1. หอการค้ายุโรปในไต้หวันเสนอให้ยกเลิกเก็บค่าหัวคิวแรงงานต่างชาติ เตือนหากไม่ปฏิรูปอาจถูกยุโรปคว่ำบาตรตามรอยสหรัฐ
สมาคมหอการค้าสหภาพยุโรปในไต้หวัน (European Chamber of Commerce Taiwan – ECCT) ออกคำแนะนำประจำปี 2569 พร้อมเตือนแรงว่า ไต้หวันควรเดินหน้าสู่ระบบศูนย์ค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานต่างชาติ เพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชน และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงถูกสหรัฐหรือยุโรปใช้มาตรการทางการค้าเล่นงาน หลังกรณีบริษัท Giant Group ถูกสหรัฐสั่งระงับนำเข้าสินค้าด้วยข้อหาละเมิดแรงงานบังคับ

เดินทางมาทำงานไต้หวัน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เริ่มมีนายจ้างรับผิดชอบแทนแรงงานมากขึ้น
เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ศุลกากรและป้องกันพรมแดนสหรัฐ (CBP) ออกคำสั่งชะลอการนำเข้าสินค้าจักรยานและชิ้นส่วนที่ผลิตโดย Giant ถือเป็นครั้งแรกที่สินค้าจากผู้ผลิตในไต้หวันถูกสหรัฐกีดกันด้วยเหตุผลด้านสิทธิมนุษยชน CBP ระบุว่า จากการสอบสวนตามนิยามขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) พบสัญญาณของการบังคับใช้แรงงาน ตามเกณฑ์ของ CBP ถึง 5 ข้อ เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมจักรยานของไต้หวัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่หลายบริษัทประกาศรับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทนแรงงานต่างชาติทั้งหมด หลังจากช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทขนาดใหญ่ที่ส่งสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ และยุโรป ทยอยใช้ระบบ RBA นำเข้าแรงงานต่างชาติโดยนายจ้างออกค่าใช้จ่ายแทนทั้งหมด แต่ยังถือเป็นส่วนน้อย หากเทียบกับจำนวนผู้ประกอบการทั่วไต้หวันที่นำเข้าแรงงานต่างชาติ

แรงงานฟิลิปปินส์ในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ (ภาพจาก twreporter.org-Reuter/Erik de Castro)
ECCT ย้ำหนักแน่น : ไต้หวันต้องเลิกค่าหัวคิวแรงงานต่างชาติ ไม่เช่นนั้นยุโรปอาจตามรอยสหรัฐ
ในรายงานข้อเสนอของ ECCT ระบุชัดว่า ไต้หวันควรยกเลิกค่าใช้จ่ายและห้ามบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวจากแรงงานต่างชาติ พร้อมเสริมระบบคุ้มครองแรงงานให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อป้องกันกรณีสินค้าถูกระงับนำเข้าหรือถูกคว่ำบาตรจากประเทศสำคัญทั้งสหรัฐและยุโรป
Howard Shiu ประธานคณะกรรมการด้านทรัพยากรบุคคลของ ECCT กล่าวระหว่างการนำเสนอว่า ช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา ECCT เรียกร้องประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง แต่เป็นประเด็นอ่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จำนวนมหาศาล จึงไม่ค่อยได้รับแรงผลักดันจากนโยบายภายในประเทศ จนกระทั่งกรณี Giant ถูกสหรัฐสั่งระงับนำเข้าสินค้า ทำให้ปัญหาถูกผลักกลับสู่เวทีสาธารณะอีกครั้ง

แรงงานต่างชาติที่ศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ นครไทจง (ภาพจาก cw.com.tw)
แรงงานต้องจ่ายค่าหัวคิว 2 แสนเหรียญก่อนการเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน กลายเป็นภาระหนี้ที่ผลักให้แรงงานหลบหนี
ประธานคณะกรรมการด้านทรัพยากรบุคคลของ ECCT ผู้นี้เปิดเผยว่า แรงงานต่างชาติในไต้หวันจำนวนมากมาจากเวียดนาม อินโดนีเซีย ไทยและฟิลิปปินส์ ต้องจ่ายค่าดำเนินการและค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวให้แก่บริษัทจัดหางานในประเทศต้นทางสูงถึง 200,000 เหรียญไต้หวัน ก่อนเดินทางเข้ามาทำงาน และยังมีค่าธรรมเนียมจิปาถะหลากหลายรายการหลังเดินทางถึงไต้หวันแล้ว ภาระหนี้ก้อนนี้ทำให้แรงงานจำนวนมากตกอยู่ในสภาพถูกโซ่ตรวนจากหนี้ล่ามไว้จนแทบหายใจไม่ออก และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาการหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งขณะนี้เป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่นานาชาติจับตามอง เขาย้ำว่า กรณี Giant แม้เป็นครั้งแรก แต่ไม่ใช่กรณีเดียว เนื่องจากอุตสาหกรรมไต้หวันจำนวนมากพึ่งพาแรงงานต่างชาติ หากรัฐบาลสหรัฐต้องการดำเนินมาตรการเพิ่มเติม อาจมีบริษัทอื่นถูกเล่นงานตามมา อีกทั้งสหภาพยุโรปมีแนวโน้มเดินตามมาตรการของสหรัฐ ทำให้ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น

แรงงานต่างชาติที่ศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ นครไทจง (ภาพจาก cw.com.tw)
เตือนชัดเจน : หากไม่ปฏิรูป อาจกลายเป็นปัญหาระดับทั้งอุตสาหกรรม
Howard Shiu ระบุว่า หากยุโรปออกมาตรการตามรอยสหรัฐ จะไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นปัญหาเฉพาะบริษัทอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของทั้งภาคอุตสาหกรรมไต้หวัน ซึ่งจะส่งผลรุนแรงต่อการส่งออกและภาพลักษณ์ของประเทศ เขาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าปฏิรูป เช่น ในการจ้างแรงงานต่างชาติ ให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และเร่งอัปเดตแผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนและธุรกิจไต้หวัน 2.0 (NAP 2.0) เพื่อยกระดับมาตรฐานตามข้อเรียกร้องของนานาชาติ พร้อมชี้ว่าประเด็นนี้กำลังเปลี่ยนจากแรงกดดันภายนอกสู่ความจำเป็นที่บริษัทไต้หวันต้องปรับตัวด้วยตนเอง

สำหรับอุตสาหกรรมดั้งเดิมและผู้ประกอบการขนาดเล็กอาจไม่สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทนแรงงานใด้ แต่สามารถควบคุมไม่ให้ บจง. เก็บค่าใช้จ่ายสูง (ภาพจาก LTN)
2. ชาวต่างชาติอยู่อย่างผิดกฎหมายทะลุ 1.5 แสนคน เพิ่ม 40% ในรอบ 3 ปี หวั่นแรงงานหลบหนีตกเป็นเครื่องมือแก๊งมิจฉาชีพ
ศูนย์งบประมาณสภานิติบัญญัติไต้หวันเปิดเผยรายงานล่าสุด ชี้จำนวนชาวต่างชาติที่พำนักในไต้หวันโดยผิดกฎหมาย ทั้งกรณีอยู่เกินกำหนดและแรงงานต่างชาติหลบหนี ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มสูงเกิน 150,000 คน ตัวเลขรวมเพิ่มขึ้นกว่า 40% ภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี สร้างความกังวลว่า แรงงานหลบหนีจำนวนมากอาจตกเป็นเครื่องมือของแก๊งคอลเซนเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งกำลังระบาดหนักในไต้หวัน

ยอดแรงงานหลบหนีครองสัดส่วนสูงสุด เกินครึ่งของผู้กระทำผิดทั้งหมด
ข้อมูลในรายงานระบุว่า แรงงานต่างชาติที่หลบหนีจากนายจ้างยังคงเป็นกลุ่มหลักของผู้กระทำผิด โดยเฉลี่ยคิดเป็น 62% ในปีนี้ แม้จะลดลงจากระดับสูงสุดกว่า 74% ในช่วง 5 ปีก่อน แต่ยังเป็นกลุ่มที่พบการละเมิดกฎหมายมากที่สุด ขณะเดียวกัน จำนวนชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่า เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากประมาณ 20,000 คนในปี 2564 พุ่งขึ้นเป็น 55,000 คนในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า

เมื่อ 25 พ.ย. 68 ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เกาสง ตรวจพบแรงงานอินโดนีเซียผิดกฎหมาย ลักลอบทำงานจำนวน 17 คน (ภาพจาก udn.com)
กว่า 70% อยู่เกิน 1 ปี บางรายอยู่มานานเกิน 10 ปี
รายงานพบว่า ผู้ที่พำนักผิดกฎหมายในไต้หวันเป็นเวลามากกว่า 1 ปีมีมากกว่า 110,000 คน คิดเป็นกว่า 70% ของทั้งหมด และมีกลุ่มที่อยู่ผิดกฎหมายยาวนานเกิน 10 ปีมากถึง 17,000 คน
ศูนย์งบประมาณเตือนว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างในตลาดแรงงานและระบบดูแลแรงงานต่างชาติของไต้หวัน ซึ่งอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้กลุ่มนายหน้าเถื่อนหรือขบวนการมิจฉาชีพ ชักนำแรงงานที่ตกอยู่ในภาวะเปราะบางให้เข้าสู่วงจรอาชญากรรม

ตำรวจจงลี่ตรวจพบชาวต่างชาติทำงานผิดกฎหมายเรวม 53 คน (ภาพจากสถานีตำรวจจงลี่)
แม้จำนวนผู้ถูกตรวจพบและจับกุมในปี 2566 และ 2567 จะเพิ่มขึ้นเป็น 43,000 คน และ 37,000 คนตามลำดับ แต่ปริมาณผู้พำนักผิดกฎหมายโดยรวมกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ตามร่างงบประมาณปี 2025 รายได้จากค่าปรับถูกตั้งเป้าไว้สูงถึง 580 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปีก่อนหน้า สะท้อนแรงกดดันจากตลาดแรงงานและนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่กระตุ้นให้ชาวต่างชาติเข้ามามากขึ้น

จากคดีผีน้อยไทยชกต่อยกับเพื่อนและเสียชีวิตวันต่อมา ถูกนำไปฝังในป่า ตำรวจจับ 7 คนไทยที่ถือฟรีวีซ่าแอบทำงานอย่างผิดกฎหมายที่เมืองเหมียวลี่ (ภาพจากสถานีตำรวจเหมียวลี่)
ข้อมูลสำนักงานตำรวจชี้ว่า อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติในไต้หวันเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในปีเดียว โดยคดีฉ้อโกงคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 27% ขณะที่แรงงานหลบหนี ยังคงเป็นกลุ่มต้องสงสัยที่ถูกจับกุมมากที่สุด ครองสัดส่วนเกินครึ่งของผู้กระทำผิดในช่วงปี 2560–2566 แม้จะลดลงเล็กน้อยเหลือ 49% ในปี 2567 แต่ยังถือว่าสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจน หน่วยงานด้านงบประมาณเตือนว่าแรงงานหลบหนีมักมีสถานะไม่มั่นคงและขาดการคุ้มครองทางกฎหมาย จึงถูกขบวนการฉ้อโกงและฟอกเงินดึงไปใช้เป็นเครื่องมือได้ง่าย

ตำรวจไถหนานทลายผับลับจับเจ้าของและหญิงไทย 17 คน ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ แก้ผ้าโชว์เปลือยและนั่งคริงก์จำนวน 17 คน (ภาพจากสถานีตำรวจไถหนาน)
ไต้หวันออกมาตรการใหม่ ลดโทษผู้เข้ามารายงานตัว หวังเร่งเคลียร์ปัญหาเรื้อรัง
ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประกาศใช้กฎเกณฑ์ใหม่ หากชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนดเข้ารายงานตัวก่อนถูกจับ จะได้รับสิทธิลดค่าปรับครึ่งหนึ่ง และได้รับการอำนวยความสะดวกในการเดินทางออกนอกประเทศ ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญเพื่อเร่งลดจำนวนผู้พำนักผิดกฎหมายหมักหมมในไต้หวันมานานหลายปี
ศูนย์งบประมาณสรุปว่า การเพิ่มโทษเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเข้าใจสาเหตุของปัญหา เพื่อวางนโยบายระยะยาวที่ลดจำนวนผู้พำนักผิดกฎหมายได้อย่างยั่งยืน

สื่อไต้หวันรายงาน ฟรีวีซ่าทำให้หญิงไทยกลายเป็นหญิงต่างชาติกลุ่มใหญ่ในตลาดค้ากามไต้หวัน (ภาพจาก udn.com)
3. แรงงานเวียดนามถูกกฎหมายที่ไทจงลักลอบทำงานก่อสร้างในวันหยุด พลัดตกจากชั้น 11 ใบหน้าหายไปครึ่งซีก ดับสลดหลังยื้อชีวิต 12 ชั่วโมง
เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เกิดโศกนาฏกรรมด้านความปลอดภัยในการทำงานในเขตหนานชวี นครไทจง นายเหงียน แรงงานเวียดนาม อายุ 33 ปี ซึ่งมีสถานะทำงานถูกกฎหมาย ทำงานอยู่ที่โรงงานสิ่งทอในเขตหลงจิ่ง แต่ลักลอบไปรับงานพิเศษหารายได้เสริมในช่วงวันหยุด ในไซต์งานก่อสร้างย่านถนนฟู่ซิง ในเขตหนานชวี ระหว่างปฏิบัติงานบนนั่งร้าน เกิดพลาดพลัดตกจากชั้น 11 ร่วงกระแทกชั้น 2 อาการสาหัส ใบหน้ามีบาดแผลรุนแรงถูกปาดหายไปครึ่งซีก สลบไม่รู้สึกตัว และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ในที่เกิดเหตุพบว่า ขณะถูกพบตัว ผู้ตายมีบาดแผลรุนแรงบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะด้านซ้ายซึ่งเกิดแผลฉกรรจ์แบบเปิดจนแทบไม่เหลือรูปหน้า แขนขาและแผ่นหลังมีรอยถลอกและฟกช้ำอย่างหนัก ศีรษะและกระดูกซี่โครงหลายซี่แตกหัก สภาพโดยรวมอยู่ในขั้นวิกฤติ ก่อนที่เพื่อนร่วมงานจะรีบแจ้งหน่วยกู้ชีพและนำตัวส่งโรงพยาบาลไทจงเป็นการเร่งด่วน แพทย์ระบุว่า ผู้บาดเจ็บมีอาการเลือดออกในสมองด้วย ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต แม้ทีมแพทย์จะพยายามยื้อชีวิตอย่างเต็มที่เป็นเวลานานถึง 12 ชั่วโมง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ และประกาศการเสียชีวิตในช่วงเวลาประมาณตีสองของวันถัดมา

แรงงานเวียดนามที่ไทจงลักลอบทำงานก่อสร้างในวันหยุด พลัดตกจากชั้น 11 ใบหน้าหายไปครึ่งซีก ดับสลดหลังยื้อชีวิต 12 ชั่วโมง
ตำรวจได้ประสานครอบครัวของแรงงานเวียดนามรายนี้ ให้เดินทางมาดำเนินการด้านเอกสารและการรับศพ พร้อมทั้งรายงานเหตุการณ์ต่อสำนักงานอัยการและแพทย์นิติเวชนครไทจง เพื่อทำการชันสูตรตามกระบวนการกฎหมาย นอกจากนี้ยังได้แจ้งเรื่องต่อสำนักงานตรวจความปลอดภัยแรงงาน นครไทจง เพื่อสืบสวนสภาพการจ้างงานและมาตรการความปลอดภัยในไซต์ก่อสร้างดังกล่าวอย่างละเอียดต่อไป