1. ไต้หวันอนุญาตจ้างแรงงานกึ่งฝีมือได้ทุกคน ไม่จำกัด 25% ไฟเขียวจ้างแรงงานต่างชาติในธุรกิจโรงแรม แต่ต้องขึ้นเงินเดือนพนักงานท้องถิ่นก่อนจ้าง เริ่มมีผลต้นปีหน้า
สภาบริหารไต้หวันได้มีมติเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา เห็นชอบ “แผนยกระดับกำลังแรงงานต่างชาติ” ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญในการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเปิดทางให้ภาคการท่องเที่ยวและโรงแรมสามารถจ้างแรงงานต่างชาติกึ่งฝีมือได้เป็นครั้งแรก ค่าจ้างเริ่มต้นที่ 32,000 เหรียญ แต่ต้องแลกมากับการปรับขึ้นค่าจ้างให้แรงงานไต้หวันก่อน ขณะเดียวกันอนุญาตให้นายจ้างว่าจ้างแรงงานต่างชาติของตนเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้เต็ม 100% จากเดิมที่จำกัดไม่เกิน 25% หรือ 10 คน ยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้เพียง 4 คน

ปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานท้องถิ่น 2,000 เหรียญไต้หวันต่อการว่าจ้างเพิ่มแรงงานต่างชาติหนึ่งคน
หงเซินฮั่น (洪申翰) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานระบุว่า มาตรการใหม่นี้ กำหนดให้ธุรกิจโรงแรมหรือที่พักต้องขึ้นเงินเดือนให้พนักงานชาวไต้หวันอย่างน้อย 2,000 เหรียญไต้หวันหนึ่งคนก่อน จึงจะสามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้หนึ่งคน โดยจำนวนแรงงานต่างชาติที่อนุญาตให้จ้างได้สูงสุดไม่เกิน 10% ของจำนวนพนักงานท้องถิ่นที่อยู่ในระบบประกันภัยแรงงาน และเมื่ออายุสัญญา 3 ปีและต้องการต่อสัญญากับจ้างแรงงานต่างชาติในกลุ่มนี้ ผู้ประกอบการต้องปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงานชาวไต้หวันอีกหนึ่งคนเป็นรอบใหม่เช่นเดียวกัน

รมว. กระทรวงแรงงานผู้นี้กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาค่าจ้างต่ำในภาคบริการเป็นสาเหตุที่ทำให้การนำเข้าแรงงานต่างชาติในกลุ่มนี้กลายเป็นประเด็นอ่อนไหว เนื่องจากเกรงว่าจะยิ่งกดค่าจ้างแรงงานภายในประเทศ ดังนั้น รัฐบาลจึงเลือกเปิดรับเฉพาะแรงงานกึ่งฝีมือ เพื่อยกระดับคุณภาพแรงงานและลดผลกระทบต่อค่าจ้างในประเทศ พร้อมย้ำว่า การจ้างแรงงานในภาคโรงแรมจะทำได้เฉพาะในกรณีนี้เท่านั้น เมื่อถูกถามถึงเหตุผลของตัวเลขเพิ่มค่าจ้าง 2,000 เหรียญไต้หวัน รัฐมนตรีชี้แจงว่า ตัวเลขดังกล่าวผ่านการพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งด้านภาระต้นทุนของภาคธุรกิจและความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง เขากล่าวว่า ไม่ได้หมายความว่าสามปีจะขึ้นแค่ 2,000 เหรียญ แต่หลังครบสามปี หากต้องการต่อสัญญาแรงงานต่างชาติ ก็ต้องมีการขึ้นเงินเดือนเพิ่มเติมอีกครั้ง

ด้านนายซูอี้กั๋ว ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานกล่าวเสริมว่า เมื่อผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและที่พักยื่นขอจ้างแรงงานต่างชาติครั้งแรก เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบก่อนว่าได้มีการปรับขึ้นค่าจ้างให้พนักงานท้องถิ่นจริงหรือไม่ และในแต่ละปีจะมีการตรวจสอบซ้ำผ่านข้อมูลเงินเดือนในระบบประกันแรงงาน หากพบว่าไม่ปฏิบัติตาม จะถูกเพิกถอนสิทธิ์ในการจ้างแรงงานต่างชาติทันที
2. กลุ่ม NGO วิจารณ์ “โครงการแรงงานกึ่งฝีมือ” เป็นเพียงภาพฝันสวยหรู ที่ถูกควรยกเลิกข้อจำกัดอายุงาน 12 ปีของแรงงานต่างชาติ
เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา องค์กรแรงงานต่างชาติหลายกลุ่มรวมตัวประท้วงหน้ากระทรวงแรงงานในกรุงไทเป เพื่อต่อต้าน “แผนการยกระดับแรงงานต่างชาติให้เป็นแรงงานกึ่งฝีมือ” ซึ่งกระทรวงแรงงานเริ่มผลักดันตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2565โดยมีเป้าหมายดึงดูดแรงงานต่างชาติที่ทำงานต่อเนื่องเกิน 6 ปี ให้คงอยู่ทำงานในไต้หวันต่อไป โดยนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างที่แพงขึ้นอย่างไรก็ตาม หลังนโยบายดังกล่าวดำเนินมากว่า 3 ปีครึ่ง กลับมีแรงงานต่างชาติที่ได้รับการเลื่อนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือเพียง 4.5% ของแรงงานต่างชาติทั้งหมด กลุ่ม NGO ชี้ว่า สิทธิในการยกระดับสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ถูกผูกขาดไว้ในมือของนายจ้าง และแรงงานยังต้องแบกรับค่าซื้อตำแหน่งงานจากบริษัทจัดหางานในอัตราสูง หรือให้เดินทางกลับประเทศไปทำเรื่องมาใหม่ เพื่อให้บริษัทจัดหางานเก็บค่าหัวคิวรอบใหม่ ส่งผลให้ประโยชน์ตกอยู่ที่นายจ้างและบริษัทจัดหางานมากกว่าตัวแรงงานเอง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการยกเลิกข้อห้ามทำงานไต้หวันเกิน 12/14 ปีของแรงงานต่างชาติ และยุติการใช้แรงงานกึ่งฝีมือมาหลอกล่อ

เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวัน (MENT) ซึ่งเป็นแนวร่วมกลุ่ม NGO ในไต้หวันแถลงว่า รัฐบาลอ้างภาวะขาดแคลนแรงงานและวิกฤตเกิดเด็กน้อยลง เพื่อแข่งขันดึงดูดแรงงานกึ่งฝีมือแบบเดียวกับโครงการของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แต่แท้จริงแล้ว นโยบายแรงงานกึ่งฝีมือ ให้อำนาจตัดสินใจทั้งหมดอยู่ในมือนายจ้าง ทำให้แรงงานไม่สามารถเจรจาต่อรองค่าจ้างอย่างเป็นธรรม ยังคงขาดเสรีภาพในการเปลี่ยนนายจ้าง และต้องเผชิญภาระงานหนักรวมถึงต้องจ่ายค่าซื้อตำแหน่งงานแก่บริษัทจัดหางาน MENT วิจารณ์ว่า นโยบายดังกล่าวเป็น “การหลอกลวงในนามการยกระดับสถานะแรงงาน” ที่บิดเบือนปัญหาเชิงโครงสร้างของแรงงานต่างชาติ ซึ่งต้องทำงานในสภาพค่าจ้างต่ำและระบบจำกัดสิทธิที่ฝังรากลึก

หวงจือหัว เลขาธิการสหภาพแรงงานผู้อนุบาลในครัวเรือนเถาหยวนระบุว่า ตามเกณฑ์ของกระทรวงแรงงาน แรงงานอุตสาหกรรมต้องมีค่าจ้างพื้นฐานอย่างน้อย 33,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน ผู้อนุบาลในองค์กรต้องได้ไม่ต่ำกว่า 29,000 เหรียญ และผู้อนุบาลในครัวเรือนต้องได้อย่างน้อย 24,000 เหรียญไต้หวัน นโยบายใหม่นี้เปิดโอกาสให้แรงงานกึ่งฝีมือทำงานในไต้หวันได้โดยไม่จำกัดอายุงาน 12 ปี หากมีนายจ้างว่าจ้างต่อเนื่อง แต่จากข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ณ เดือนกันยายน 2568 กระทรวงแรงงานอนุมัติแรงงานกึ่งฝีมือไปแล้วเพียง 42,752 คน จากแรงงานต่างชาติทั้งหมด 858,939 คน หรือคิดเป็นเพียง 4.7% หลังดำเนินนโยบายนี้มากว่า 3 ปีครึ่ง

เลขาธิการสหภาพแรงงานผู้อนุบาลในครัวเรือนเถาหยวนผู้นี้กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่สิทธิยกระดับระดับแรงงานกึ่งฝีมืออยู่ในมือนายจ้าง ทำให้นายจ้างเลือกแรงงานที่เชื่อฟัง อดทน และไม่เรียกร้องสิทธิ แทนที่จะใช้เกณฑ์ประสบการณ์หรือความสามารถที่แท้จริง ขณะที่แรงงานกึ่งฝีมือในตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือนมีค่าจ้างเพียง 24,000 เหรียญ ซึ่งต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ และตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นเป็น 29,500 เหรียญ ค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือตำแหน่งงานดูแลผู้ป่วยในองค์กรจะต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำเช่นกัน นอกจากนี้ “แรงงานต่างชาติที่หวังจะได้สิทธิพำนักถาวร หรือบัตร APRC ต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่าสองเท่าของค่าจ้างขั้นต่ำ หรือราว 59,000 เหรียญต่อเดือน ซึ่งเป็นระดับที่แม้แต่แรงงานไต้หวันจำนวนมากยังไปไม่ถึง

กลุ่ม MENT ย้ำว่านโยบายแรงงานกึ่งฝีมือ เอื้อประโยชน์ต่อนายจ้างและสร้างความแตกแยกในหมู่แรงงาน โดยปัญหาที่แท้จริงของแรงงานต่างชาติไม่ใช่ขาดแรงงานที่มีทักษะฝีมือ แต่เป็นค่าจ้างต่ำและระบบไม่เท่าเทียม ส่วนอุปสรรคต่อการทำงานระยะยาวอยู่ที่ข้อจำกัดอายุงาน 12/14 ปี ซึ่งควรยกเลิกข้อบังคับนี้ เพื่อให้แรงงานต่างชาติได้รับสิทธิเสรีภาพด้านแรงงานอย่างแท้จริง
ด้านกระทรวงแรงงานโต้ว่า หากแรงงานถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าซื้อตำแหน่งงานเกินจริง สามารถโทรร้องเรียนสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ซึ่งหากตรวจสอบเป็นจริง นอกจากปรับ 20 เท่าของมูลค่าที่เก็บแล้ว ยังจะถูกลงโทษถึงขั้นสั่งพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตบริษัทจัดหางานด้วย ทั้งนี้ 8 เดือนแรกของปี 2568 ได้ลงโทษแล้ว 8 บริษัท และสั่งพักกิจการ 6 บริษัท

นายหวงเว่ยเฉิง จากสำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติเปิดเผยว่า ตั้งแต่เริ่มนโยบายเมื่อเดือนเมษายน 2565 ถึงกันยายน 2568 มีแรงงานต่างชาติที่ได้รับการยกระดับสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้วกว่า 57,000 คน เฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละราว 16,000 คน และหากนายจ้างจ่ายค่าจ้างต่ำกว่ามาตรฐาน แรงงานสามารถร้องเรียนต่อกระทรวงแรงงานได้โดยตรง เขากล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานมีการตรวจสอบรายได้ระหว่างการต่อสัญญาจ้าง หากพบการละเมิดจะสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างตามกฎหมายและจำกัดสิทธิการยื่นขอจ้างแรงงานในอนาคต ส่วนกรณีบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าซื้อตำแหน่งงานเกินจริงจะมีโทษถึงขั้นปิดกิจการ
กระทรวงแรงงานยอมรับว่านโยบายแรงงานกึ่งฝีมือยังมีจุดที่ต้องปรับปรุง แต่ยืนยันว่าจะเดินหน้าปรับแก้กฎระเบียบ เพิ่มการตรวจสอบในโรงงาน และพัฒนากลไกรับเรื่องร้องเรียน เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายนี้สามารถยกระดับสภาพการทำงานของแรงงานต่างชาติได้จริง และสร้างระบบแรงงานที่เป็นธรรมและยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต
3. หนุ่มอินโดฯ ลักลอบค้ายาโดนจับพร้อมของกลาง สาบานต่อคัมภีร์อัลกุรอานปฏิเสธข้อหา อ้างหากจริงให้ภรรยาและบิดามารดารับโทษแทนตน
ช่วงนี้มีแรงงานต่างชาติที่หลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายถูกจับข้อหายาเสพติดหลายราย สร้างความสนใจและความกังวลในสังคมไต้หวันอย่างกว้างขวาง สะท้อนถึงปัญหาแรงงานต่างชาติที่หลบหนีจากนายจ้างและหันไปกระทำความผิดในลักษณะร้ายแรงมากขึ้น

กรณีแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม เวลาประมาณ 08.00 น. ตำรวจสถานีหุยหลง เขตกุยซาน นครเถาหยวน พบรถจักรยานยนต์ที่มีผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายมีท่าทีพิรุธจึงขับรถไล่ตามไปเพื่อตรวจสอบ แต่ผู้ซ้อนท้ายเป็นชายชาวเวียดนามอายุ 33 ปี กระโดดลงจากรถและวิ่งหนีอย่างตื่นตระหนกโดยยังสวมหมวกกันน็อกอยู่ ตำรวจได้ไล่ติดตามในพื้นที่และสามารถจับกุมตัวได้หลังจากชายคนดังกล่าวสะดุดล้มเองระหว่างหลบหนี
เจ้าหน้าที่เปิดเผยภายหลังว่า ชายชาวเวียดนามรายนี้เป็นแรงงานต่างชาติที่หลบหนีออกจากนายจ้างมาระยะหนึ่ง และยังเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีฉ้อโกงอีกด้วย ระหว่างจับกุม เขามีอาการขัดขืน ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ก่อนถูกนำตัวส่งสำนักงานอัยการและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

อีกเหตุการณ์เกิดขึ้นที่เขตเหรินเต๋อ นครไถหนาน หลังตำรวจได้รับเบาะแสว่ามีแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายลักลอบค้ายาเสพติดในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าตรวจค้นห้องเช่าแห่งหนึ่ง และพบชายชาวอินโดนีเซียอายุ 45 ปี มีพฤติกรรมต้องสงสัย เจ้าหน้าที่ เปิดเผยว่า ระหว่างการตรวจค้น ผู้ต้องสงสัยพยายามปฏิเสธตลอดเวลาและไม่ยอมเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง แต่จากการตรวจสอบภายในห้อง เจ้าหน้าที่พบถุงบรรจุยาไอซ์ (เมทแอมเฟตามีน) หลายถุงซ่อนอยู่ในกระป๋องชา รวมถึงกัญชาจำนวน 7 ห่อใหญ่
แม้จะพบหลักฐานชัดเจน แต่ชายชาวอินโดนีเซียรายนี้ยังคงปฏิเสธ โดยถึงขั้นนำภาพคัมภีร์อัลกุรอานมากล่าวสาบานเป็นภาษาอินโดนีเซียและภาษาจีนว่า หากยาเสพติดเป็นของเขา ขอให้ภรรยาและบิดามารดาของตนได้รับโทษแทน อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้อาศัยล่ามชาวอินโดนีเซียที่ขึ้นทะเบียนกับรัฐบาลช่วยแปลในการสอบสวน ทำให้สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นและได้คำให้การที่ชัดเจนมากขึ้น

จากการขยายผล เจ้าหน้าที่พบว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้ยังเช่ากระท่อมในเขตอาเหลียน นครเกาสง เพื่อใช้ซุกซ่อนยาเสพติดเพิ่มเติม เบื้องต้นตำรวจเชื่อว่า เขาใช้การเดินทางเข้ามาทำงานบังหน้า แต่ประกอบอาชีพลักลอบค้ายาเป็นรายได้หลัก ท้ายที่สุด แรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมายรายนี้ ถูกจับกุมพร้อมของกลาง และถูกส่งดำเนินคดีตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
นี่เป็นเพียงสองตัวอย่างที่นำมาเล่าให้ฟัง ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นปัญหาหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายของแรงงานต่างชาติในไต้หวันที่นับวันรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นถึงแนวโน้มการเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมร้ายแรงที่เพิ่มมากขึ้น ทางการจึงเรียกร้องให้ทุกคนร่วมด้วยช่วยกันและร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นแรงงานต่างชาติที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อช่วยป้องกันและลดปัญหาอาชญากรรมในสังคมไต้หวันต่อไป
4. แรงงานเวียดนามหลบหนีในสนามบินขณะถูกส่งกลับ กองแรงงานสั่งปรับ 6 หมื่น บจง. ไม่ยอมจ่าย ศาลตัดสินให้กองแรงงานแพ้คดี
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่นครไทจง เมื่อแรงงานเวียดนามรายหนึ่งถูกนายจ้างเลิกจ้างด้วยเหตุผลสอนงานเท่าไหร่ก็ไม่เป็น บริษัทจัดหางานจึงส่งกลับประเทศ แต่หลบหนีสำเร็จภายในสนามบิน โดยอาศัยจังหวะก่อนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองในสนามบินหันหลังวิ่งหลบหนีไปต่อหน้าล่ามของบริษัทจัดหางานที่ดูแลการส่งตัวกลับ ส่งผลให้บริษัทจัดหางานดังกล่าวถูกกองแรงงานจางฮั่ว ลงโทษปรับเป็นเงิน 60,000 เหรียญไต้หวัน บริษัทจัดหางานเห็นว่าตนทำตามหน้าที่แล้ว คัดค้านการลงโทษดังกล่าวและฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ศาลได้ตัดสินให้บริษัทจัดหางานชนะคดี เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่ากระทำผิดหรือประมาทเลินเล่อ

แรงงานต่างชาติรายนี้ถูกส่งกลับประเทศหลังจากนายจ้างยกเลิกสัญญาด้วยเหตุผล เรียนรู้งานช้ากว่าปกติและสอนทำงานเท่าไหร่ก็ไม่เป็น ครั้นจะให้ย้ายงานก็ไม่มีนายจ้างรายไหนเอา บริษัทจัดหางานจึงดำเนินการส่งตัวกลับประเทศ โดยมอบหมายให้ล่ามและพนักงานบริษัทสองคนเป็นผู้พาแรงงานเวียดนามดังกล่าวไปส่งถึงสนามบิน ทั้งสองได้ประสานกับเจ้าหน้าที่สายการบินล่วงหน้า พร้อมแจ้งให้ทำเครื่องหมายกำกับว่าแรงงานเวียดนามรายนี้ ห้ามออกนอกเขตพื้นที่ควบคุมอีก และช่วยดำเนินขั้นตอนต่าง ๆ จนถึงทางเข้าพื้นที่ควบคุม แต่ในขณะนั้นแรงงานกลับหันหลังวิ่งหนีออกจากสนามบินอย่างกะทันหัน พนักงานทั้งสองรีบวิ่งตามแต่ไม่ทัน แรงงาน;เวียดนามรายดังกล่าวพยายามขึ้นรถแท็กซี่เพื่อหลบหนี แต่คนขับแท็กซี่ปฏิเสธรับส่งหลังจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตะโกนบอกว่าเป็นแรงงานต่างชาติหลบหนี จากนั้นแรงงานได้กระโดดลงจากรถและวิ่งหนีต่อไปในทุ่งนา ก่อนหายตัวไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย

จากเหตุการณ์นี้ กองแรงงานจางฮั่วอาศัยอำนาจในกฎหมายการจ้างงาน ระบุว่าบริษัทจัดหางานดังกล่าวได้มีแรงงานต่างชาติหลบหนีถึง 3 คน จากจำนวนแรงงานต่างชาติทั้งหมด 56 คนที่บริษัทนำเข้ามาทำงานในไต้หวัน คิดเป็นอัตรา 5.3571% ซึ่งเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 5% จึงตัดสินลงโทษปรับ 60,000 เหรียญไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม บริษัทจัดหางานไม่ยอมรับคำตัดสิน และได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โดยยืนยันว่าพนักงานของตนได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วน ไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่แต่อย่างใด ทั้งยังมีการป้องกันล่วงหน้าและพยายามขัดขวางการหลบหนีแล้ว แต่ไม่สามารถใช้กำลังควบคุมแรงงานได้เพราะไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะกักขังบุคคล
ศาลปกครองไทจงพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้พนักงานทั้งสองจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ แต่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ จึงไม่สามารถใช้กำลังจำกัดเสรีภาพของแรงงานต่างชาติได้ นอกจากนี้ กองแรงงานจางฮั่วยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าพนักงานมีเจตนาหรือความประมาทเลินเล่อ รวมทั้งได้พยายามไล่ตามแรงงานทันทีหลังเกิดเหตุ ด้วยเหตุนี้ ศาลปกครองจึงมีคำตัดสินให้เพิกถอนคำสั่งปรับของกองแรงงานจางฮั่ว และระบุว่าบริษัทจัดหางานไม่ได้ละเมิดกฎหมายการจ้างงานแต่อย่างใด ทั้งนี้ คดีดังกล่าวยังสามารถอุทธรณ์ต่อศาลปกครองในขั้นต่อไปได้

อาคารที่ทำการศาลปกครองไทจง
เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาความรับผิดชอบระหว่างนายจ้าง บริษัทจัดหางาน และภาครัฐในกระบวนการส่งแรงงานต่างชาติกลับประเทศ โดยเฉพาะประเด็นด้านการควบคุมตัวแรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพส่วนบุคคลและสิทธิมนุษยชนของแรงงานต่างชาติในไต้หวัน
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ส.ส. พรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านจัดแถลงข่าววิจารณ์หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องบกพร่องในหน้าที่ ปล่อยปละละเลยและไม่มีมาตรการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเปิดคลิปโชว์แรงงานหญิงเวียดนามรายหนึ่ง ทำงานครบสัญญาต้องเดินทางกลับบ้าน บริษัทจัดหางานส่งถึงท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน ช่วยเช็กอิน ตรวจกระเป๋าสัมภาระและส่งเข้าด่านตรวจเรียบร้อยแล้ว แต่สามารถใช้เวลาเพียง 11 วินาที เปลี่ยนชุดเสื้อผ้าหลบหนีออกมาจากด่านตรวจหายตัวไปจากสนามบิน การที่แรงงานเข้าสู่ด่านตรวจความปลอดภัยแล้ว ยังสามารถหลบออกมานอกเขตควบคุมได้ สันนิษฐานว่า น่าจะมีขบวนการนายหน้าเถื่อนคอยสอนและบงการอยู่เบื้องหลัง ต่อประเด็นนี้ กระทรวงแรงงานกล่าวว่า บริษัทจัดหางานที่ได้รับมอบหมายจากนายจ้างให้ส่งแรงงานต่างชาติที่ต้องเดินทางกลับประเทศไปยังสนามบิน ต้องส่งเข้าประตูด่านตรวจความปลอดภัยแล้วจึงจะกลับได้ กรณีที่แรงงานต่างชาติถูกส่งกลับเพราะผิดระเบียบกฎหมายหรือมีข้อพิพาทถูกนายจ้างยกเลิกสัญญา เดินทางกลับโดยไม่สมัครใจ หากเคลือบแคลงว่าอาจเกิดการหลบหนีในสนามบิน สามารถขอให้ตำรวจท่าอากาศยานช่วยสอดส่องดูแลได้