1. คิดให้ดีก่อนกู้! เบี้ยวจ่ายไม่ง่ายอย่างคิด! เจ้าหนี้ยื่นขอศาลอายัดทุกทาง ทั้งเงินหักฝาก ภาษี และอย่าเซ็นค้ำประกันให้ใคร ถ้าไม่อยากเป็นหนี้แทนคนอื่น
ปัญหาเรื่องหนี้สิน เป็นปัญหาเรื้อรังที่มีมากับคนไทยอย่างยาวนาน แรงงานไทยในไต้หวันจำนวนไม่น้อยก็นิยมกู้เงินมาใช้ก่อน ปัญหาหนี้สินของแรงงานไทยในไต้หวัน จึงมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น
หนี้เงินกู้นอกระบบ เริ่มกลายเป็นปัญหาใหญ่ของแรงงานต่างชาติ สาเหตุสำคัญมาจากการขาดวินัยทางการเงิน ใช้จ่ายเงินอย่างฟุ้งเฟ้อเกินตัว ทำให้แรงงานต่างชาติจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีทั้ง 4 ชาติ หนี้เก่าที่กู้มาจากบ้านเกิด เพื่อเป็นค่าบริการจัดหางานหรือที่รู้จักกันในนามค่าหัวคิว ยังชำระไม่หมด ก็มาก่อหนี้ใหม่ ทำให้หนี้สินท่วมตัว จนกระทบต่อการทำงาน บางคนใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการหลบหนี หรือหนีหนี้กลับบ้าน บางรายถูกเจ้าหนี้กดดัน อย่างแรงงานเวียดนาม มีข่าวถูกขบวนการทวงหนี้ชาติเดียวกันจับตัวไปทรมาน แล้วถ่ายทอดสดให้ญาติพี่น้องที่เวียดนามโอนเงินค่าไถ่บ่อยครั้ง กลายเป็นปัญหาของแรงงานต่างชาติที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมไต้หวัน

สำหรับแรงงานไทย มีจำนวนหนึ่งที่ไม่มีวินัยทางการเงิน หนี้สินที่กู้ยืมมาจากประเทศไทยเพื่อจ่ายเป็นค่าหัวคิว เมื่อเดินทางถึงไต้หวันต้องไปผ่อนชำระเป็นรายเดือนที่ร้านสะดวกซื้อ แรงงานไทยส่วนใหญ่จ่ายตามสัญญา แต่มีบางคนผิดนัดชำระ โดนบริษัทเงินกู้ตามทวงยังทำเฉย เดือนต่อไปพบว่า เงินค่าจ้างถูกศาลสั่งนายจ้างหักไปใช้หนี้ถึง 1 ใน 3 ขณะที่บางคนตั้งใจปล่อยศาลบังคับให้นายจ้างหักเงินค่าจ้าง ไม่งั้นเงินไม่เหลือจ่าย แต่มาเห็นหนี้ค้างชำระเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเกือบครึ่ง เนื่องจากบริษัทเงินกู้บวกค่าปรับ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนาย ฯลฯ อีกหลายรายการเข้าไปด้วย นอกจากจะแจ้งศาลบังคับนายจ้างหักค่าจ้าง 1 ใน 3 แล้ว บริษัทปล่อยกู้บางรายยังโหด ยื่นขอศาลออกคำสั่งอายัดเงินในบัญชีธนาคาร และสั่งสรรพากรอายัดเงินคืนภาษีทั้งหมด แม้ต่อมาจะชำระหนี้หมดแล้ว แต่เงินภาษีเอาคืนไม่ได้ ต้องเดินทางมายื่นขอเอง ยุ่งยากมาก

หนี้เงินกู้นอกระบบ กลายเป็นปัญหาใหญ่ของแรงงานไทย สาเหตุสำคัญมาจากการขาดวินัยทางการเงิน ใช้จ่ายเงินอย่างฟุ้งเฟ้อเกินตัว จนกระทบต่อการทำงาน บางรายถูกเจ้าหนี้กดดัน ต้องแก้ปัญหาด้วยการหลบหนี หรือหนีหนี้กลับบ้าน และหนี้ยังเป็นสาเหตุหลักของการนอนไม่หลับ ตลอดจนการฆ่าตัวตายด้วย
คนที่เป็นหนี้จากความจำเป็นจริงๆ มักจะไม่ใช่หนี้สินที่ก่อปัญหาหนักอกหนักใจ ทว่าหนี้ที่สร้างปัญหาคือ หนี้ที่เกิดจากความอยากได้ อยากมี หรือเกิดจากความต้องการหรือความฟุ่มเฟือยส่วนตัว เป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้ เข้าทำนองใช้ก่อน ผ่อนทีหลัง ทำให้ปัญหาการเกิดหนี้สินเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับผู้ที่ไม่มีวินัยในการใช้จ่ายเงิน และไม่มีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน

นอกจากนี้ ขอเตือนว่า อย่าเซ็นชื่อค้ำประกันให้ใครเด็ดขาด เพราะคนค้ำประกันก็คือ ว่าที่คนใช้หนี้แทน หากเขาหนีหนี้ คนค้ำประกันต้องกลายเป็นลูกหนี้ในจำนวนเงินที่อาจรับไม่ไหว ต้องทุกข์กาย ทุกข์ใจไม่มีที่สิ้นสุด เป็นหนี้ที่ไม่ได้ก่อแต่ต้องคอยมาตามชดใช้ จึงขอเตือนเพื่อนแรงงานไทยว่า จงพิจารณาให้ถ้วนถี่ หากมีใครมาขอยืมเงินหรือมาขอให้เราเป็นผู้เซ็นค้ำประกันให้ อย่าตกลงเด็ดขาด มิเช่นนั้น อาจจะเข้าทำนอง เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รอง เอากระดูกมาแขวนคอ ก็เป็นได้
สรุปแล้ว อโรคยา ปรมา ลาภา การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐฉันใด การไม่มีหนี้ก็เป็นลาภอันประเสริฐฉันนั้น แนะนำให้แรงงานไทยต้องวางแผนการใช้เงิน ค่าจ้างแต่ละเดือนต้องแบ่งสัดส่วน นอกจากส่งบ้าน ใช้จ่ายส่วนตัวแล้ว ต้องเก็บออมไว้ส่วนหนึ่งเผื่อใช้ในยามฉุกเฉิน สุดท้ายขอฝากคำเตือนไว้ว่า ไม่อยากเสียเพื่อน ไม่อยากเสียใจ อย่าค้ำประกันใคร และอย่าให้ใครยืมเงิน
2. อย่าลืมเป้าหมาย! แรงงานไทยส่วนใหญ่ขยันอดทน ส่งเงินกลับบ้าน แต่ก็มีบางคนหลงลืมตัว ทิ้งให้ลูกเมียแบกรับภาระหนี้สินแต่ลำพัง...
แรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน ต่างก็มีเป้าหมายประสงค์มาทำงานหาเงินยกระดับฐานะครอบครัวจากที่ยากจนให้อยู่ดีกินดี ส่วนใหญ่มาแล้วตั้งใจทำงาน ประหยัดอดออมและส่งเงินกลับบ้าน นอกจากชำระหนี้หมดแล้ว ยังส่งเสียให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดี มีการมีงานทำ ฐานะครอบครัวดีขึ้น เรียกได้ว่าลืมตาอ้าปากได้ ขณะที่มีแรงงานไทยจำนวนหนึ่ง ตรงกันข้าม เดินทางมาแล้วหลงลืมตัว ติดผู้หญิง ติดการพนันหรือกระทั่งติดยาเสพติด หนี้เก่าที่กู้มาเป็นค่าหัวคิวยังใช้ไม่หมด ก่อหนี้ใหม่บาน ต้องโกหกทางบ้านว่า โอน้อยเงินไม่พอส่งหรือนายจ้างค้างค่าจ้าง ทั้งที่คนอื่นในโรงงานเดียวกันไม่ได้เป็นเช่นนั้น จากนั้นจะเงียบหายไปติดต่อไม่ได้

ญาติพี่น้องของแรงงานไทยจำนวนหนึ่ง ร้องเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ ว่า กู้หนี้ยืมสินมาเป็นค่าหัวคิวให้สามีเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน ช่วง 3-4 เดือนแรก ยังโอนเงินกลับบ้านใช้หนี้ตัดดอกอยู่บ้าง แต่ไม่กี่เดือนก็เงียบหายไป ไม่ติดต่อกลับบ้าน ไม่รับโทรศัพท์ ทางบ้านเดือดร้อนหนัก ไหนจะค่าครองชีพ ที่สำคัญหนี้สินจากค่าหัวคิวยังไม่ได้ชำระ ทำให้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเพิ่มพูน เจ้าหนี้มาทวงและจะยึดบ้านหรือยึดที่ดิน เดือดร้อนหนัก ไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากใครได้? ไปขอให้บริษัทจัดหางานช่วยเหลือ ได้รับคำตอบว่า ช่วยไม่ได้จริง ๆ เป็นปัญหาส่วนตัว เมื่อไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ อย่างกระทรวงแรงงานหรือสำนักงานแรงงานไทย ก็ได้แต่เพียงช่วยประสานติดต่อแจ้งให้ทราบว่า ภรรยาและลูกเดือดร้อน แต่ไม่ค่อยได้ผล เพราะการจะโอนเงินกลับบ้านหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเจ้าตัว บังคับกันไม่ได้ หากไม่ยอมโอนหรือมีปัญหาอื่น ก็ไม่มีใครช่วยเหลือได้ ฟังปัญหาของผู้ร้องเหล่านี้แล้ว ก็ได้แต่สงสารครอบครัวของแรงงานไทยที่ไร้ความรับผิดชอบเหล่านี้ รายการวันนี้เลยอยากนำประเด็นนี้มาพูดคุย แม้จะมีเพื่อนผู้ฟังบอกว่า คนที่มีปัญหาดังกล่าว พวกเขาไม่ฟังรายการหรอก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มแรงงานไทย หากเป็นเรื่องดี จะแสดงความชื่นชมและนำมาเล่าเพื่อเป็นตัวอย่าง ในเรื่องที่เป็นแง่ลบ ก็จะนำตีแผ่เช่นกัน เพื่อให้ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในกลุ่มแรงงาน ซึ่งอาจเป็นอุทาหรณ์หรือเป็นข้อคิดเตือนใจหลีกเลี่ยงเดินซ้ำรอย

ความสำเร็จนั้นเกิดจากการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการเวลาและการงานที่ดี และทัศนคติเชิงบวก ฯลฯ โดยมีหัวใจหลักคือการมีเป้าหมายชัดเจน อดทน และพร้อมปรับตัว
ภรรยารายหนึ่งร้องเรียนว่า สามีบอกอยากมาทำงานที่ไต้หวัน เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว ตนกับสามีจึงไปกู้เงินจำนวน 150,000 บาท เพื่อเป็นค่าหัวคิวในการเดินทางมาทำงานโรงงานผลิตสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่งที่เถาหยวน เป็นโรงงานขนาดใหญ่ สวัสดิการต่าง ๆ ได้มาตรฐาน ก่อนมา สามีตั้งใจจะมาทำงานหาเงินไปเลี้ยงครอบครัว ผู้เป็นภรรยาเล่าว่า ช่วงแรก ๆ ก็โอนเงินกลับบ้านตามปกติ แต่ไม่กี่เดือน ต้องโทรมาบอกความเดือดร้อนแบบขอทานจึงโอนให้ แต่ก็โอนให้แค่เดือนละ 4,000-7,000 บาท ต่อมาเงียบหายไป โทรมาก็ไม่รับสาย ทิ้งให้ภรรยาต้องแบกรับภาระในการเลี้ยงลูกน้อย 2 คน ไปทำงานก็ไม่ได้ ไหนจะค่าแพมเพิส ค่ากินในแต่ละวัน ยังมีหนี้สินอีก 150,000 บาท ไม่ได้ชำระเลยสักบาท ป่านนี้ทั้งต้นทั้งดอกบาน ภรรยาบอกว่าไม่เคยนึกว่า สามีจะขาดความรับผิดชอบทิ้งระเบิดลูกเบ้อเริ่มไว้ให้แก่ครอบครัว ไปขอความช่วยเหลือจากบริษัทจัดหางานที่จัดส่ง และสำนักงานแรงงานไทย ก็ให้ความช่วยเหลือด้วยการตักเตือน แต่ก็ไร้ผล ไม่ติดต่อและไม่ส่งเงินมาทางบ้านอยู่ดี จึงอยากขอความช่วยเหลือจากแรงงานไทย ใครที่รู้จักสามี ช่วยบอกให้ติดต่อกลับไปที่ภรรยาด้วย ซึ่งก็บอกชื่อ บอกโรงงานและห้องที่พักมาด้วย

นายวีรพันธ์ เสนาะพิน แรงงานไทยจากนครปฐม ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ (ภาพจากศูนย์จัดหางานหูเหว่ย เมืองหยุนหลิน)
เรื่องนี้ น่าเห็นใจมาก นึกสภาพออกเลยว่า ผู้เป็นภรรยาเดือดร้อนและทุกข์ขนาดไหน แต่บอกตรง ๆ เลยว่า คงแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องของสัญญาจ้าง หรือระเบียบกฎหมาย แต่เป็นนิสัยส่วนบุคคล จงใจหลบเลี่ยงไม่ส่งเงินกลับบ้าน ไม่มีใครไปบังคับเขาได้ แนะให้ผู้เป็นภรรยาต้องเข้มแข็ง ใช้สติปัญญาหาทางออก แก้ปัญหาค่าครองชีพและหนี้สินด้วยตนเอง จะรอความหวังจากสามีอย่างเดียวคงไม่ไหว และนี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของผู้ร้องที่มีจำนวนมาก แรงงานไทยส่วนใหญ่มีความรับผิดชอบสูง ขยันทำงาน อดออมส่งเงินกลับบ้านจนครอบครัวมีฐานะดีขึ้น และส่งเสียลูกเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ แรงงานไทยเหล่านี้ น่านับถือและน่าชื่นชมจริง ๆ

แรงงานกึ่งฝีมือชาวฟิลิปปินส์ที่โรงงานในจางฮั่ว (ภาพจาก newstaiwan.net)
การเดินทางไปทำงานต่างประเทศ หลายคนบอกว่าขึ้นอยู่กับดวง แต่ความจริงขึ้นอยู่กับตัวของเราเองมากกว่า หากเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น มีสติเตือนใจตลอดเวลา ที่สำคัญไม่อ่อนไหวต่อสิ่งยั่วยวนต่าง ๆ เช่นรู้จักปฏิเสธเมื่อเพื่อนชวนไปในทางที่ผิด เที่ยวผับ ดื่มสุราจนใจแตก เล่นการพนันหรือแม้กระทั่งเล่นยา หากสามารถครองตนด้วยสติสัมปชัญญะ ท่านก็จะเป็นผู้มีความภาคภูมิใจในความสำเร็จของตน

แรงงานไทยที่ไซต์งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าต้าถาน นครเถาหยวน
3. คนสู้ชีวิต! หญิงเวียดนามในไต้หวัน อดออม-ขยันทำงาน 10 ปี ซื้อบ้านในไทเป 3 หลัง ที่บ้านเกิดอีกหลายหลัง รายได้ค่าเช่าเดือนละกว่า 150,000 เหรียญไต้หวัน
ช่วงนี้มีสื่อไต้หวันรายงานเรื่องราวของหวงเยว่ฉิง (黃悅晴) ผู้หญิงชาวเวียดนามวัย 44 ปี กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนจำนวนมากในไต้หวัน จากหญิงสาวต่างชาติที่แต่งงานมาอยู่ไต้หวันตั้งแต่อายุเพียง 21 ปี ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังการหย่าร้างโดยไม่มีทรัพย์สินติดตัวเลยแม้แต่เหรียญเดียว แต่ด้วยความมานะ อดออม และมองการณ์ไกลด้านการลงทุน เธอสามารถพลิกชีวิตจนกลายเป็นเจ้าของกิจการและเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในไทเปและนครโฮจิมินห์ของเวียดนาม ภายในเวลาเพียง 10 ปี

ปัจจุบัน หวงเยว่ฉิงมีรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สินรวมกว่า 150,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน และเป็นเจ้าของบ้าน 3 หลังในไทเป ในจำนวนนี้ หนึ่งหลังเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนอีกสองหลังเป็นสำนักงานให้เช่า ขณะเดียวกันยังมีบ้านและที่ดินอีกหลายแปลงในเวียดนามที่เปิดให้เช่าเช่นกัน
จากผู้หย่าร้างโดยไม่ได้รับทรัพย์สินใด ๆ สู่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์
หลังการหย่าร้างเมื่ออายุ 30 ปี หวงเยว่ฉิงต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดนพร้อมลูกสองคนโดยไม่มีเงินเก็บ เธอตัดสินใจอยู่ต่อในไต้หวัน เริ่มต้นจากการเปิดร้านทำเล็บขนาดเล็ก ก่อนขยายกิจการเป็นร้านสระผมสไตล์เวียดนาม พร้อมเก็บออมทุกเหรียญจากรายได้ “ผู้หญิงทุกคนชอบซื้อกระเป๋า แต่กระเป๋าไม่ได้เพิ่มมูลค่า มันไม่ใช่สินทรัพย์ ซื้อไว้สักหนึ่งหรือสองใบก็พอ ที่เหลือควรเก็บไว้ลงทุน” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ฉันตั้งเป้าตั้งแต่อายุ 30 ว่า พออายุ 40 จะต้องมีบ้านในไทเปให้ได้” และเธอก็ทำสำเร็จ แม้ปัจจุบันรายได้ค่าเช่าจะเพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างสบาย แต่หวงเยว่ฉิงยังคงทำงานมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน และเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมเพื่อสร้างเครือข่าย เธอบอกว่า “ฉันชอบทำงาน และชินกับการใช้ชีวิตแบบประหยัดแล้ว”

หวง เยว่ฉิงวัย 44 ปี คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวลูกสอง พลิกชีวิตจนกลายเป็นเจ้าของกิจการและเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ภายในเวลาเพียง 10 ปี (ภาพจาก mirrormedia.mg)
กลยุทธ์การลงทุน : มองหาทำเลดีแต่ไม่ต้องติดถนนใหญ่
หวงเยว่ฉิงเผยเคล็ดลับในการลงทุนว่า เธอไม่เลือกซื้อบ้านพักอาศัยทั่วไปเหมือนคนส่วนใหญ่ แต่หันไปลงทุนในอาคารสำนักงานแบบเป็นที่พักอาศัยและสำนักงานพาณิชย์ ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงและความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากผู้เช่ามักเป็นบริษัท ไม่ต้องตกแต่งมากและดูแลรักษาง่าย เธอเปิดเผยเคล็ดลับต่อไปว่า “ทำเลดีไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ติดถนนใหญ่ ฉันเลือกอาคารที่อยู่ในตรอกหลังถนนหลัก เพราะราคาถูกกว่าราว 10% แต่ยังใกล้รถไฟฟ้า โรงเรียน หรือร้านสะดวกซื้อ ถ้าเดินถึงรถไฟฟ้าใน 7 นาที ถือว่าเหมาะที่สุด”
อีกหนึ่งหลักคิดที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จ คือยิ่งสภาพบ้านแย่ ยิ่งมีโอกาสต่อรองได้มาก” เธอเล่าว่าเมื่อปีที่แล้ว เธอซื้ออาคารสำนักงานขนาด 40 ผิง หรือประมาณ 132 ตร. เมตรในเขตต้าถง ในกรุงไทเป ซึ่งมีอายุอาคารกว่า 40 ปี ด้วยราคาต่อผิงละ 550,000 เหรียญไต้หวัน เพราะสภาพบ้านทรุดโทรมมาก หลังจากนั้นจึงลงทุนปรับปรุงใหม่ด้วยงบประมาณ 4 ล้านเหรียญไต้หวัน คิดเป็นต้นทุนเพียง 100,000 เหรียญต่อผิง ในขณะที่ราคาตลาดในละแวกเดียวกันสูงถึง 800,000 เหรียญต่อผิง เธอกล่าวว่า บางครั้งสภาพบ้านที่แย่ไม่ใช่ข้อเสีย แต่คือโอกาส ถ้าคำนวณต้นทุนรีโนเวตแล้วคุ้ม ก็ถือว่าซื้อได้ในราคาต่ำกว่าตลาดมาก

ร้านสระผมและนวดสปาสไตล์เวียดนามของหวงเยว่ฉิง (ภาพจาก news.owlting)
สื่อไต้หวันหลายฉบับนำเรื่องราวของหวงเยว่ฉิงมาเผยแพร่ เกี่ยวกับเรื่องนี้ หลินจื้อฉวิน ทนายความชื่อดังโพสต์ในเฟซบุ๊กเล่าว่า เคยมีลูกความเป็นภรรยาชาวต่างชาติคนหนึ่งที่ทำงานหนักจนสร้างรายได้มหาศาล โดยระบุว่า “ตอนศาลถามรายได้ต่อปีของเธอ ตัวเลขที่ได้ยินทำให้ผมตกใจมาก” โพสต์ดังกล่าวได้รับการแชร์อย่างแพร่หลายและมีชาวเน็ตจำนวนมากร่วมแสดงความคิดเห็น หลายคนยกย่องความขยันอดทนของหญิงต่างชาติที่มุ่งมั่นสร้างฐานะด้วยตนเอง ขณะที่บางคนชี้ว่า คนไต้หวันจำนวนไม่น้อยกลับเอาแต่บ่นแทนที่จะลงมือทำ ขณะที่ความคิดเห็นจากชาวเน็ตบางส่วนระบุว่า “ผู้หญิงต่างชาติหลายคนขยันมากจริง ๆ ฉันรู้จักหลายคู่ที่สามีไต้หวันกลับกลายเป็นคนพึ่งภรรยา” “เคยได้ยินเหมือนกันว่าภรรยาเวียดนามบางคนเริ่มจากร้านตัดเล็บจนซื้อบ้านได้” “แรงงานเวียดนามในภาคใต้ขยันมาก บางคนทำงานเก็บผักวันละสองถึงสามที่” “คนที่ชอบโทษคนอื่นมักไม่ขยันเองหรอก ถ้าพยายามจริง ๆ ใครก็ทำได้”
สังคมผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในไต้หวันกำลังเติบโต
จากข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยไต้หวัน ปัจจุบันมีผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ หรือคู่สมรสชาวต่างชาติเกือบ 600,000 คน โดยผลสำรวจความต้องการด้านชีวิตของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ปี 2566 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 94.8% มีความพึงพอใจกับงานที่ทำอยู่ และสัดส่วนของผู้ที่ถือใบรับรองวิชาชีพเพิ่มขึ้นจาก 6.1% ในปี 2561 เป็น 8.7% ในปี 2566 ขณะที่ 15.4% ของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ได้เริ่มต้นทำธุรกิจของตนเองแล้ว

หวงเยว่ฉิง บริการลูกค้าด้วยตนเอง (ภาพจาก news.owlting)
เรื่องราวของหวงเยว่ฉิง จึงไม่เพียงสะท้อนถึงพลังแห่งความขยันและความมุ่งมั่นของผู้หญิงต่างชาติในไต้หวันเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันว่า ความพยายามและความอดทนย่อมนำไปสู่ความสำเร็จ ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากจุดใดก็ตาม”