การเจรจาภาษีระหว่างสหรัฐฯ–ไต้หวันเข้าสู่โค้งสุดท้าย จางเจี้ยนอีชี้: TSMC อาจจะเพิ่มการลงทุน
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คุณจางเจี้ยนอี (張建一) ประธานสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวัน (TIER) ได้แถลงว่าหากมองในเชิงบวกไต้หวันมีโอกาสที่จะได้ลดอัตราภาษีลงเหลือประมาณ 15% และที่สำคัญคือไม่น่าจะมีการซ้อนภาษี ซึ่งหมายถึงการที่สินค้าหรือบริการต้องเสียภาษีหลายรอบจากหลายแหล่งหรือหลายระบบภาษีในเวลาเดียวกันสำหรับสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ นอกจากนี้ในส่วนของภาษีรถยนต์ที่นำเข้าตลาดสหรัฐฯ มีความเป็นไปได้ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.5% แต่ไม่น่าจะลดลงถึง 0% แต่อย่างไรก็ตามไต้หวันอาจต้องแลกเปลี่ยนเงื่อนไขบางอย่าง เช่น รัฐบาลไต้หวันอาจต้องเพิ่มการจัดซื้อจากสหรัฐฯ และบริษัทใหญ่อย่าง Taiwan Semiconductor หรือ ไถจีเตี้ยน(台積電) อาจต้องพิจารณาเพิ่มการลงทุนในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากความต้องการของสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้น
คุณหลิวเพ่ยเจิน (劉佩真) ผู้อำนวยการข้อมูลเศรษฐกิจของ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวัน (TIER) กล่าวว่า ท่ามกลางนโยบาย "ผลิตในสหรัฐฯ" และ "อเมริกาก่อน" ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังมีผลต่อการลงทุนในไต้หวัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่ง TSMC กลายเป็นเป้าหมายหลักในการย้ายการผลิตชิปที่มีความทันสมัยไปยังสหรัฐฯ ซึ่งอาจกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังให้ความสนใจกับการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ของไต้หวัน เช่น เซิร์ฟเวอร์ AI (AI servers), ชิ้นส่วนยานยนต์ (auto parts) และ ซัพพลายเชน (supply chain) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของประเทศ
ในระหว่างการจัดงาน "การคาดการณ์เศรษฐกิจและแนวโน้มอุตสาหกรรมปี 2026" ซึ่งจัดขึ้นโดย TIER ในวันนี้นั้น การเจรจาภาษีระหว่างไต้หวันและสหรัฐอเมริกาก็เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน เนื่องจากการเจรจากำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย โดยมีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่อัตราภาษีที่เดิมตั้งอยู่ที่ 20% ว่าจะลดลงอีกหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการเจรจาในครั้งนี้
คุณจางเจี้ยนอีกล่าวว่าผลการเจรจาคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้ และหากรองนายกรัฐมนตรีเดินทางไปสหรัฐฯอีกครั้งก็น่าจะเห็นทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น เขามองในแง่บวกว่าไต้หวันมีโอกาสเจรจาเพื่อลดอัตราภาษีลงเหลือประมาณ 15% และอาจไม่ต้องเผชิญกับการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อนกับภาษีประเภทอื่น อย่างไรก็ตามไต้หวันอาจต้องยอมแลกด้วยบางเงื่อนไข เช่น การให้คำมั่นว่าจะจัดซื้อพลังงาน น้ำมัน และก๊าซจากรัฐอะแลสกา ขณะเดียวกันภาษีนำเข้ารถยนต์ก็มีแนวโน้มจะปรับลดลงเช่นกัน แต่คาดว่าจะไม่ถึงศูนย์เปอร์เซ็นต์ โดยน่าจะอยู่ราว ๆ 2.5%
ในส่วนของการจัดซื้อนั้นคุณจางอธิบายว่าเนื่องจากขนาดเศรษฐกิจของไต้หวันเล็กกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ การสัญญาซื้อสินค้าก็จะไม่สามารถทำในวงเงินสูงเท่าประเทศเหล่านั้นได้ โดยหน่วยงานของรัฐอย่าง CPC และ Taipower สามารถให้คำมั่นลงทุนได้ แต่ในส่วนของภาคเอกชนการลงทุนจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบริษัท เช่น TSMC ที่ลงทุนในสหรัฐฯ ไปแล้วกว่า 165 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในอนาคตอาจมีการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลไต้หวันไม่สามารถประกาศแทนบริษัทได้ หากตลาดในสหรัฐฯ เติบโตขึ้น TSMC ก็จะขยายการลงทุนตามความต้องการของตลาดเอง นอกจากนี้บริษัทอื่น ๆ อาจรวมตัวกันเพื่อไปลงทุนในสหรัฐฯเป็นกลุ่ม โดยที่รัฐบาลจะช่วยสนับสนุนทางการเงินด้วยการค้ำประกันจากเบื้องหลัง คุณจางยังได้กล่าวอีกว่า แม้การลงทุนในสหรัฐฯจะมีต้นทุนสูงและค่าแรงแพง แต่ถ้าผู้ประกอบการตั้งใจทำตลาดในสหรัฐฯ เพื่อขายในประเทศนั้นโดยตรง ไม่ได้ส่งออกไปที่อื่นต้นทุนส่วนนี้ก็สามารถชดเชยได้
เมื่อสื่อถามถึงนโยบายภาษีของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลสูงสหรัฐฯ คุณจางมองว่าถึงแม้จะมีโอกาสสูงที่จะยกเลิกภาษีตอบโต้เท่าเทียม แต่ทรัมป์ก็อาจหาวิธีเก็บภาษีในรูปแบบอื่น เช่น เรียกว่า "ค่าภาษีสำหรับประเทศพันธมิตร" เพื่อให้ได้ผลเหมือนเดิม ดังนั้นสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูงไต้หวันจึงไม่ควรประมาท
ในขณะเดียวกันคุณหลิวเผ่ยเจินกล่าวถึงมาตรา 232 ของสหรัฐฯ ว่าเป็นมาตรการที่ไม่เป็นมิตรต่อไต้หวัน พร้อมชี้ว่า TSMC ครองส่วนแบ่งกำลังการผลิตชิปขั้นก้าวหน้ามากถึง 70.2% ของตลาดโลก ซึ่งสูงกว่าบริษัทอันดับสองถึงกว่า 60% ทั้งนี้เนื่องมาจากประสิทธิภาพ คุณภาพ และความเชื่อมั่นจากลูกค้า จึงทำให้ TSMC กลายเป็นเป้าหมายหลักที่สหรัฐฯต้องการดึงไปลงทุน
แม้ว่า TSMC จะขยายการลงทุนในสหรัฐฯ และได้รับการยกเว้นภาษีชิป แต่คุณหลิวมองว่าการเพิ่มสัดส่วนการผลิตในสหรัฐฯ จะทำให้เห็นชัดเจนว่าการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงของบริษัทจะย้ายไปอยู่ในสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบซัพพลายเชนในไต้หวัน ทำให้ระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไต้หวันอ่อนแรงลง และในระยะยาวอาจทำให้ บทบาทของอุตสาหกรรมนี้ในเศรษฐกิจไต้หวันเปลี่ยนแปลงไป

แฟมิลี่มาร์ทจับมืออเมซอนส่งเสริมการค้าข้ามประเทศ! แฟมิลี่มาร์ท 4,400 สาขากลายเป็นสถานีขนส่งข้ามพรมแดน เพียงแค่ผู้ขายรายย่อยมีพาสปอร์ตก็สามารถขายสินค้าไปได้ทั่วโลก
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แฟมิลี่มาร์ท (全家) ได้ประกาศความร่วมมือกับอเมซอน (Amazon) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซระดับโลก เพื่อช่วยเหลือผู้ขายรายย่อย ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (หรือ SMEs) ในการขยายตลาดจากไต้หวันสู่ตลาดโลก แฟมิลี่มาร์ทกล่าวว่าบริการนี้จะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และกลุ่มผู้ทำธุรกิจหลายอย่าง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนช่วยทำให้กระบวนการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนที่มีความซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพียงแค่มีหนังสือเดินทางไต้หวัน ผู้ขายก็สามารถนำสินค้าไปขายให้กับลูกค้ากว่า 3 ล้านคนบนแพลตฟอร์มของอเมซอนได้
ตามข้อมูลสถิติของทั่วโลกมีผู้บริโภคกว่าครึ่งที่เคยมีประสบการณ์การซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดการค้าข้ามพรมแดน (cross-border e-commerce) ถือเป็นโอกาสที่เราไม่ควรมองข้าม แฟมิลี่มาร์ทเองก็ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพในตลาดนี้และเชื่อว่าเป็นตลาดน้ำเงิน (blue ocean) ที่มีโอกาสในการเติบโตสูง โดยไม่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงหรือสิ่งกีดขวางจากคู่แข่งจำนวนมาก ซึ่งเหมาะมากสำหรับผู้ขายรายย่อยและ SMEs ในไต้หวัน
แฟมิลี่มาร์ทได้ร่วมมือกับ Amazon Global Selling เพื่อเปิดบริการใหม่ที่เรียกว่า “บริการขนส่งข้ามพรมแดน” ซึ่งจะช่วยให้การจัดส่งสินค้าข้ามประเทศง่ายขึ้น แฟมิลี่มาร์ททั่วไต้หวันกว่า 4,400 สาขา จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการขนส่ง สำหรับผู้ขายในไต้หวัน ที่ต้องการส่งสินค้าไปต่างประเทศ
ขั้นตอนในการใช้บริการก็นี้ง่ายมาก:
การรับคำสั่งซื้อ: เมื่อผู้ขายได้รับคำสั่งซื้อแล้ว
การกรอกข้อมูลและการชำระเงิน: ผู้ขายสามารถเข้าไปกรอกข้อมูลใน “แพลตฟอร์มการขนส่งข้ามพรมแดนดิจิทัล” แล้วชำระเงินออนไลน์
การส่งมอบสินค้า: ผู้ขายนำสินค้าไปที่แฟมิลี่มาร์ทเพื่อพิมพ์รหัสพัสดุและติดสติกเกอร์ ซึ่งจะถูกส่งต่อผ่านระบบขนส่งข้ามพรมแดน หลังจากนั้นแฟมิลี่มาร์ทจะส่งพัสดุให้กับ DPD Taiwan เพื่อดำเนินการผ่านพิธีการศุลกากร และจัดส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อในต่างประเทศ
จากรายงานของ DHL ปี 2025 ระบุว่า 55% ของผู้บริโภคทั่วโลกเคยซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างประเทศ และในกลุ่มนี้มีถึง 48% ที่สั่งซื้อสินค้าข้ามพรมแดนอย่างน้อยเดือนละครั้ง นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังติดอันดับเป็นตลาดข้ามพรมแดนยอดนิยมอันดับ 2 ที่ผู้บริโภคทั่วโลกเลือกซื้อสินค้ามากที่สุดอีกด้วย
ทั้งนี้คุณหลิวตงหาว (劉東豪) หัวหน้าฝ่ายดิจิทัลไฟแนนซ์แฟมิลี่มาร์ทได้กล่าวถึงความสำคัญของการที่แฟมิลี่มาร์ทร่วมมือกับอเมซอนในการช่วยเพิ่มความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดนก่อนหน้านี้ว่า ผู้ขายรายย่อยและ SMEs ที่ต้องการขยายตลาดไปยังต่างประเทศมักจะพบกับขั้นตอนที่ยุ่งยาก เช่น การใช้บริการขนส่งจากบริษัทต่างประเทศ หรือการทำพิธีการศุลกากรด้วยตนเอง ซึ่งทำให้การค้าข้ามพรมแดนเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แต่ตอนนี้แฟมิลี่มาร์ทและอเมซอนได้ร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน ที่ช่วยให้ผู้ขายรายย่อยและ SMEs สามารถส่งสินค้าออกไปยังต่างประเทศได้อย่างง่ายดาย และการที่แฟมิลี่มาร์ทมีสาขากว่า 4,400 แห่งทั่วไต้หวัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขายเริ่มต้นการส่งของไปต่างประเทศได้สะดวกกว่าเดิม
คุณเซี่ยจือซี (謝孜希) ผู้จัดการทั่วไปของ Amazon Global Selling Taiwan ได้กล่าวถึงการร่วมมือครั้งนี้ว่า อเมซอนมุ่งมั่นที่จะสร้างสะพานเชื่อมระหว่างผู้ขายในไต้หวันและตลาดต่างประเทศ โดยแฟมิลี่มาร์ทจะทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นในการขนส่งสินค้าออกไปยังตลาดที่สำคัญ เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย และสิงคโปร์
สำหรับประโยชน์ของการร่วมมือในครั้งนี้คือ:
แฟมิลี่มาร์ทมีข้อได้เปรียบในเรื่องของการมีสาขามากกว่า 4,400 แห่ง ซึ่งสามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง
และผู้ขายในไต้หวันสามารถส่งสินค้าไปยังต่างประเทศได้โดยไม่ยุ่งยาก
ตลาดที่เปิดให้บริการ: โดยในช่วงเริ่มต้นจะสามารถส่งสินค้าไปยังตลาดหลัก 5 ประเทศ ได้แก่ อเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย และสิงคโปร์
การร่วมมือครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ขายรายย่อยในไต้หวันสามารถขยายธุรกิจไปทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดที่มีศักยภาพสูงอย่างอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สำหรับสินค้าไต้หวัน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องประดับ อาหาร สินค้าแฟชั่น และสินค้าเพื่อสุขภาพ ทั้งแฟมิลี่มาร์ทและอเมซอนเชื่อว่า การขยายตลาดสู่ต่างประเทศจะช่วยให้ไต้หวันมีโอกาสเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนด้วยการขจัดอุปสรรคทางโลจิสติกส์และการทำให้กระบวนการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น
