ในเขตทิวทัศน์แห่งชาติชายฝั่งทะเลตะวันออกเฉียงเหนือและอี๋หลาน หากมองจากแหลมปี๋โถว (鼻頭角) ไปจนถึงแหลมซานเตียว (三貂角) จะเห็นแนวชายฝั่งทอดโค้งราวกับแขนของเกาะที่โอบอุ้มทะเลไว้ในอ้อมกอด บริเวณนี้คือ “อ่าวซานเตียว” (三貂灣) พื้นที่ซึ่งธรรมชาติสลักเสลาไว้ด้วยคลื่นลมและกาลเวลา แต่ใต้ภาพทิวทัศน์อันงดงามนั้น ยังซ่อน “ร่องรอยของอารยธรรม” ที่ผลัดเปลี่ยนผ่านศตวรรษ
หากย้อนไปในยุคล่าอาณานิคม ชายฝั่งแห่งนี้เคยเป็นจุดที่ กองเรือสเปนขึ้นฝั่ง เพื่อสร้างอิทธิพลทางการค้าและศาสนา ก่อนที่ชาวดัตช์จะเข้ามามีบทบาทต่อในภาคใต้ของเกาะ ต่อมาเมื่อสิ้นสุดสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งแรก และมีการลงนามในสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ พื้นที่อ่าวซานเตียวแห่งนี้ก็กลายเป็น จุดที่กองทัพญี่ปุ่นขึ้นฝั่งเป็นครั้งแรกในไต้หวัน กลายเป็นประตูสู่ยุคสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรม
สิ่งที่ทำให้อ่าวซานเตียวมีเสน่ห์เหนือกาลเวลา คือการอยู่ร่วมกันของผู้คนหลากหลายรากเหง้า ทั้ง ชนเผ่าพื้นที่ราบดั้งเดิม และ ชาวฮั่นผู้มาตั้งถิ่นฐานในภายหลัง ร่วมกันสานต่อวิถีชีวิตที่ผสมผสานระหว่างทะเลกับภูเขา เกษตรกับการประมง และความเชื่อกับธรรมชาติ ราวกับว่าประวัติศาสตร์ที่ผันผ่านไม่ได้ทำให้พื้นที่นี้สูญเสียตัวตน แต่กลับเพิ่มชั้นความหมายให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ทุกวันนี้ เมื่อยืนมองผืนน้ำสีครามของอ่าวซานเตียว เราอาจรู้สึกได้ถึงลมหายใจของอดีตที่ยังแผ่วเบาอยู่ในอากาศ ทั้งในซากโบราณสถาน เส้นทางเดินริมผา และเสียงคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับกำลังบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนที่เคยเดินผ่านที่นี่ ให้คนรุ่นหลังได้ยินอีกครั้ง