Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ชีพจรเศรษฐกิจ 1 ธันวาคม 2568
ชีพจรเศรษฐกิจ 1 ธันวาคม 2568

รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดทำการอีกครั้ง! หลังทางตัน 43 วันยุติลง ผลสำรวจชี้ทั้งสองฝ่ายถูกมองว่ามีส่วนผิดพอๆ กัน

    เมื่อไม่นานมานี้ วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้คลี่คลายสถานการณ์และยุติภาวะรัฐบาลกลางปิดทำการ ด้วยการผ่านร่างงบประมาณแบบประนีประนอม ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะให้การอนุมัติเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน และในวันเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามบังคับใช้ร่างกฎหมายดังกล่าวที่ทำเนียบขาว ส่งผลให้การปิดทำการของรัฐบาลกลางซึ่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสามารถกลับมาปฏิบัติงานอย่างเร็วที่สุดในเช้าวันที่ 13 พฤศจิกายน แต่อย่างไรก็ตามผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่รัฐบาลปิดทำการ คาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปอีกหลายสัปดาห์ และยังคงสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนจำนวนมากในสหรัฐฯ

     ตามข้อมูลจากคลังสมองสหรัฐฯ "ศูนย์นโยบายสองพรรค" (Bipartisan Policy Center) ระบุว่าในระหว่างช่วงรัฐบาลปิดทำการ มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางประมาณ 670,000 คนถูกสั่งให้หยุดงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง และอีกประมาณ 730,000 คนต้องทำงานต่อไปโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน เมื่อรัฐบาลกลับมาเปิดทำการเจ้าหน้าที่ทุกคนจะได้รับเงินเดือนภายในไม่กี่วัน และผู้ที่ถูกพักงานก็จะกลับมาปฏิบัติงานตามปกติ ในขณะเดียวกัน พื้นที่สาธารณะที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลกลาง ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติ พื้นที่ป่าไม้ หรือแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ จะกลับมาเปิดให้บริการ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่จะกลับมาปฏิบัติงานตามปกติ โครงการช่วยเหลือด้านโภชนาการเสริม (SNAP) หรือ "คูปองอาหาร" ก็จะกลับมาจ่ายเงินให้ประชาชนเต็มจำนวนทันที เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนราว 42 ล้านคนทั่วประเทศ

    สนามบินต่างๆในสหรัฐฯ จะทยอยกลับมาดำเนินงานตามปกติ แต่คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าที่ระบบการบินทั้งหมดจะฟื้นตัวสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ระบุเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า เนื่องจากเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศจะกลับมาทำงานเพิ่มขึ้น อัตราการลดเที่ยวบินที่สนามบินใหญ่ 40 แห่งจะยังอยู่ที่ 6% และจะไม่เพิ่มขึ้นเป็น 10% ตามแผนที่เคยเตรียมไว้สำหรับสุดสัปดาห์นี้

    การยุติการปิดรัฐบาลช่วยสร้างความหวังขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะต่ออุตสาหกรรมการบินซึ่งต้องเร่งฟื้นตัวก่อนถึงช่วงการเดินทางสูงสุดในเทศกาล Thanksgiving นอกจากนี้ครอบครัวอีกหลายล้านครัวเรือนที่กลับมาได้รับความช่วยเหลือด้านอาหาร จะมีงบประมาณที่คล่องตัวมากขึ้นสำหรับการจับจ่ายในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่กำลังมาถึง

    ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หน่วยงานสถิติหลักของสหรัฐฯ จะเริ่มกลับมาเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจอีกครั้ง ก่อนหน้านี้การขาดข้อมูลจากหน่วยงานรัฐในช่วงปิดทำการทำให้นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และครอบครัวชาวอเมริกันเกือบไม่ทราบสถานการณ์จริงเกี่ยวกับตลาดแรงงาน อัตราเงินเฟ้อ การบริโภค และแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม ข้อมูลบางชุดอาจสูญหายไปอย่างถาวร ทั้งนี้ทำเนียบขาวเปิดเผยว่ารายงานการจ้างงานเดือนตุลาคม และรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สำหรับเดือนเดียวกันอาจจะไม่ถูกเผยแพร่อีกเลย

    นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านประเมินว่าในช่วงรัฐบาลปิดทำการ GDP ของสหรัฐฯ ลดลงมากกว่า 0.1% ต่อสัปดาห์ แม้ผลผลิตส่วนใหญ่จะสามารถฟื้นตัวได้ภายในไม่กี่เดือนถัดมา แต่ก็ยังมีผลผลิตบางส่วนที่สูญหายไปอย่างถาวรและไม่สามารถกู้คืนได้ รายงานของสำนักข่าว Reuters ระบุว่าแม้ภาวะรัฐบาลกลางปิดทำการจะยุติลงแล้ว แต่สหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านการคลังอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลกลางจะยังคงเพิ่มภาระหนี้สาธารณะประมาณปีละ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ยอดหนี้รวมพุ่งขึ้นแตะระดับ 38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความเปราะบางของสถานการณ์การคลังในประเทศ และสร้างความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการจัดการภาระหนี้ในระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐฯ

    ในระหว่างพิธีลงนามยุติภาวะชัตดาวน์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวอย่างชัดเจนว่า "เราจะต้องไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก" ซึ่งถือเป็นถ้อยคำที่สะท้อนถึงความไม่พอใจต่อความขัดแย้งทางการเมืองที่ลากยาวจนส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้ทรัมป์ยังใช้โอกาสดังกล่าวโจมตีพรรคเดโมแครต พร้อมทั้งเตือนประชาชนให้ "อย่าลืมสิ่งที่เกิดขึ้น" เมื่อถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในปีหน้า โดยทรัมป์ต้องการชี้ให้เห็นว่าความล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงงบประมาณไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลตนฝ่ายเดียวเท่านั้น

    อย่างไรก็ตามแม้ทั้งสองพรรคจะพยายามโยนความรับผิดชอบให้กันและกัน ผลสำรวจจาก Reuters และ Ipsos บริษัทสำรวจความคิดเห็นระดับโลก ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน กลับแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจว่า 50% ของชาวอเมริกันโทษพรรครีพับลิกัน ที่ทำให้เกิดการชัตดาวน์ และอีก 47% มองว่าพรรคเดโมแครตเป็นผู้ต้องรับผิดชอบ

    ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะทางการเมืองจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างแท้จริง ความนิยมของทั้งสองพรรคไม่ได้เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งแต่กลับสะท้อนภาวะ "แตกแยกทางการเมือง" ที่ฝังลึกในสังคมอเมริกัน ประชาชนจำนวนมากมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียวแต่เป็นผลจากการทำงานร่วมกันที่ไม่มีประสิทธิภาพของทั้งสองพรรค ซึ่งทำให้ระบบการเมืองสหรัฐฯ ขาดเสถียรภาพและไม่สามารถหาทางออกให้แก่ประชาชนได้อย่างทันท่วงที เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากภาระหนี้ที่พุ่งสูงเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างทางการเมืองของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อทิศทางนโยบาย เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาวอีกด้วย

    จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติด้วยคะแนนเสียง 60 ต่อ 40 เห็นชอบร่างข้อตกลงงบประมาณเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนนั้น พรรคเดโมแครตในวุฒิสภาเคยลงมติคว่ำร่างงบประมาณที่ได้รับจากสภาผู้แทนฯ ถึง 14 ครั้ง สื่อ The Hill ระบุว่า เนื่องจากงบประมาณของโครงการช่วยเหลือด้านโภชนาการใกล้จะหมดลงในวันที่ 1 พฤศจิกายน รวมถึงการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินซึ่งทำให้สนามบินเกิดความล่าช้าอย่างรุนแรง กลุ่มสมาชิกพรรคเดโมแครตสายกลางและผู้ที่ใกล้เกษียณจึงอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักให้รีบแก้ปัญหาและเปิดรัฐบาลอีกครั้ง

เนื้อหาสำคัญของข้อตกลงประกอบด้วย:

1. การยกเลิกคำสั่งปลดพนักงานรัฐบาลกลางกว่า 4,000 คน

ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างช่วงปิดทำการและป้องกันไม่ให้รัฐบาลทรัมป์ดำเนินแผนลดกำลังคน (RIFs) เพิ่มเติมในช่วงระยะเวลาที่มติรักษาสถานะเดิมยังมีผลจนถึงวันที่ 30 มกราคม 2026 ตามบันทึกของรัฐบาลกลาง เมื่อเริ่มต้นวาระที่สองของทรัมป์ มีเจ้าหน้าที่พลเรือนประมาณ 2.2 ล้านคนทำงานให้รัฐบาลกลาง แต่ตามแผนลดกำลังคนของรัฐบาล คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีพนักงานอย่างน้อย 300,000 คนถูกปลดออก

2. การรับประกันงบประมาณให้กับหลายกระทรวงและหน่วยงานจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2026

ข้อตกลงนี้จะทำให้สภาคองเกรสดำเนินการผ่านร่างกฎหมายงบประมาณประจำปีสำหรับหน่วยงานต่างๆ ได้ต่อเนื่อง รวมถึง กระทรวงสงคราม (Department of War) กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ (HHS) กระทรวงเกษตร กระทรวงกิจการทหารผ่านศึก การก่อสร้างทางทหาร และหน่วยงานฝ่ายนิติบัญญัติ นอกจากนี้ ระบบคูปองอาหารภายใต้ SNAP จะได้รับงบประมาณต่อเนื่องจนถึงปีงบประมาณ 2026

3. การจัดสรรงบประมาณชั่วคราวให้กับหน่วยงานอื่นๆ จนถึงวันที่ 30 มกราคม 2026

อย่างไรก็ตาม ผู้นำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาไม่ได้รับประกันว่าร่างกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขยายเงินอุดหนุนจะได้รับเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภา และถึงแม้ว่าจะผ่านวุฒิสภา ก็ไม่ได้แปลว่าจะเข้าสู่กระบวนการลงมติในสภาผู้แทนราษฎรโดยอัตโนมัติ

    รัฐบาลกลางเริ่มปิดทำการเมื่อเวลา 00:01 น. ของวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งเป็นการปิดรัฐบาลครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและสภาคองเกรสเกี่ยวกับงบประมาณด้านนโยบายสาธารณสุข ฝ่ายเดโมแครตเรียกร้องให้ขยายมาตรการลดหย่อนภาษีที่กำลังจะหมดอายุ เพื่อช่วยลดค่าเบี้ยประกันสุขภาพ และขอให้ยกเลิกคำสั่งของทรัมป์ที่ลดงบประมาณของ Medicaid ในช่วงปิดรัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางราว 1.4 ล้านคนถูกบังคับให้หยุดงานหรือทำงานโดยไม่รับค่าจ้าง รวมถึงเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินและเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ ทำให้บริการสาธารณะหลายประเภทหยุดชะงัก

    การปิดรัฐบาลยาวกว่า 40 วันทำให้เกิดความปั่นป่วนอย่างรุนแรงต่อระบบการบิน Al Jazeera อัล จาซีรา รายงานเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน อ้างอิงข้อมูลจาก FlightAware ว่า จนถึงวันที่ 9 มีเที่ยวบินอย่างน้อย 2,300 เที่ยวถูกยกเลิก และมีเที่ยวบินล่าช้ากว่า 8,000 เที่ยว เนื่องจากการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ สนามบินในนิวยอร์ก ชิคาโก (O'Hare) และแอตแลนตา (Hartsfield–Jackson) ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ

    ประชาชนราว 42 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นหนึ่งในแปดของประชากรสหรัฐฯ ต้องพึ่งพาโครงการโภชนาการเสริมทำให้ความช่วยเหลือนี้ตกอยู่ในความเสี่ยง แม้ว่าศาลสองแห่งจะมีคำสั่งให้รัฐบาลทรัมป์จ่ายเงินคงค้าง แต่คำสั่งหนึ่งถูกศาลสูงสหรัฐฯ ระงับชั่วคราวเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม

    ทั้งนี้นักข่าวไมค์ แฮนนา Mike Hanna จาก Al Jazeera รายงานว่า รัฐบาลทรัมป์ได้แจ้งรัฐต่างๆว่าการจ่ายเงินในเดือนนี้ต้องไม่เกิน 60% ของยอดที่ควรจ่าย และยังขู่ตัดงบสนับสนุนทั้งหมดหากรัฐใดละเมิดข้อกำหนด 

    สำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) ได้ประเมินผลกระทบเชิงเศรษฐกิจจากการปิดทำการของรัฐบาลกลาง โดยระบุว่า หากรัฐบาลปิดทำการต่อเนื่องเป็นเวลา 4 สัปดาห์ จะทำให้ GDP ของสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 หดตัวลงประมาณ 1% และหากสถานการณ์ยืดเยื้อไปถึง 8 สัปดาห์ ตัวเลขการหดตัวของ GDP อาจเพิ่มขึ้นเป็น 2% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระยะเวลาการชัตดาวน์มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ลึกขึ้นตามลำดับ

    แม้ส่วนใหญ่จะฟื้นตัวได้ในไตรมาสแรกของปี 2026 แต่ไม่อาจฟื้นได้ทั้งหมด PBS รายงานว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจถาวรอาจอยู่ระหว่าง 7,000–14,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการที่พนักงานไม่สามารถสร้างผลผลิตในช่วงที่ถูกพักงาน ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ เคยประสบปัญหารัฐบาลปิดทำการหลายครั้ง วาระแรกของทรัมป์ก็เคยมีการปิดรัฐบาลถึง 3 ครั้ง โดยครั้งที่ยาวที่สุดนานคือ 36 วัน ในปี 2019 ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งเรื่องงบประมาณสำหรับสร้างกำแพงชายแดนสหรัฐฯ–เม็กซิโก การปิดรัฐบาลครั้งนั้นสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解