เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนท่องเที่ยวในประเทศ กรมการท่องเที่ยวไต้หวันประกาศว่าขณะนี้แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งทั่วประเทศเตรียมจัดกิจกรรม เข้าฟรี ส่วนลด และโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนออกเดินทางช่วงปลายปี และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น กรมการท่องเที่ยว (ภายใต้กระทรวงคมนาคม) ได้ประกาศมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างชัดเจน โดยอาศัย"รางวัลจุดไฮไลท์ของแหล่งท่องเที่ยว"เป็นจุดตั้งต้น จากสถานที่ท่องเที่ยว 191 แห่งทั่วไต้หวันที่ได้รับการเสนอชื่อ มีการคัดเลือกออกมาเป็น 32 จุดเด่น ซึ่งแบ่งเป็นรางวัล"十大觀光亮點獎 รางวัล 10 แหล่งท่องเที่ยวยอดเยี่ยม" "最佳國際推薦獎 รางวัลแหล่งท่องเที่ยวยอดเยี่ยมที่เหมาะสำหรับโปรโมตสู่นานาชาติ" "最佳國旅創新獎 รางวัลสร้างสรรค์การท่องเที่ยวยอดเยี่ยม" และ "最佳人氣獎รางวัลขวัญใจนักท่องเที่ยว" แต่สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่การได้โล่รางวัล หากเป็นมาตรการตามมาที่พยายามเปลี่ยน "รางวัล"ให้กลายเป็น"คนที่มาเดินเที่ยวจริงๆ"ในพื้นที่
กรมการท่องเที่ยวระบุว่า หลายแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลและพื้นที่รอบข้างได้ร่วมกันออกโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดให้ประชาชนออกเดินทางมากขึ้น ทั้งการ "เข้าชมฟรี" ในบางช่วงเวลา ส่วนลดค่าตั๋วเข้าชม กิจกรรมสะสมตราประทับชิงของรางวัล และแพ็กเกจท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยงพื้นที่ เช่น การออกคูปองบริโภค–กิจกรรมลุ้นโชค–ควบคู่กับส่วนลดค่าที่พักหรือค่าเดินทาง จุดประสงค์คือ ต้องการให้นักท่องเที่ยวไม่เพียงแค่แวะชมเท่านั้น แต่ยังใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ยาวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกิน–พัก–เที่ยว ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งชาติ ที่ประกาศว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2026 เป็นต้นไป ทุกวันศุกร์ช่วงบ่ายสองถึงห้าโมงเย็น จะเปิดให้ประชาชนเข้าชมโซนจัดแสดงโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ส่วนศูนย์ศิลปะดั้งเดิมแห่งชาติในอี๋หลาน ก็ใช้ยุทธศาสตร์"เกาะกับคนท้องถิ่น" โดยเปิดให้ชาวอี๋หลานที่มีเอกสารยืนยันเข้าฟรีในวันศุกร์–เสาร์–อาทิตย์–จันทร์ตลอดทั้งเดือนธันวาคม พร้อมมอบสิทธิพิเศษอื่น ๆ ภายในพื้นที่ เพื่อจูงใจให้คนในพื้นที่เองกลับมาใช้ชีวิต–ใช้จ่ายในแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดตน
นอกจากนี้ในหลายพื้นที่ก็ใช้เทศกาลท้องถิ่นเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยว เช่น เขตนันทนาการป่าไม้แห่งชาติอาหลี่ซาน เปิดกิจกรรมจับฉลากสำหรับนักท่องเที่ยวที่มียอดใช้จ่ายครบตามเกณฑ์ใน 6 ตำบลรอบอาลีซาน มีโอกาสลุ้นแพ็กเกจท่องเที่ยวมูลค่าถึง 16,000 เหรียญไต้หวัน ขณะที่แหล่งท่องเที่ยว "นาเกลือกระเบื้องจิ่งไจ๋เจี่ยว" ร่วมกับเทศกาลศิลปะพื้นบ้าน ”เทศกาลศิลปะและวัฒนธรรมบูชาเทพหวังเย่แห่งเป่ยเหมิน" จัดกิจกรรมสะสมตราประทับหกศาลเจ้า เพื่อลุ้นรางวัลทองคำและ iPhone 17 ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการใช้ทั้งความเชื่อท้องถิ่น เทศกาลพื้นบ้าน และของรางวัลมูลค่าสูง มาเชื่อมโยงดึงดูดการท่องเที่ยวให้คนมาใช้จ่ายจริง
ฝั่งหมู่เกาะก็ไม่น้อยหน้า เกาะชีเหมยในเถาหยวน เข้าร่วมโครงการ "เทศกาลมอบส่วนลดใหญ่เที่ยวเผิงหูฤดูหนาว 2025" แจกคูปองใช้จ่ายมูลค่า 500 เหรียญไต้หวัน พร้อมกิจกรรมสลากขูดลุ้นโชค หรือกวากว่าข่า ในขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวยังสามารถเข้าชม "10 พื้นที่วัฒนธรรมสำคัญของเผิงหู" ได้ฟรี และใช้บริการรถบัสท่องเที่ยว "Penghu Haoxing" แบบล่องเรือฟรี 3 เส้นทาง นอกจากนี้ หลาย ๆ จุดยังเพิ่มกิจกรรมเล็ก ๆ ที่ให้ความรู้สึก "ได้ของกลับบ้าน" เช่น การถ่ายรูปเช็คอินที่ทางเดินเอ้อเหยียนผิง (二延平步道) กับป้ายรถบัส Taiwan Haoxing รูปแบบพิเศษ แล้วแลกรับกาแฟดริปลิมิเต็ด ส่วนที่เกาะกุ้ยซานเมื่อเช็คอินแล้วโพสต์ภาพจะรับพวงกุญแจรีไซเคิลเป็นของที่ระลึก
เมื่อมองภาพรวม กรมการท่องเที่ยวกำลังพยายามใช้ "ดีลเล็ก ๆ" กระจายทั่วประเทศ ทั้งบัตรเข้าฟรี ส่วนลด ค่าอาหาร–กิจกรรม และแพ็กเกจที่พัก เพื่อทำให้การเที่ยวในประเทศ "จ่ายน้อยลง แต่รู้สึกคุ้มมากขึ้น"” ซึ่งตอบโจทย์ทั้งครัวเรือนที่ต้องระวังการใช้จ่าย และผู้ประกอบการที่ต้องการให้มีคนเดินในพื้นที่ตลอดทั้งปีไม่ใช่แค่ช่วงวันหยุดยาว
การส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ เป็นหนึ่งในแกนหลักของงบประมาณรัฐบาลกลางฉบับใหม่ เป็นมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ และยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา เขาเดินทางไปขึ้นรถไฟท่องเที่ยวพิเศษ "รถไฟบลูสกู๊ตเตอร์ของไต้หวัน*"ที่เมืองเถาหยวนด้วยตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งการท่องเที่ยวภายในประเทศแต่อย่างใด *คือรถไฟท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสุดคลาสสิกของไต้หวัน ที่ถูกนำกลับมาฟื้นฟูใหม่จากขบวนรถไฟเก่าอายุหลายสิบปีของไต้หวัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศยุคเก่าที่หายไปแล้วจากระบบรถไฟปกติ
และเพื่อรองรับเป้าหมายการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงคมนาคมและกรมการท่องเที่ยวจึงเตรียมนำชุดมาตรการส่วนลดด้านการท่องเที่ยวขนาดใหญ่เข้าสู่ระบบตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 เป็นต้นไป ซึ่งมาตรการเหล่านี้ครอบคลุมทั้งส่วนลดค่าที่พักในวันธรรมดา (เพื่อดึงคนเที่ยวช่วงวันทำงาน ไม่ให้หนาแน่นเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์) ส่วนลดสำหรับผู้เข้าพักในวันเกิด, โปรโมชั่นค้างคืนในสวนสนุก, มาตรการสนับสนุนบริษัทเอกชนที่จัดท่องเที่ยวภายในประเทศให้พนักงาน รวมทั้งโปรแกรม "Taiwan PASS" ที่มอบส่วนลดสำหรับการเดินทางในประเทศในวันธรรมดาด้วย

ไต้หวันยังคงส่งสัญญาณเชิงบวกด้านตลาดแรงงานต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุดสำนักงบประมาณและสถิติ (DGBAS) เปิดเผยตัวเลขสำรวจแรงงานประจำเดือนตุลาคม พบว่า อัตราการว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 3.36% ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า 0.02% แต่ถือว่าเป็นระดับ ที่ต่ำที่สุดสำหรับเดือนตุลาคมในรอบ 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ระบุว่าตัวเลขในเดือนนี้ "เป็นไปในทิศทางบวกเกือบทุกมิติ" ซึ่งสะท้อนว่าตลาดแรงงานของไต้หวันยังมีเสถียรภาพ ถึงแม้เป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีการผันผวนก็ตาม
จำนวนแรงงานรวมในเดือนตุลาคมอยู่ที่ประมาณ 12.039 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 2,000 คน ขณะที่อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานหรือ labor force participation rate ขยับขึ้นมาเล็กน้อยเช่นกัน อยู่ที่ 59.54% ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกันแล้ว ในด้านจำนวนของผู้มีงานทำอยู่ที่ 11.635 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 5,000 คน โดยภาคบริการยังคงเป็นตัวชูโรงของการจ้างงาน เพิ่มขึ้นถึง 9,000 ตำแหน่ง ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคและท่องเที่ยวภายในประเทศที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่วนภาคอุตสาหกรรมลดลงเล็กน้อยประมาณ 1,000 คน และภาคเกษตรกรรมลดลงราว 3,000 คน ทั้งนี้จำนวนผู้ว่างงานในเดือนตุลาคมลดลงมาอยู่ที่ 404,000 คน ลดลงประมาณ 3,000 คน หรือประมาณ 0.63%
โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าการลดลงของอัตราว่างงานในเดือนตุลาคมเป็นไปตามปัจจัยฤดูกาล เนื่องจากเป็นช่วงที่บัณฑิตจบใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงาน ทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนผู้ว่างงานกลุ่ม "หางานครั้งแรก"หรือ first-time job seekers ลดลงอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันจำนวนผู้มีงานทำแต่ได้รับชั่วโมงงานน้อยกว่ากำหนด หรือที่เรียกว่ากลุ่ม under-employment ซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่มขึ้นติดต่อกันถึงสามเดือน ก็เริ่มปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรก โดยลดลงมาอยู่ที่ 126,000 คน ลดลง 3,000 คน หรือคิดเป็น 2.43% แสดงให้เห็นว่าหลายบริษัทเริ่มเพิ่มชั่วโมงงานให้พนักงานมากขึ้น ลดการพึ่งพาระบบลดเวลาทำงานหรือ"พักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง"
รองผู้อำนวยการฝ่ายสำรวจสำมะโนประชากรของสำนักงบประมาณและสถิติคุณเถียนเหวินหลิงกล่าวว่า ตัวเลขนี้อาจได้รับอานิสงส์จากจำนวนผู้ถูกลดชั่วโมงทำงานหรือเข้าระบบ"พักงานชั่วคราว"หรือที่เรารู้จักในชื่อ "งดงานแต่ไม่งดจ้าง หรือ 無薪假 อู๋ซินเจี้ย" ที่ลดลงเล็กน้อย รวมถึงค่าเงินดอลลาร์ไต้หวันที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากระดับ 30.4 เหรียญไต้หวันต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐในปลายเดือนกันยายนมาอยู่ที่ 31.4 เหรียญทำให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในการรับคำสั่งซื้อมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องเข้าสู่มาตรการลดชั่วโมงทำงานก่อนเวลาอันควร
นอกจากนี้อีกหนึ่งประเด็นที่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยคือ ตัวเลขอัตราการว่างงานที่ลดลงในเดือนนี้ อาจสะท้อนภาพที่ "ดีเกินจริง"หรือไม่ เพราะเมื่อพิจารณาว่าขณะนี้สหรัฐฯ กำลังทบทวน มาตรการภาษีนำเข้า–ส่งออกสำหรับสินค้าบางประเภทจากไต้หวัน ซึ่งมีโอกาสถูกปรับเพิ่มในอนาคต หากมาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้จริง ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิตของไต้หวัน ทั้งในด้านต้นทุน คำสั่งซื้อจากต่างประเทศ และแนวโน้มการจ้างงานระยะถัดไป ซึ่งทางคุณเถียนเหวินหลิงได้ชี้แจงว่า หากภาษีนำเข้ามีผลกระทบต่อผู้ผลิตจริง ผลกระทบจะสะท้อนก่อนในรูปแบบ ลดชั่วโมงทำงาน หรือ ใช้มาตรการพักงานก่อน มากกว่าการเลิกจ้างทันที เพราะผู้ประกอบการมักต่อรองให้ลดชั่วโมงทำงานก่อนการปลดพนักงาน ดังนั้นตัวเลขอัตราว่างงานจึง "ยังไม่สะท้อนผลกระทบจากประเด็นภาษีในเวลานี้" อย่างไรก็ตามคุณเถียนเหวินหลิงเตือนว่าความไม่แน่นอนยังคงอยู่ หากนโยบายด้านภาษียังไม่ชัดเจน ธุรกิจอาจลังเลในการรับคำสั่งซื้อหรือการขยายกำลังการผลิต ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดแรงงานในระยะถัดไป
