Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ชีพจรเศรษฐกิจ 17 พฤศจิกายน 2568
ชีพจรเศรษฐกิจ 17 พฤศจิกายน 2568

ผลจากภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาส่งผลให้รายได้จาก"ภาษีที่นำส่งเข้ากองทุนดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long-term Care Fund )"  อาจไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ คาดว่าตลอดทั้งปีนี้อัตราการบรรลุเป้าหมายอาจต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมา  

    เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังไต้หวันได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์ตัวเลขรายได้ภาษีที่นำส่งเข้ากองทุนดูแลผู้สูงอายุในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 ผลปรากฏว่า ภาษีมรดก (遺產稅) สามารถทำรายได้ประจำปีทะลุเป้าเร็วกว่ากำหนด ส่วนภาษีบุหรี่และเงินบริจาคจากภาษีบุหรี่ (菸稅與菸捐) มีความผันผวนเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ภาษีของขวัญ (贈與稅) มีแนวโน้มชะลอตัวลงแต่ก็ยังมีโอกาสบรรลุเป้า อย่างไรก็ตามภาษีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์แบบรวม (房地合一稅) กลับได้รับผลกระทบอย่างหนักจากตลาดที่ชะลอตัว ทำให้โอกาสในการทำรายได้ให้ถึงเป้ายากขึ้น โดยภาพรวมแล้วอัตราการบรรลุรายได้จากภาษีของกองทุนในปีนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 82.6% ของเป้าหมายประจำปี ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดตั้งแต่กองทุนนี้ถูกจัดตั้งขึ้นมา

     เนื่องจากในปีนี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไต้หวันอยู่ในช่วงซบเซา ทำให้การจัดเก็บภาษีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์แบบรวมลดลง แต่อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังกล่าวว่ารายได้จากภาษีมรดกที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องยังช่วยพยุงภาพรวมกองทุนไว้ได้ ในขณะนี้ฐานะทางการเงินของกองทุนโดยรวมยังถือว่ามั่นคงดี เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมารายรับยังคงมีมากกว่ารายจ่าย หากคำนวณยอดเงินคงเหลือของกองทุนจนถึงสิ้นปี 2024 ยอดเงินเหลือจะอยู่ที่ประมาณ 2.04 แสนล้านเหรียญไต้หวัน

รัฐบาลไต้หวันได้จัดตั้งกองทุนดูแลผู้สูงอายุระยะยาวขึ้นตั้งแต่ปี 2017 เพื่อสร้างกลไกทางการเงินที่มั่นคงและยั่งยืน โดยรายได้หลักของกองทุนมาจาก 

  • ภาษีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์แบบรวม (房地合一稅)

  • ภาษีมรดก (遺產稅) และของขวัญ (遺贈稅),

  • รวมถึงภาษีบุหรี่และเงินบริจาคจากภาษีบุหรี่ (菸稅及菸捐)

ซึ่งตั้งแต่จัดตั้งจนถึงเดือนกันยายนปีนี้ มีเงินสะสมเข้าสู่กองทุนแล้วกว่า 619.7 พันล้านเหรียญไต้หวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมาภาษีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์แบบรวม ได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของกองทุน ในปี 2024 ภาษีประเภทนี้มีสัดส่วนเกือบ “สองในสาม” ของรายได้ทั้งหมด และถึงแม้ว่าในปี 2025 จะได้รับผลกระทบจากภาวะตลาดอสังหาฯซบเซา แต่ก็คาดว่าภาษีนี้จะมีสัดส่วนมากกว่า 60% ของรายได้รวม ซึ่งถือเป็นการยืนยันชัดเจนว่า “ภาษีอสังหาริมทรัพย์” ได้กลายเป็นรายได้หลักของกองทุนไปแล้วอย่างเต็มตัว

     หากดูจากแนวโน้มก่อนหน้านี้จำนวนเงินที่นำส่งเข้ากองทุนมีทิศทาง “สอดคล้องโดยตรงกับรายได้จากภาษีอสังหาฯ” ในปี 2024 รายได้จากภาษีประเภทนี้แตะระดับสูงสุดที่ 81.6 พันล้านเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 46.8% แต่ในปี 2025 นี้ อัตราการนำส่งลดลงประมาณ 11.5% เนื่องจากสัดส่วนบางส่วนถูกจัดสรรให้ “กองทุนที่อยู่อาศัย” แทน

     เมื่อพิจารณาตามเขตพื้นที่รายได้จากภาษีอสังหาริมทรัพย์ที่เข้ากองทุน ส่วนใหญ่ยังมาจาก 6 เมืองใหญ่ของไต้หวัน เช่น กรุงไทเป, นครนิวไทเป, นครไถจง, นครไถหนาน, นครเกาสง และนครเถาหยวน ซึ่งรวมกันแล้วมีสัดส่วนมากกว่า 80% ของรายได้ทั้งหมด 

     ในปี 2024 นครไถจง ทำรายได้มากที่สุดถึง 15,000 ล้านเหรียญไต้หวัน รองลงมาคือ นครนิวไทเป ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่แซงหน้ากรุงไทเป เมื่อเทียบการเติบโตในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2020 ถึง 2024) นครนิวไทเปมีการเติบโตสูงสุดถึง 8.2 เท่า นครเถาหยวนเพิ่มขึ้น 6.2 เท่า ส่วนพื้นที่นอกจาก 6 เมืองใหญ่ เช่น เขตและเมืองซินจู๋ (Hsinchu) เพิ่มขึ้น 6.1 และ 6.6 เท่าตามลำดับ กระทรวงการคลังวิเคราะห์ว่าการเติบโตนี้สัมพันธ์กับราคาบ้านในไทเปที่สูงจนประชาชนย้ายออก และรวมถึงอิทธิพลของการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในพื้นที่ใหม่ๆ

     สำหรับแหล่งรายได้อันดับสองของกองทุนคือ ภาษีบุหรี่และเงินบริจาคจากภาษีบุหรี่ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รายได้ส่วนนี้ลดลงต่อเนื่องเพราะประชาชนตระหนักเรื่องสุขภาพมากขึ้น
พฤติกรรมการบริโภคบุหรี่เปลี่ยนไปและมี“ผลิตภัณฑ์ทดแทนบุหรี่” เข้ามาแทนที่ ทำให้ในปี 2024 รายได้จากส่วนนี้เหลือเพียงประมาณ 20% ของรายได้กองทุนทั้งหมด

     ในขณะที่ภาษีมรดกและภาษีของขวัญ มีอัตราภาษีแบบขั้นบันไดที่ 15% และ 20% ยังคงเป็นรายได้ที่สำคัญต่อเสถียรภาพของกองทุน โดยในช่วงปี 2020–2024 รายได้จากภาษีทั้งสองประเภทมีสัดส่วนรวมกันราว 15-18% ของกองทุน และพื้นที่ที่ทำรายได้มากที่สุดแน่นอนว่ายังคงเป็นกรุงไทเป

ตลาดอสังหาฯไต้หวันซบเซาหนัก! ยอดซื้อขายช่วง 3 ไตรมาสแรกต่ำกว่า 2 แสนยูนิต ร่วง 28% ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 9 ปี

     ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยระบุว่าในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายนปี 2025 นี้ จำนวนการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศอยู่ที่เพียง 194,976 ยูนิต ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา และเมื่อเทียบกับปี 2024 ที่มีการโอนถึงเกือบ 270,000 ยูนิต ปี 2025 นี้จึงถือว่ามีการหดตัวแรงและมีแนวโน้มลดอย่างต่อเนื่อง หากดูข้อมูลจากเดือนกันยายนเพียงเดือนเดียวจำนวนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศอยู่ที่ 20,039 ยูนิต ลดลง 3.9 % เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าและหากเทียบกับเดือนกันยายน ปี 2024 ที่มียอดซื้อขายอยู่ที่ 29,520 ยูนิต จะเห็นว่าลดลงมากถึง 32.1 % เลยทีเดียว

     ทั้งนี้คุณเฉินจินผิง (陳金萍) รองผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาศูนย์ข้อมูลนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์หย่งชิ่ง Yungching Real Estate Agency กล่าวว่าการที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซาในปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายภาครัฐที่ยังคงเข้มงวดต่อเนื่องโดยเฉพาะมาตรการควบคุมสินเชื่อและการกู้ซื้อบ้าน และในขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ก็ค่อนข้างระมัดระวังมากขึ้นเพราะสภาพคล่องของเงินทุนเริ่มตึงตัว อีกทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศก็ยังไม่แน่นอน ถึงแม้ว่ารัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะเริ่มดำเนินนโยบายภาษีศุลกากรใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว แต่ตลาดโลกยังคงอยู่ในภาวะรอดูท่าที ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคและนักลงทุนในไต้หวันชะลอการตัดสินใจซื้อขายบ้าน จนทำให้ปริมาณการทำธุรกรรมในเดือนกันยายนลดลงมากกว่าร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

     คุณเฉินจินผิงยังได้วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า หากมองย้อนกลับไปเปรียบเทียบปริมาณการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของไต้หวันในช่วง 9 เดือนแรกของแต่ละปี จะพบว่าตัวเลขของปี 2025 อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นอันดับ 3 ตั้งแต่มีการเก็บสถิติ โดยช่วงเดียวกันของปี 2016 มีการซื้อขายอยู่ที่ 175,787 ยูนิต และปี 2001 อยู่ที่ 193,238 ยูนิต ซึ่งหมายความว่าในปีนี้ ปริมาณการซื้อขายทั้งประเทศมีมากกว่าช่วงสองปีดังกล่าวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าภาพรวมตลาดยังคงอ่อนแรงอย่างต่อเนื่อง

     แต่ถึงแม้ว่าตลาดจะชะลอตัวแต่ก็เริ่มมีสัญญาณบวกจากฝั่งนโยบายรัฐบาล โดยเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีไต้หวันได้ประกาศ “ผ่อนคลายเงื่อนไขสินเชื่อบ้านสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก” โดยให้โครงการเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย (新青安貸款) ได้รับการยกเว้นจากข้อจำกัดตามมาตรา 72-2 ของ กฎหมายว่าด้วยธนาคาร (銀行法)  การยกเว้นดังกล่าวช่วยให้ธนาคารสามารถขยายวงเงินปล่อยกู้ได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดสภาพคล่องของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการซื้อบ้าน รวมถึงช่วยลดระยะเวลารออนุมัติสินเชื่อ คุณเฉินจินผิงกล่าวว่า หลังจากมาตรการนี้ประกาศออกมาบรรยากาศความ “รอดูท่าที” ในตลาดเริ่มลดลงเล็กน้อย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านโยบายของรัฐเริ่มช่วยสร้างแรงกระตุ้นเชิงบวกในระดับหนึ่ง

     นอกจากนี้ธนาคารกลางไต้หวัน (Central Bank of Taiwan) ยังได้ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ต้องการเปลี่ยนบ้านหรือขยับขยายที่อยู่อาศัย โดยได้ประกาศขยายระยะเวลาการขายบ้านหลังเดิมจาก 12 เดือน เป็น 18 เดือน สำหรับผู้ที่ใช้เงื่อนไข“ซื้อบ้านใหม่ก่อนขายบ้านเก่า” (先買後賣) ซึ่งมาตรการนี้ก็ช่วยลดแรงกดดันให้ผู้ซื้อไม่ต้องรีบขายบ้านเดิมในราคาต่ำ นี่ถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องการสนับสนุนกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงมากกว่านักลงทุนเก็งกำไร

    อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนว่าถึงแม้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเหล่านี้จะสร้างความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงว่าสามารถกระตุ้นให้ยอดซื้อขายกลับมาฟื้นตัวได้หรือไม่ ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกหนึ่งไตรมาสเพื่อตรวจสอบ

     คุณเฉินจินผิงได้เน้นย้ำว่า “นโยบายทางการเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์” เพราะปัจจัยหลักที่ผู้ซื้อพิจารณามากที่สุดยังคงเป็นเสถียรภาพของรายได้และความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจโดยรวม หากภาวะเศรษฐกิจยังชะลอและอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง ความสามารถในการกู้ซื้อบ้านของประชาชนก็จะยังจำกัด

    ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ Yungching Real Estate Agency ยังชี้ให้เห็นอีกว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ตลาดอสังหาฯมีปริมาณซื้อขายเฉลี่ยเพียงเดือนละประมาณ 21,000 ยูนิต ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวของประเทศที่อยู่ที่ประมาณ 26,000–28,000 ยูนิตต่อเดือน

    ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าตลาดยังคงอยู่ในภาวะ “รอดูทิศทาง” โดยกลุ่มผู้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงเป็นกลุ่มเดียวที่ยังคงมีกำลังซื้อ ในขณะที่กลุ่มนักลงทุนระยะสั้นและผู้เก็งกำไรชะลอการเข้าตลาด ทั้งนี้ หากภาครัฐสามารถดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปีหน้าก็อาจช่วยให้ตลาดอสังหาฯ เริ่มกลับมาฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解