่อหลินจื้อเสียนเข้ามาช่วย เขาได้ปรับระบบสั่งซื้อเป็นแบบออนไลน์ ทำให้ลูกค้าสะดวกและเข้าถึงง่ายขึ้น อีกทั้งสวนยังเคยได้รับเกียรติจากนายกเทศมนตรีเมืองคาซามะ ประเทศญี่ปุ่น เดินทางมาเยี่ยมชมด้วยตนเอง
สวนเกาลัดตระกูลหลินเพาะพันธุ์กล้าไม้เองด้วยวิธี “เพาะเมล็ดลงดินโดยตรง” เพื่อให้รากเติบโตได้เต็มที่ ต่างจากการเพาะในกระถางที่รากจำกัดพื้นที่ เมื่อกล้าอายุราวหนึ่งปีจึง “เสียบยอด” กิ่งพันธุ์ดีลงบนต้นกล้าแข็งแรง และล้างดินที่รากออกก่อนปลูกเพื่อให้รากแผ่กระจายได้ดี ต้นที่เพาะแบบนี้จะออกดอกภายในปีเดียว แต่สองปีแรกต้องเด็ดยอดดอกออกเพื่อบำรุงต้นให้แข็งแรงก่อนให้ผล แม้สามารถขยายพันธุ์ด้วยการปักชำได้ แต่คุณหลินเต๋อยวนไม่เลือกใช้ เพราะรากจะตื้นและอ่อนแอ ทำให้คุณภาพผลลดลง ต้นเกาลัดสามารถสูงได้ถึง 20 เมตรหากไม่ตัดแต่ง เกษตรกรจึงต้องจัดทรงต้นให้โปร่ง เตี้ย และรับแสงทั่วถึง เพื่อสะดวกต่อการดูแลและเก็บเกี่ยว
หลังฤดูเก็บเกี่ยวปลายตุลาคม ต้นจะผลัดใบพักตัว ก่อนแตกยอดใหม่ในกุมภาพันธ์ ออกดอกช่วงมีนาคม–เมษายน และให้ผลพร้อมเก็บเกี่ยวในเดือนสิงหาคม โดยต้องใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช และพ่นยาป้องกันศัตรูพืชเป็นระยะ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีที่สุด

กิ่งใบในสวนเกาลัดถูกแสงแดดสาดส่อง ราวภาพย่อของสามรุ่นครอบครัวหลิน