Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ชีพจรเศรษฐกิจ 24 พฤศจิกายน 2568
ชีพจรเศรษฐกิจ 24 พฤศจิกายน 2568

การเจรจาภาษีระหว่างสหรัฐฯ–ไต้หวันเข้าสู่โค้งสุดท้าย จางเจี้ยนอีชี้: TSMC อาจจะเพิ่มการลงทุน

     เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คุณจางเจี้ยนอี (張建一) ประธานสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวัน (TIER) ได้แถลงว่าหากมองในเชิงบวกไต้หวันมีโอกาสที่จะได้ลดอัตราภาษีลงเหลือประมาณ 15% และที่สำคัญคือไม่น่าจะมีการซ้อนภาษี ซึ่งหมายถึงการที่สินค้าหรือบริการต้องเสียภาษีหลายรอบจากหลายแหล่งหรือหลายระบบภาษีในเวลาเดียวกันสำหรับสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ นอกจากนี้ในส่วนของภาษีรถยนต์ที่นำเข้าตลาดสหรัฐฯ มีความเป็นไปได้ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.5% แต่ไม่น่าจะลดลงถึง 0% แต่อย่างไรก็ตามไต้หวันอาจต้องแลกเปลี่ยนเงื่อนไขบางอย่าง เช่น รัฐบาลไต้หวันอาจต้องเพิ่มการจัดซื้อจากสหรัฐฯ และบริษัทใหญ่อย่าง Taiwan Semiconductor หรือ ไถจีเตี้ยน(台積電) อาจต้องพิจารณาเพิ่มการลงทุนในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากความต้องการของสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้น

     คุณหลิวเพ่ยเจิน (劉佩真) ผู้อำนวยการข้อมูลเศรษฐกิจของ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวัน (TIER) กล่าวว่า ท่ามกลางนโยบาย "ผลิตในสหรัฐฯ" และ "อเมริกาก่อน" ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังมีผลต่อการลงทุนในไต้หวัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่ง TSMC กลายเป็นเป้าหมายหลักในการย้ายการผลิตชิปที่มีความทันสมัยไปยังสหรัฐฯ ซึ่งอาจกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต  นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังให้ความสนใจกับการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ของไต้หวัน เช่น เซิร์ฟเวอร์ AI (AI servers), ชิ้นส่วนยานยนต์ (auto parts) และ ซัพพลายเชน (supply chain) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของประเทศ

    ในระหว่างการจัดงาน "การคาดการณ์เศรษฐกิจและแนวโน้มอุตสาหกรรมปี 2026" ซึ่งจัดขึ้นโดย TIER ในวันนี้นั้น การเจรจาภาษีระหว่างไต้หวันและสหรัฐอเมริกาก็เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน เนื่องจากการเจรจากำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย โดยมีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่อัตราภาษีที่เดิมตั้งอยู่ที่ 20% ว่าจะลดลงอีกหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการเจรจาในครั้งนี้

     คุณจางเจี้ยนอีกล่าวว่าผลการเจรจาคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้ และหากรองนายกรัฐมนตรีเดินทางไปสหรัฐฯอีกครั้งก็น่าจะเห็นทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น เขามองในแง่บวกว่าไต้หวันมีโอกาสเจรจาเพื่อลดอัตราภาษีลงเหลือประมาณ 15% และอาจไม่ต้องเผชิญกับการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อนกับภาษีประเภทอื่น อย่างไรก็ตามไต้หวันอาจต้องยอมแลกด้วยบางเงื่อนไข เช่น การให้คำมั่นว่าจะจัดซื้อพลังงาน น้ำมัน และก๊าซจากรัฐอะแลสกา ขณะเดียวกันภาษีนำเข้ารถยนต์ก็มีแนวโน้มจะปรับลดลงเช่นกัน แต่คาดว่าจะไม่ถึงศูนย์เปอร์เซ็นต์ โดยน่าจะอยู่ราว ๆ 2.5%

    ในส่วนของการจัดซื้อนั้นคุณจางอธิบายว่าเนื่องจากขนาดเศรษฐกิจของไต้หวันเล็กกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ การสัญญาซื้อสินค้าก็จะไม่สามารถทำในวงเงินสูงเท่าประเทศเหล่านั้นได้ โดยหน่วยงานของรัฐอย่าง CPC และ Taipower สามารถให้คำมั่นลงทุนได้ แต่ในส่วนของภาคเอกชนการลงทุนจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบริษัท เช่น TSMC ที่ลงทุนในสหรัฐฯ ไปแล้วกว่า 165 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในอนาคตอาจมีการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลไต้หวันไม่สามารถประกาศแทนบริษัทได้ หากตลาดในสหรัฐฯ เติบโตขึ้น TSMC ก็จะขยายการลงทุนตามความต้องการของตลาดเอง นอกจากนี้บริษัทอื่น ๆ อาจรวมตัวกันเพื่อไปลงทุนในสหรัฐฯเป็นกลุ่ม โดยที่รัฐบาลจะช่วยสนับสนุนทางการเงินด้วยการค้ำประกันจากเบื้องหลัง คุณจางยังได้กล่าวอีกว่า แม้การลงทุนในสหรัฐฯจะมีต้นทุนสูงและค่าแรงแพง แต่ถ้าผู้ประกอบการตั้งใจทำตลาดในสหรัฐฯ เพื่อขายในประเทศนั้นโดยตรง ไม่ได้ส่งออกไปที่อื่นต้นทุนส่วนนี้ก็สามารถชดเชยได้

     เมื่อสื่อถามถึงนโยบายภาษีของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลสูงสหรัฐฯ คุณจางมองว่าถึงแม้จะมีโอกาสสูงที่จะยกเลิกภาษีตอบโต้เท่าเทียม แต่ทรัมป์ก็อาจหาวิธีเก็บภาษีในรูปแบบอื่น เช่น เรียกว่า "ค่าภาษีสำหรับประเทศพันธมิตร" เพื่อให้ได้ผลเหมือนเดิม ดังนั้นสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูงไต้หวันจึงไม่ควรประมาท

     ในขณะเดียวกันคุณหลิวเผ่ยเจินกล่าวถึงมาตรา 232 ของสหรัฐฯ ว่าเป็นมาตรการที่ไม่เป็นมิตรต่อไต้หวัน พร้อมชี้ว่า TSMC ครองส่วนแบ่งกำลังการผลิตชิปขั้นก้าวหน้ามากถึง 70.2% ของตลาดโลก ซึ่งสูงกว่าบริษัทอันดับสองถึงกว่า 60% ทั้งนี้เนื่องมาจากประสิทธิภาพ คุณภาพ และความเชื่อมั่นจากลูกค้า จึงทำให้ TSMC กลายเป็นเป้าหมายหลักที่สหรัฐฯต้องการดึงไปลงทุน

    แม้ว่า TSMC จะขยายการลงทุนในสหรัฐฯ และได้รับการยกเว้นภาษีชิป แต่คุณหลิวมองว่าการเพิ่มสัดส่วนการผลิตในสหรัฐฯ จะทำให้เห็นชัดเจนว่าการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงของบริษัทจะย้ายไปอยู่ในสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบซัพพลายเชนในไต้หวัน ทำให้ระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไต้หวันอ่อนแรงลง และในระยะยาวอาจทำให้ บทบาทของอุตสาหกรรมนี้ในเศรษฐกิจไต้หวันเปลี่ยนแปลงไป

แฟมิลี่มาร์ทจับมืออเมซอนส่งเสริมการค้าข้ามประเทศ! แฟมิลี่มาร์ท 4,400 สาขากลายเป็นสถานีขนส่งข้ามพรมแดน เพียงแค่ผู้ขายรายย่อยมีพาสปอร์ตก็สามารถขายสินค้าไปได้ทั่วโลก

    เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แฟมิลี่มาร์ท (全家) ได้ประกาศความร่วมมือกับอเมซอน (Amazon) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซระดับโลก เพื่อช่วยเหลือผู้ขายรายย่อย ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (หรือ SMEs) ในการขยายตลาดจากไต้หวันสู่ตลาดโลก แฟมิลี่มาร์ทกล่าวว่าบริการนี้จะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และกลุ่มผู้ทำธุรกิจหลายอย่าง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนช่วยทำให้กระบวนการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนที่มีความซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพียงแค่มีหนังสือเดินทางไต้หวัน ผู้ขายก็สามารถนำสินค้าไปขายให้กับลูกค้ากว่า 3 ล้านคนบนแพลตฟอร์มของอเมซอนได้

     ตามข้อมูลสถิติของทั่วโลกมีผู้บริโภคกว่าครึ่งที่เคยมีประสบการณ์การซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดการค้าข้ามพรมแดน (cross-border e-commerce) ถือเป็นโอกาสที่เราไม่ควรมองข้าม แฟมิลี่มาร์ทเองก็ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพในตลาดนี้และเชื่อว่าเป็นตลาดน้ำเงิน (blue ocean) ที่มีโอกาสในการเติบโตสูง โดยไม่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงหรือสิ่งกีดขวางจากคู่แข่งจำนวนมาก ซึ่งเหมาะมากสำหรับผู้ขายรายย่อยและ SMEs ในไต้หวัน

    แฟมิลี่มาร์ทได้ร่วมมือกับ Amazon Global Selling เพื่อเปิดบริการใหม่ที่เรียกว่า “บริการขนส่งข้ามพรมแดน” ซึ่งจะช่วยให้การจัดส่งสินค้าข้ามประเทศง่ายขึ้น แฟมิลี่มาร์ททั่วไต้หวันกว่า 4,400 สาขา จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการขนส่ง สำหรับผู้ขายในไต้หวัน ที่ต้องการส่งสินค้าไปต่างประเทศ

ขั้นตอนในการใช้บริการก็นี้ง่ายมาก:

  1. การรับคำสั่งซื้อ: เมื่อผู้ขายได้รับคำสั่งซื้อแล้ว

  2. การกรอกข้อมูลและการชำระเงิน: ผู้ขายสามารถเข้าไปกรอกข้อมูลใน “แพลตฟอร์มการขนส่งข้ามพรมแดนดิจิทัล” แล้วชำระเงินออนไลน์

  3. การส่งมอบสินค้า: ผู้ขายนำสินค้าไปที่แฟมิลี่มาร์ทเพื่อพิมพ์รหัสพัสดุและติดสติกเกอร์ ซึ่งจะถูกส่งต่อผ่านระบบขนส่งข้ามพรมแดน หลังจากนั้นแฟมิลี่มาร์ทจะส่งพัสดุให้กับ DPD Taiwan เพื่อดำเนินการผ่านพิธีการศุลกากร และจัดส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อในต่างประเทศ

    จากรายงานของ DHL ปี 2025 ระบุว่า 55% ของผู้บริโภคทั่วโลกเคยซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างประเทศ และในกลุ่มนี้มีถึง 48% ที่สั่งซื้อสินค้าข้ามพรมแดนอย่างน้อยเดือนละครั้ง นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังติดอันดับเป็นตลาดข้ามพรมแดนยอดนิยมอันดับ 2 ที่ผู้บริโภคทั่วโลกเลือกซื้อสินค้ามากที่สุดอีกด้วย

    ทั้งนี้คุณหลิวตงหาว (劉東豪) หัวหน้าฝ่ายดิจิทัลไฟแนนซ์แฟมิลี่มาร์ทได้กล่าวถึงความสำคัญของการที่แฟมิลี่มาร์ทร่วมมือกับอเมซอนในการช่วยเพิ่มความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดนก่อนหน้านี้ว่า ผู้ขายรายย่อยและ SMEs ที่ต้องการขยายตลาดไปยังต่างประเทศมักจะพบกับขั้นตอนที่ยุ่งยาก เช่น การใช้บริการขนส่งจากบริษัทต่างประเทศ หรือการทำพิธีการศุลกากรด้วยตนเอง ซึ่งทำให้การค้าข้ามพรมแดนเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แต่ตอนนี้แฟมิลี่มาร์ทและอเมซอนได้ร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน ที่ช่วยให้ผู้ขายรายย่อยและ SMEs สามารถส่งสินค้าออกไปยังต่างประเทศได้อย่างง่ายดาย และการที่แฟมิลี่มาร์ทมีสาขากว่า 4,400 แห่งทั่วไต้หวัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขายเริ่มต้นการส่งของไปต่างประเทศได้สะดวกกว่าเดิม

    คุณเซี่ยจือซี (謝孜希) ผู้จัดการทั่วไปของ Amazon Global Selling Taiwan ได้กล่าวถึงการร่วมมือครั้งนี้ว่า อเมซอนมุ่งมั่นที่จะสร้างสะพานเชื่อมระหว่างผู้ขายในไต้หวันและตลาดต่างประเทศ โดยแฟมิลี่มาร์ทจะทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นในการขนส่งสินค้าออกไปยังตลาดที่สำคัญ เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย และสิงคโปร์

สำหรับประโยชน์ของการร่วมมือในครั้งนี้คือ:

  • แฟมิลี่มาร์ทมีข้อได้เปรียบในเรื่องของการมีสาขามากกว่า 4,400 แห่ง ซึ่งสามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • และผู้ขายในไต้หวันสามารถส่งสินค้าไปยังต่างประเทศได้โดยไม่ยุ่งยาก

  • ตลาดที่เปิดให้บริการ: โดยในช่วงเริ่มต้นจะสามารถส่งสินค้าไปยังตลาดหลัก 5 ประเทศ ได้แก่ อเมริกา  ญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย และสิงคโปร์

     การร่วมมือครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ขายรายย่อยในไต้หวันสามารถขยายธุรกิจไปทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดที่มีศักยภาพสูงอย่างอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สำหรับสินค้าไต้หวัน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องประดับ อาหาร สินค้าแฟชั่น และสินค้าเพื่อสุขภาพ ทั้งแฟมิลี่มาร์ทและอเมซอนเชื่อว่า การขยายตลาดสู่ต่างประเทศจะช่วยให้ไต้หวันมีโอกาสเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนด้วยการขจัดอุปสรรคทางโลจิสติกส์และการทำให้กระบวนการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解