1. วันหยุดพิเศษใช้หมดหรือยัง? ใช้สิทธิ์ไม่หมดต้องจ่ายค่าจ้างชดเชย นายจ้างที่ฝ่าฝืนนอกจากต้องจ่ายครบเต็มจำนวนแล้ว ยังจะถูกลงโทษปรับเงินสูงสุด 1,000,000 เหรียญ
ใกล้ถึงสิ้นปีอีกแล้ว กระทรวงแรงงานกล่าวเตือนนายจ้างว่า ต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดพักผ่อนประจำปีโดยมีค่าจ้างตามกฎหมาย กรณีลูกจ้างไม่ได้ใช้สิทธิ์หรือใช้ไม่หมด นายจ้างต้องจ่ายเป็นเงินค่าจ้างชดเชยตามจำนวนวันที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ ภายใน 30 วันหลังจากสิ้นสุดปีงบประมาณ ยกเว้นทั้งสองฝ่ายจะมีการตกลงกันยกไปรวมกับปีถัดไป กรณีที่ใช้ไม่หมดก่อนสิ้นปีถัดไปหรือก่อนสัญญาจ้างสิ้นสุดลง นายจ้างต้องจ่ายเป็นค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามจำนวนวันที่ไม่ได้ใช้สิทธิ์ นายจ้างที่ฝ่าฝืน นอกจากต้องจ่ายคืนครบเต็มจำนวนแล้ว ยังจะถูกลงโทษปรับเงินสูงสุด 1,000,000 เหรียญไต้หวัน และจากสถิติการลงโทษในประเด็นนี้ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีนายจ้างถูกลงโทษปรับเงินเฉลี่ยปีละ 500 ราย รวมค่าปรับกว่า 10 ล้านเหรียญไต้หวัน

อธิบดีกรมคุ้มครองสวัสดิการและความเสมอภาคในการทำงาน กระทรวงแรงงานไต้หวันกล่าวเตือนว่า การลาหยุดพิเศษหรือการลาหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นสิทธิ์ที่พึงมีตามกฎหมายมาตรฐานแรงงานมาตรา 38 ของผู้ใช้แรงงาน รวมทั้งแรงงานต่างชาติที่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงานด้วย ลูกจ้างที่ทำงานกับนายจ้างหรือสถานประกอบการรายใดรายหนึ่ง ติดต่อกันมาครบระยะเวลาหนึ่ง จะได้รับสิทธิ์ให้ลาหยุดพักผ่อนประจำปีโดยมีค่าจ้างตามปกติ หากลูกจ้างไม่ได้ใช้สิทธิ์หรือใช้ไม่หมด นายจ้างต้องจ่ายเป็นเงินค่าจ้างชดเชยแก่แรงงานตามจำนวนวันที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ ภายใน 30 วันหลังจากครบปี ยกเว้นแต่จะมีการตกลงกันยกไปรวมกับปีถัดไป และหากยังใช้ไม่หมดก่อนสิ้นปีถัดไปหรือก่อนสัญญาจ้างสิ้นสุดลง นายจ้างต้องจ่ายเป็นค่าจ้างชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ผู้ฝ่าฝืนนอกจากต้องจ่ายคืนจนครบเต็มจำนวนแล้ว ยังจะถูกลงโทษปรับเงินตั้งแต่ 20,000-1,000,000 เหรียญไต้หวัน

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)
อธิบดีกรมคุ้มครองสวัสดิการและความเสมอภาคในการทำงานกล่าวว่า ข้อพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่พบเห็นบ่อยคือ นายจ้างไม่ได้ให้แรงงานใช้สิทธิ์ลาพักพิเศษและไม่ได้จ่ายค่าจ้างชดเชยตามกฎหมาย โดยเฉพาะในภาคการผลิต จะพบเห็นบ่อยที่สุด นอกจากเกิดกับแรงงานท้องถิ่นแล้ว แรงงานต่างชาติซึ่งอาจไม่รู้สิทธิ์ว่า ตนมีวันลาพักพิเศษประจำปีหรือไม่? กี่วัน? จากสถิติพบว่า ระหว่างปี 2564-2566 มีนายจ้างถูกลงโทษปรับเงินเนื่องจากไม่ได้ให้ลูกจ้างลาพักพิเศษหรือไม่ได้จ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายเฉลี่ยปีละ 500 ราย ค่าปรับประมาณ 10 ล้านเหรียญ

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน
อธิบดีกรมคุ้มครองสวัสดิการและความเสมอภาคในการทำงานกล่าวเสริมว่า รูปแบบการฝ่าฝืนกฎหมายของนายจ้าง ไม่ได้ให้แรงงานใช้สิทธิ์ลาพักพิเศษหรือไม่ได้จ่ายค่าจ้างชดเชยตามกฎหมาย มี 7 ลักษณะที่พบเห็นบ่อยที่สุดได้แก่ นายจ้างอ้างว่าลูกจ้างเป็นฝ่ายลาออกหรือยกเลิกสัญญา จึงไม่จ่ายค่าจ้างชดเชยวันลาพักพิเศษในส่วนที่ไม่ได้ใช้หรือใช้สิทธิ์ไม่หมด รองลงมาได้แก่ ไม่จ่ายค่าจ้างชดเชยวันลาพักพิเศษในส่วนที่ไม่ได้ใช้หรือใช้สิทธิ์ไม่หมดภายในเวลากำหนด ตามมาด้วย คิดคำนวณค่าจ้างชดเชยวันลาพักพิเศษในส่วนที่ไม่ได้ใช้หรือใช้สิทธิ์ไม่หมดอย่างไม่ถูกต้อง โดยคิดเฉพาะฐานเงินเดือน ไม่ได้รวมเบี้ยขยันและเงินเพิ่มที่ให้เป็นประจำทุกเดือน ส่งผลให้ได้รับค่าจ้างชดเชยที่น้อยลง และนายจ้างเป็นผู้กำหนดหรือจัดวันลาพักพิเศษของลูกจ้าง จ่ายค่าจ้างชดเชยวันลาพักพิเศษเพียงปีละ 7 วัน ซึ่งเป็นระบบเก่าที่ยกเลิกไปนานหลายปีแล้ว และมีการตกลงเชิงบังคับลูกจ้างไม่ให้ใช้สิทธิ์ลาพักพิเศษ โดยจ่ายเป็นค่าจ้างชดเชยแทน

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างโรงไฟฟ้า
ทั้งนี้ วันหยุดพักผ่อนประจำปีดังกล่าว ให้ลูกจ้างเป็นผู้จัดวันหยุดพักเอง แต่ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นเร่งด่วนด้านการผลิต หรือลูกจ้างมีภารกิจส่วนตัว สามารถหารือเพื่อปรับเปลี่ยนหรือเลื่อนวันหยุดพักพิเศษได้ เมื่อลูกจ้างมีสิทธิ์ลาหยุดพักพิเศษตามที่กล่าวมา นายจ้างต้องบันทึกจำนวนวันลาพักผ่อนประจำปี และการจ่ายเงินค่าจ้างชดเชยวันลาที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ไว้ในบัญชีเงินเดือนของลูกจ้าง และต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นประจำทุกปี กรณีที่ลูกจ้างทวงว่ายังไม่ได้ใช้สิทธิ์ลาหยุดพักผ่อน หากนายจ้างเห็นว่าการเรียกร้องสิทธิ์ของลูกจ้างไม่มีมูล นายจ้างต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบพิสูจน์และแสดงหลักฐานดังกล่าว

กระทรวงแรงงานเตือนนายจ้าง ต้องให้ลูกจ้างลาพักวันหยุดพิเศษ หากใช้สิทธิ์ไม่หมดต้องจ่ายค่าจ้างชดเชย ฝ่าฝืนนอกจากต้องจ่ายครบเต็มจำนวนแล้ว ยังจะปรับสูงสุด 1,000,000 เหรียญ
กฎหมายมาตรฐานแรงงาน มาตรา 38 กำหนดให้ลูกจ้างที่ทำงานกับนายจ้างหรือสถานประกอบกิจการรายใดรายหนึ่ง ติดต่อกันมาครบระยะเวลาหนึ่ง จะได้รับสิทธิ์ให้ลาหยุดพิเศษประจำปีได้ดังนี้ :
1) ทำงานครบ 6 เดือนขึ้นไปแต่ไม่ครบ 1 ปี มีวันหยุดพักพิเศษ 3 วัน
2) 1 ปีขึ้นไปไม่ครบ 2 ปี มีวันหยุดพักพิเศษ 7 วัน
3) 2 ปีขึ้นไป ไม่ครบ 3 ปี มีวันหยุดพักพิเศษ 10 วัน
4) 3 ปีขึ้นไป ไม่ครบ 5 ปี มีวันหยุดพักพิเศษปีละ 14 วัน
5) 5 ปีขึ้นไป ไม่ครบ 10 ปี มีวันหยุดพักพิเศษปีละ 15 วัน
6) 10 ปีขึ้นไป จะได้รับวันหยุดพักพิเศษเพิ่มขึ้นอีกปีละ 1 วัน รวมสะสมแล้วไม่เกิน 30 วัน
2. แรงงานต่างชาติรวมกลุ่มย่างบาร์บีคิวริมลำธารที่จางฮั่วขยะเกลื่อน กระทบระบบนิเวศ เจ้าหน้าที่ชี้แม้ไม่ผิดกฎหมายแต่หากทำลายสิ่งแวดล้อม มีโทษปรับสูงสุด 6,000 เหรียญไต้หวัน
ชาวบ้านในตำบลเฟินหยวน เมืองจางฮั่ว ร้องเรียนว่า ในช่วงวันหยุดมักจะพบเห็นแรงงานต่างชาติจำนวนมากเดินทางมาพักผ่อนริมลำธารเมาหลัวซี นอกจากจับปลา ย่างเนื้อ ยังดื่มสุราสังสรรค์กันอย่างสนุกสนาน แต่กลับทิ้งขยะเกลื่อนกลาดทั่วบริเวณ ตั้งแต่กระป๋องเครื่องดื่ม ขวดสุรา เศษตาข่ายจับปลา ไปจนถึงเตาย่างที่ถูกเผาไหม้เสียรูปทรง ส่งผลให้พื้นที่ธรรมชาติซึ่งเคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเสื่อมโทรมลงอย่างน่าเป็นห่วง

ชาวบ้านเมืองจางฮั่วร้องเรียนว่า แรงงานต่างชาติจำนวนมากเดินทางไปพักผ่อนและเล่นน้ำในลำธารเมาหลัวซี ทิ้งขยะเกลื่อน (ภาพจาก LTN)
ชาวบ้านผู้เห็นเหตุการณ์เผยว่า แรงงานต่างชาติเหล่านี้มักใช้แหจับปลาในลำธาร ก่อนตัดกิ่งไม้แห้งมาทำเชื้อเพลิงย่างปลาและเนื้อสัตว์ จากนั้นก็ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มชูกำลังอย่างเพลิดเพลิน โดยไม่สนใจเก็บกวาดขยะที่เหลือทิ้งไว้ริมฝั่ง “พวกเขาจับปลาแล้วย่างกินกันตรงนั้น ดื่มเบียร์และเครื่องดื่มต่าง ๆ แล้วก็ทิ้งขวดกระป๋องกับตาข่ายที่ขาดไว้เต็มไปหมด” ชาวบ้านกล่าวด้วยความไม่พอใจ

แรงงานต่างชาติจำนวนมากเดินทางไปพักผ่อนริมลำธารเมาหลัวซีในวันหยุด เล่นน้ำ จับปลา ย่างเนื้อ ยังดื่มสุรา ทิ้งขยะเกลื่อนกลาดทั่วบริเวณ (ภาพจาก LTN)
รายงานระบุว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในช่วงวันหยุดยาวหลายครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นช่วงวันครู เทศกาลไหว้พระจันทร์ วันชาติ หรือวันฉลองกอบกู้ไต้หวัน โดยแรงงานต่างชาติจำนวนมากทั้งจากในเมืองจางฮั่วและนอกพื้นที่ อย่างไทจงและหนานโถว มักเดินทางมารวมตัวที่บริเวณนี้ เพื่อจับปลา ย่างบาร์บีคิวและทำอาหารกลางแจ้ง ส่งผลให้เกิดปัญหาขยะสะสมและการเผาทำลายพืชพรรณริมลำธาร นอกจากนี้ยังมีผู้พบเห็นว่าบางรายดื่มสุราแล้วขับขี่รถมอเตอร์ไซค์หรือรถจักรยานไฟฟ้ากลับที่พัก สร้างความกังวลด้านความปลอดภัยบนท้องถนน ชาวบ้านอีกคนยืนยันว่า “พวกเขาดื่มแล้วก็ขี่มอเตอร์ไซค์กลับ เมาแล้วขับแบบนี้อันตรายมาก เป็นปัญหาทางสังคมที่ควรได้รับการแก้ไข” ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานว่าแรงงานบางส่วนกระโดดลงไปเล่นน้ำโดยไม่คำนึงถึงความลึกของลำธาร ทำให้ประชาชนหวั่นเกรงว่า อาจเกิดอุบัติเหตุถูกกระแสน้ำพัดพาไป

แรงงานต่างชาติจำนวนมากเดินทางไปพักผ่อนริมลำธารเมาหลัวซีในวันหยุด เล่นน้ำ จับปลา ย่างเนื้อ ยังดื่มสุรา ทิ้งขยะเกลื่อนกลาดทั่วบริเวณ (ภาพจาก LTN)
ทางด้านนายเหลียงจื้อสง รองหัวหน้าสำนักงานสาขาที่ 3 ของกรมทรัพยากรน้ำชี้แจงว่า การจับปลาและย่างอาหารริมแม่น้ำไม่ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ตราบใดที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อแหล่งน้ำหรือสิ่งแวดล้อม แต่หากพบว่ามีการทิ้งขยะหรือทำลายพื้นที่ธรรมชาติ หน่วยงานจะประสานให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมเข้าดำเนินการปรับตามกฎหมาย โดยมีโทษปรับสูงสุดถึง 6,000 เหรียญไต้หวัน พร้อมเตือนว่า โดยทั่วไปจะตักเตือนก่อน หากพบเพียงขยะปริมาณเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน ก็จะให้ฝ่ายสิ่งแวดล้อมดำเนินการปรับ และการลงเล่นน้ำในลำธารมีความเสี่ยง และเจ้าหน้าที่จะเข้าห้ามเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงขอความร่วมมือนจากประชาชนและแรงงานต่างชาติที่มาใช้พื้นที่สาธารณะ ให้ช่วยกันรักษาความสะอาด เก็บขยะกลับไปด้วยทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เมาหลัวซี ซึ่งเป็นแหล่งธรรมชาติสำคัญของจางฮั่ว ต้องกลายเป็นลำธารแห่งขยะ จากพฤติกรรมมักง่ายของผู้มาเยือน

เมาหลัวซีเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองจางฮั่ว ทิวทัศน์ริมฝั่งสวยงาม มีวัวและนกจำนวนมาก (ภาพจาก i.epochtimes.com)
3. ศาลไต้หวันจำคุก 3 แรงงานเวียดนามรวม 94 ปี ฐานร่วมขบวนการมิจฉาชีพ รับจ้างกดเงิน 242 ครั้ง สูญกว่า 4.2 ล้าน ผู้เสียหาย 69 คน
ศาลท้องถิ่นจางฮั่วมีคำพิพากษาจำคุกแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย 3 คน หลังถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกล่อให้ทำหน้าที่กดเงิน เพื่อถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มแทนแก๊งมิจฉาชีพ โดยทั้งสามถูกจับได้หลังร่วมก่อเหตุเพียงเดือนเศษ แต่มีการกดเงินรวมถึง 242 ครั้ง มูลค่ารวมกว่า 4.2 ล้านเหรียญไต้หวัน มีผู้เสียหายรวม 69 ราย จำเลยทั้ง 3 ถูกจำคุก 12 ปี 2 เดือน 8 ปี และ 2 ปีตามลำดับ

แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายจำนวนมากถูกจับเนื่องจากตั้งแก๊งรับจ้างกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม ภาพจาก ctwant.com)
คำพิพากษาของศาลระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม ถึง 12 มิถุนายน 2568 จำเลยทั้งสามผลัดกันขี่รถจักรยานยนต์ออกตระเวนทั่ว 6 ตำบลในเมืองจางฮั่ว เช่น ฮัวถาน ผีโถวและซีโจว เพื่อกดเงินจากตู้เอทีเอ็มในร้านสะดวกซื้อหลายแห่งอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวมีความคล่องตัวสูง ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 1 ในจำเลยกดเงิน 50,000 เหรียญไต้หวันในเวลาเพียง 2 นาทีที่ร้านสะดวกซื้อในตำบลจู๋ถัง จากนั้นไม่ถึงชั่วโมงก็ไปกดอีก 30,000 เหรียญที่ตำบลผีโถว ก่อนจะขี่ต่อไปตำบลซีโจวและถอนอีกกว่า 60,000 เหรียญภายในเวลาเพียง 3 นาที

อาคารที่ทำการศาลท้องถิ่นเมืองจางฮั่ว (ภาพจาก LTN)
ผู้เสียหายหลากหลาย บางรายสูญเงินเพราะสมัครเว็บนัดเดต
คำพิพากษาของศาลเปิดเผยว่า เหยื่อทั้ง 69 คนมีแรงจูงใจในการโอนเงินแตกต่างกัน บางรายหลงเชื่อการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลหรือการซื้อสินค้าออนไลน์ แต่มีเหยื่อชายกว่า 20 คนถูกหลอกให้โอนเงินตั้งแต่ 5,000 ถึง 100,000 เหรียญ เพื่อสมัครสมาชิก “เว็บนัดเดต” หรือ “คลับลับขายบริการ” โดยเข้าใจว่าจะสามารถพูดคุยหรือพบปะหญิงสาวได้จริง

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า นายดิง แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย เป็นผู้เริ่มต้นทำหน้าที่รับจ้างกดเงิน ก่อนชักชวนเพื่อนร่วมชาติอีกสองคนมาร่วมทีม จนตนเองกลายเป็นหัวหน้าควบคุมการกดเงินแต่ละจุด พฤติกรรมดังกล่าวถือว่ามีความผิดหลายข้อหาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหมด 69 กระทง

โดยนายดิง ถูกตัดสินจำคุก 39 ปี 6 เดือน แต่ให้ลงโทษจำคุกจริง 12 ปี 2 เดือน นายฝ่าม ถูกตัดสินจำคุก 44 ปี ให้ลงโทษจริง 8 ปี นายซู ถูกตัดสินจำคุก 11 ปี ให้ลงโทษจริง 2 ปี ศาลยังมีคำสั่งยึดเงินของกลาง 510,000 เหรียญไต้หวันจากนายฝ่าม ซึ่งรวมถึง 70,000 เหรียญที่ยังไม่ทันโอนกลับไปเวียดนาม และริบค่าตอบแทน 120,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนนายซู อ้างว่ายังไม่ได้รับเงินค่าจ้างก่อนถูกจับ

ศาลระบุว่า โทษของหัวหน้าเครือข่ายรับจ้างกดเงินแก๊งนี้ รุนแรงเกือบเทียบเท่าคดีฆ่าคนตายหรือคดียาเสพติดรายใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระบวนการยุติธรรมไต้หวันที่จะปราบปรามขบวนการหลอกลวงทางการเงิน ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา