1. 2569 วันหยุดในไต้หวันรวม 120 วัน หยุดยาว 3 วันขึ้นไป 9 ครั้ง ปีใหม่ตรุษจีนหยุด 9 วัน
ใกล้สิ้นปี 2568 แรงงานไทยหลายคนคงอยากรู้ว่า ในปีใหม่ 2569 มีวันหยุดทั่วไปกี่วันและหยุดยาวกี่ครั้ง สำนักงานบริหารข้าราชการพลเรือน สภาบริหารประกาศปฏิทินปี 2569 ก่อนหน้านี้ มีจำนวนวันหยุด ซึ่งรวมวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดประจำสัปดาห์ทั้งหมด 120 วัน มากกว่าปี 2568 จำนวน 5 วัน ในจำนวนนี้ วันหยุดติดต่อกัน 3 วันขึ้นไปมี 9 ครั้ง ดังนี้ :
เทศกาลตรุษจีน หยุด 9 วัน (14 ก.พ.-22 ก.พ. 69) (วันจ่าย อาทิตย์ที่ 15 ก.พ. หยุดชดเชยในวันศุกร์ที่ 20 ก.พ. 69)
รำลึกวันสันติภาพ 28 กุมภาพันธ์ หยุด 3 วัน (27 ก.พ.-1 มี.ค. 69) (ศุกร์ที่ 27 ก.พ. หยุดชดเชยวันสันติภาพ 28 ก.พ.)
วันเด็ก วันสตรีสากลและวันเช็งเม้ง หยุด 4 วัน (3 เม.ย.- 6 เม.ย. 69)
วันแรงงาน หยุด 3 วัน (1 พ.ค.-3 พ.ค. 69)
เทศกาลไหว้ขนมจ้าง หยุด 3 วัน (19-21 มิ.ย. 69)
เทศกาลไหว้พระจันทร์ และวันครู หยุด 4 วัน (25-28 ก.ย. 69)
วันฉลองวันชาติ หยุด 3 วัน (9 ต.ค.-11 ต.ค. 69) (ศุกร์ที่ 9 ต.ค. หยุดชดเชยวันฉลองวันชาติ 10 ต.ค.)
วันกอบกู้ไต้หวันจากการปกครองของญี่ปุ่น หยุด 3 วัน (24 ต.ค.-26 ต.ค. 69)
วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 25 ธันวาคม หยุด 3 วัน (25 ธ.ค.-27 ธ.ค. 69)

แรงงานต่างชาตินั่งพักผ่อนหน้าศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ นครไทจง (ภาพจาก gvm.com.tw)
แม้จะเป็นปฏิทินสำหรับทางราชการ แต่สำนักงานบริหารข้าราชการพลเรือนแถลงว่า วันหยุดของผู้ใช้แรงงานภาคธุรกิจเอกชน และส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ต้องยึดตามวันหยุดและวันทำการตามปฏิทินที่ประกาศดังกล่าว
เดิมในไต้หวันมีวันหยุดนักขัตฤกษ์ 19 วัน แต่มีการตัดลดหรือยกเลิกไป 7 วันเหลือ 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 ส่งผลให้ปี 2567 ผู้ใช้แรงงานในไต้หวันมียอดจำนวนชั่วโมงการทำงานสูงถึง 2,020 ชั่วโมง มากเป็นอันดับ 6 จาก 39 ประเทศสำคัญทั่วโลกและเป็นอันดับสองของทวีปเอเชีย รองจากสิงคโปร์ ชั่วโมงการทำงานของผู้ใช้แรงงานในไต้หวันมากกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อย่างมาก และมีวันหยุดนักขัตฤกษ์น้อยกว่า จึงมีแก้กฎหมายว่าด้วยวันรำลึกและวันหยุด ตั้งแต่ 2568 เป็นต้นไป หน่วยงานรัฐและผู้ใช้แรงงานทั่วไต้หวันจะมีวันหยุดนักขัตฤกษ์ 16 วัน รวมกับวันหยุดประจำสัปดาห์ตลอดปี 2569 รวมทั้งหมด 120 วัน

ในวันหยุดจะมีแรงงานต่างชาติจำนวนมากไปเดินชอปปิงและรับประทานอาหารในศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ นครไทจง (ภาพจาก gvm.com.tw)
วันหยุดนักขัตฤกษ์ 16 วัน ได้แก่ :
วันปีใหม่สากล 1 มกราคม
วันรำลึกสันติภาพ 28 กุมภาพันธ์
วันตรุษจีน (เพิ่มวันจ่าย 1 วัน, วันสิ้นปีเก่า, วันปีใหม่จีน, วันที่ 2 และ 3 ตามปฏิทินจันทรคติ),
เทศกาลเช็งเม้ง 4-5 เมษายน (รวมวันเด็กและวันสตรี)
วันแรงงาน 1 พฤษภาคม (เดิมหยุดงานเฉพาะผู้ใช้แรงงาน ต่อไปหยุดทั่วประเทศ)
วันไหว้ขนมจ้าง (บ๊ะจ่าง) วันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติจีน
วันไหว้พระจันทร์ วันที่ 15 เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน
วันครู (วันรำลึกวันคล้ายวันเกิดของขงจื๊อ) 28 กันยายน
วันฉลองวันชาติ 10 ตุลาคม
วันกอบกู้ไต้หวันจากการปกครองของญี่ปุ่น 25 ตุลาคม
วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 25 ธันวาคม

แรงงานต่างชาติจำนวนมากนิยมใช้ห้องโถงสถานีรถไฟไทเปเป็นสถานที่พักผ่อนและนัดพบญาติมิตร
สำนักงานเงื่อนไขและความเสมอภาคในการทำงาน กระทรวงแรงงานระบุว่า สถานประกอบการต้องปฏิบัติตามประกาศวันหยุดนักขัตฤกษ์ข้างต้น กรณีที่มีความจำเป็นต้องทำงานในวันหยุดนักขัตฤกษ์และได้รับความยินยอมโดยสมัครใจจากลูกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างทำงานล่วงเวลาเพิ่มขึ้น 1 วัน ส่วนกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างจะสลับวันหยุดตามที่ประกาศ จะต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่ายก่อนและต้องกำหนดชัดเจนสลับไปหยุดวันไหนเป็นลายลักษณ์อักษร หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบเกี่ยวกับค่าจ้าง ชั่วโมงทำงาน ฯลฯ ตามกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ต้องระวางปรับ 20,000-1,000,000 เหรียญไต้หวัน
เมื่อรู้วันหยุดที่ชัดเจนในปีใหม่ ใครที่มีแผนการจะเดินทางไปเที่ยวหรือมีแผนการอื่นใด ก็สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ จากนั้นลุยตามที่แพลนไว้นะครับ
2. เถ้าแก่ตัวท็อป! ไหว้พระ 10 วัดและวิ่งเต้นสำเร็จ แรงงานไทยในโรงงาน 11 คน ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือทั้งหมด จากข้อกำหนดเดิมที่อนุญาตเพียง 3 คน

แรงงานไทยในไต้หวันส่วนใหญ่ อยากอยู่ทำงานกับนายจ้างไปนาน ๆ อยากให้ยกเลิกข้อจำกัดอายุงานสะสมไม่เกิน 12 ปี สำหรับแรงงานภาคการผลิตและ 14 ปี สำหรับตำแหน่งงานในภาคครัวเรือน แต่การจะยกเลิกข้อจำกัดดังกล่าว จะต้องมีการแก้กฎหมายการจ้างงาน ค่อนข้างยากพอสมควร แม้ขณะนี้ จะมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางสิทธิแรงงานต่างชาติออกมาชุมนุมเรียกร้องหลายครั้ง ก็ต้องรอดูต่อไปว่า จะสามารถกดดันให้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายแก้กฎหมายได้หรือไม่ อีกวิธีหนึ่งที่จะให้แรงงานต่างชาติโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุงานเกิน 6 ปี สามารถอยู่ทำงานในไต้หวันต่อไปได้ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยอายุงานดังกล่าว คือการเปลี่ยนสถานะจากแรงงานทั่วไปเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ซึ่งเป็นโครงการที่กระทรวงแรงงานผลักดันมาตั้งแต่ 30 เมษายน 2565 แต่มีเงื่อนไขเยอะ นอกจากอายุงานติดต่อกัน 6 ปีหรือสะสม 11.5 ปีแล้ว เงินเดือนต้องได้กำหนด 33,000-35,000 เหรียญไต้หวันขึ้นไป อย่างไรก็ตามเงื่อนไขเหล่านี้ โดยเฉพาะเงินเดือน ไม่ใช้ปัญหาสำหรับนายจ้างจำนวนมากที่อยากให้แรงงานต่างชาติทั่วไปของตนเป็นแรงงานกึ่งฝีมือเพื่อให้อยู่ทำงานต่อ สิ่งที่พวกเขาปวดหัวคือมีการจำกัดโควตาเพียง 25% ของโควตาทั้งหมด คือ 10 คน ว่าจ้างได้ 2.5 คน จึงมีนายจ้างจำนวนหนึ่งที่พยายามเรียกร้องผ่อนปรนข้อจำกัดในประเด็นนี้ ในจำนวนนี้ มีนายจ้างรายหนึ่งที่วิ่งเต้นเรียกร้องมากที่สุด และกล่าวได้ว่าเขาเป็นผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายในประเด็นนี้

นายเฉิน หย่งเหอ (คนกลาง) เป็นกันเองกับลูกน้อง ออกค่าเดินทางให้แรงงานไทยทุกคนที่จะกลับบ้านหรือไปเที่ยวต่างประเทศช่วงตรุษจีน ถ่ายภาพกับแรงงานไทย 6 คนก่อนเดินทางกลับประเทศเมื่อปี 2566 (ภาพจาก FB เฉินหย่งเหอ)
นายเฉินหย่งเหอ (陳永和) เจ้าของโรงงานเซิ่งไท่ หรือ CLC Industrial Co., Ltd. โรงงานผลิตนอตชื่อดังในนครไถหนาน เนื่องจากเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นและพัฒนาชุมชน เคยได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านมานานหลายปี เถ้าแก่เฉินกลุ้มใจที่แรงงานไทยในโรงงานทั้ง 11 คน ซึ่งทำงานกับตนมานานใกล้ครบกำหนด 12 ปี จำต้องเดินทางกลับประเทศ แม้จะมีกฎระเบียบให้ว่าจ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ สามารถอยู่ทำงานในไต้หวันต่อไปได้โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา แต่กฎระเบียบอนุญาตให้ว่าจ้างได้ในสัดส่วนไม่เกิน 25% ของโควตาที่ได้รับอนุญาต เถ้าแก่เฉินเห็นว่า เป็นกฎระเบียบที่ไม่ยุติธรรม เพราะแรงงานไทยทั้ง 11 คน ทำงานขยัน มีความรับผิดชอบสูง รวมทั้งได้รับการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญในหน้าที่การงานทุกคน จึงรวมกลุ่มกับนายจ้างอื่นร้องเรียนต่อหน่วยงานต่าง ๆ และให้สัมภาษณ์ต่อสื่อทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ รวมทั้งเข้าร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงสะท้อนปัญหาทุกครั้งที่มีโอกาส จนกระทั่งข้อเรียกร้องของเขาประสบความสำเร็จ กระทรวงแรงงานประกาศยกเลิกข้อจำกัดโควตา 25% เพิ่มเป็น 100% กล่าวคือแรงงานต่างชาติที่เข้าเงื่อนไข สามารถยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือทุกคน แต่ทั้งนี้ รวมกับแรงงานต่างชาติทั่วไป ต้องไม่เกิน 50% ของแรงงานท้องถิ่นทั้งโรงงาน เจ้าหน้าที่แรงงานทั้งระดับท้องถิ่นและส่วนกลางต่างยกให้เป็นผู้ใหญ่บ้านที่แข็งแกร่งที่สุด

เถ้าแก่เฉินฯ (ซ้าย) ขับรถไปส่ง 2 แรงงานไทยที่จะเดินทางกลับบ้านเยี่ยมครอบครัวที่ท่าอากาศยานนานาชาติเกาสง (ภาพจาก FB เฉินหย่งเหอ)
เถ้าแก่เฉินเปิดเผยว่า แรงงานไทยทั้งหมดอยากอยู่ทำงานกับตนต่อไป แต่ด้วยข้อจำกัดทางกฎระเบียบสามารถว่าจ้างได้เพียง 3 คน หลายคนซึ่งจะครบกำหนด 12 ปี ในปี 2569 ยอมเสียสละให้เพื่อนได้รับโอกาสยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือก่อน ทำให้ตนซาบซึ้งในน้ำใจอันดีงามของแรงงานไทยเหล่านี้มาก จึงตั้งใจว่าจะพยายามทุกวิถีทางที่จะให้อยู่ทำงานกับตนต่อไป นอกจากสะท้อนปัญหาผ่านสื่อและเจ้าหน้าที่แรงงานแล้ว เขาเดินทางไปไหว้พระขอพรตามวัดและศาลเจ้าทั่วไต้หวัน ตั้งแต่วัดจื่อจู๋ที่เน่ยเหมิน นครเกาสง ศาลเจ้าก่งเทียนกงที่ไป๋ซ่าถุน เมืองเหมียวลี่ ศาลเจ้าจื่อหนานกงที่หนานโถว ไปจนถึงไหว้เทพสามเศียรหรือช้างเอราวัณที่ไทย ด้วย รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 10 วัด ในที่สุดก็เป็นจริง สภาบริหารสนองความต้องการของผู้ประกอบการ มีมติเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา เห็นชอบ “แผนยกระดับกำลังแรงงานต่างชาติ” อนุญาตให้นายจ้างว่าจ้างแรงงานต่างชาติของตนเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้เต็ม 100% จากเดิมที่จำกัดไม่เกิน 25% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

เฉินหย่งเหอชื่นชมแรงงานไทยในโรงงานว่า ขยัน เชี่ยวชาญในหน้าที่การงานและมีความรับผิดชอบสูง จึงอยากให้เป็นแรงงานกึ่งฝีมือทุกคน (ภาพจาก FB เฉินหย่งเหอ)
เถ้าแก่เฉินกล่าวว่า ตลอด 42 ปีที่ตั้งโรงงานผลิตนอต ตนว่าจ้างแรงงานไทยมาตลอด สิ่งที่หนักใจที่สุดไม่ใช่ปัญหาการทำงานของแรงงานไทย แต่คือจะทำอย่างไรให้แรงงานที่ทำงานดีสามารถอยู่ทำงานกับบริษัทได้ต่อไป เขากล่าวว่า “กว่า 30 ปี ผมต้องคอยกังวลเรื่องนี้เป็นอย่างมาก”
ความผูกพันที่มากกว่าแค่ลูกจ้าง
อาปิง หรือแบงก์ พีระพงษ์ แรงงานไทยวัย 33 ปี ผู้ทำงานในบริษัทมาเกือบ 12 ปี เล่าว่าที่อยู่ต่อเพราะเจ้านายใจดี เป็นกันเองกับลูกน้องทุกคน เสมือนเป็นหัวหน้าครอบครัว แรงงานไทยดูมือถือระหว่างงาน เจ้านายก็ไม่ดุ ขณะที่เถ้าแก่เฉินหัวเราะและตอบว่า “ทำงานให้ดีและเสร็จก็พอ ผมเองก็ดูมือถือเหมือนกัน” แรงงานไทยอีกรายวัย 39 ปี อดีตไกด์ท่องเที่ยว ทำงานที่เซิ่งไท่มากว่า 6 ปี พูดคุยกับเถ้าแก่เฉินด้วยภาษาจีนปนไทยอย่างสนิทสนม บรรยากาศคล้ายเพื่อนมากกว่าเจ้านายกับลูกจ้าง เถ้าแก่เฉินระบุว่า แรงงานที่มีทักษะสูงและทำงานเข้าขากันคือปัจจัยชี้เป็นชี้ตายของธุรกิจ

ทั้งเถ้าแก่ แรงงานท้องถิ่นและแรงงานไทยในโรงงานนี้ อยู่กันอย่างอบอุ่นเสมือนครอบครัวใหญ่ ในภาพนายเฉินหย่งเหอ (คนที่ 1 จากซ้าย) เถ้าแก่ผู้ใจดีร่วมรับประทานอาหารไทยกับลูกน้องทุกคน ซึ่งจัดเลี้ยงเป็นประจำ (ภาพจาก FB เฉินหย่งเหอ)
เดินเรื่องทุกหน่วยงาน จนรัฐบาลยอมผ่อนปรน
ปี 2567 ที่ผ่านมา เมื่อบริษัทยื่นขอว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ กลับพบว่าสัดส่วนอนุมัติได้เพียง 25% หมายความว่าในแรงงานไทย 11 คน จะเลือกได้เพียง 3 คนเท่านั้น ทำให้บางราย เช่น อากั๋วหรือนายธวัช แม้ทำงานในบริษัทไม่ถึง 10 ปี แต่เคยเดินทางมาทำงานกับนายจ้างอื่นมาก่อน อายุงานสะสมเกือบครบ 12 ปี หากไม่ได้รับสิทธิ เขาจะต้องกลับประเทศทันที เถ้าแก่เฉินจึงเริ่มเดินเรื่องทุกช่องทาง ทั้งเข้าพบเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน กระทรวงเศรษฐการ และยื่นเรื่องต่อสภาบริหาร รวมทั้งให้สัมภาษณ์หรือออกรายการผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่ออธิบายปัญหาขาดแคลนแรงงานธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี กระทั่งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม สภาบริหารประกาศผ่อนปรนให้แรงงานที่มีอายุงานเกิน 6 ปี ได้รับสิทธิยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือเต็ม 100%

เฉินหย่งเหอชื่นชมแรงงานไทยในโรงงานว่า ขยัน เชี่ยวชาญในหน้าที่การงานและมีความรับผิดชอบสูง จึงอยากให้เป็นแรงงานกึ่งฝีมือทุกคน (ภาพจาก FB เฉินหย่งเหอ)
เถ้าแก่เฉินกล่าวอีกว่า การได้ยกระดับฐานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือเป็นเพียงก้าวแรก เพราะเมื่อทำงานครบ 5 ปี ก็สามารถยื่นขอถิ่นที่อยู่ถาวร บริษัทจึงต้องช่วยพวกเขาปรับตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม เช่น การพาแรงงานไปเป็นอาสาสมัครช่วยเก็บผลไม้หลังพายุดานาส เขายังสนับสนุนให้แรงงานมีที่พักมั่นคงและสามารถให้ครอบครัวมาพำนักเพื่อสร้างรากฐานในไต้หวัน ซึ่งเขาเชื่อว่าจะช่วยให้สังคมเปิดกว้างมากขึ้น นอกจากแรงงานไทยแล้ว เถ้าแก่เฉินเตรียมปรับขึ้นเงินเดือนให้แรงงานท้องถิ่นพร้อมกันในปีหน้าด้วย และวางแผนพัฒนาให้พนักงานท้องถิ่นรับตำแหน่งบริหารมากขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจและเตรียมสืบทอดการบริหารในอนาคต

เฉินหย่งเหอชื่นชมแรงงานไทยในโรงงานว่า ขยัน เชี่ยวชาญในหน้าที่การงานและมีความรับผิดชอบสูง จึงอยากให้เป็นแรงงานกึ่งฝีมือทุกคน (ภาพจาก FB เฉินหย่งเหอ)
เถ้าแก่เฉินหย่งเหอ เจ้าของโรงงานเซิ่งไท่ หรือ CLC Industrial Co., Ltd. (聖泰工業股份有限公司) โรงงานผลิตนอตชื่อดังส่งออกยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่นและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย ตั้งอยู่ที่เขตเหรินเต๋อ นครไถหนาน เนื่องจากเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น และพัฒนาชุมชน ยังเคยได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านมานานหลายปี และเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา แรงงานไทยในโรงงานนี้ ไปช่วยชาวสวนที่ตำบลหมาโต้วในนครไถหนาน เก็บส้มโอที่ร่วงหล่นเต็มสวนจากการพัดกระหน่ำของพายุไต้ฝุ่นดานัส ได้รับเสียงชื่นชมจากชาวไต้หวันเป็นอย่างมาก

นายเฉินหย่งเหอ (ซ้าย) เซลฟี่ขณะแรงงานไทยกำลังรับประทานอาหาร (ภาพจาก FB เฉินหย่งเหอ)
พูดถึงบริษัทเซิ่งไท่ หรือ CLC Industrial Co., Ltd.ในนครไถหนาน ปัจจุบันว่าจ้างแรงงานไทย 11 คน และพนักงานท้องถิ่นอีกกว่า 30 คน ในรายการของเราเคยนำเสนอข่าวก่อนหน้านี้ว่า เป็นโรงงานผลิตนอตที่จ้างแรงงานไทยเพียงชาติเดียวมาเป็นเวลากว่า 30 ปี นายจ้างใจดีมาก เป็นกันเอง ในวันหยุดหรือวันฉลองเทศกาลสำคัญของไทยและไต้หวัน จะออกค่าใช้จ่ายให้คนงานไทยซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารแบบไทย ๆ กินเลี้ยงกันประมาณเดือนละครั้ง พนักงานท้องถิ่นทุกคนรวมทั้งเถ้าแก่และสมาชิกในครอบครัวต่างก็ชอบกินอาหารไทย ทั้งโรงงานเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น ลูกจ้างทุกคนทำงานอย่างขยันขันแข็ง สามัคคี และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันพี่น้อง ทำให้โรงงานแห่งนี้คล้ายเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ไม่มีการแบ่งว่าเป็นพนักงานท้องถิ่นหรือแรงงานต่างชาติ และที่น่าสนใจคือ ไม่ว่าจะแรงงานท้องถิ่นหรือแรงงานไทย จะได้รับสวัสดิการเท่ากันหมด โดยก่อนตรุษจีนทุกปี นอกจากแจกเงินโบนัสปลายปีแล้ว เถ้าแก่จะถามแรงงานไทยว่า จะกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวไหม? ใครกลับบ้านจะออกค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับให้ หรือพาไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ปีที่ผ่านมานี้ เถ้าแก่ไม่ถามอีกต่อไป ใช้วิธีจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับให้แรงงานไทยที่ประสงค์จะกลับบ้านไปพักร้อนหรือเยี่ยมญาติ ส่วนใครที่เพิ่งกลับบ้านมา มีโครงการไปเที่ยวประเทศไหนก็ตาม เถ้าแก่จะออกค่าใช้จ่ายให้ทุกคน สำหรับแรงงานไทย ซึ่งปัจจุบันมี 11 คน ปีนี้กลับบ้านไปพักร้อน 6 คน ที่เหลือเลือกไปเที่ยวประเทศอื่น โดยเถ้าแก่ออกค่าเดินทางให้ทั้งหมด ความเอาใจใส่ต่อลูกน้องไม่ว่าจะแรงงานท้องถิ่นหรือแรงงานไทยของเถ้าแก่รายนี้ ถูกสื่อไต้หวันรายงานเป็นข่าว ชาวเน็ตกว่า 4,000 รายแห่กดไลค์กดแชร์ และคอมเมนต์แสดงความชื่นชมว่า เถ้าแก่ใจพระ บางรายถามว่า ที่โรงงานยังขาดคนงานอีกไหม?
3. 17 บริษัทไต้หวันถูกชี้เอี่ยวบังคับใช้แรงงาน ปล่อยแรงงานต่างชาติแบกหนี้ท่วมหัว กู้ 5 หมื่นต้องจ่ายคืน 1.2 แสน
กรณีที่บริษัท Giant Group ผู้ผลิตจักรยานรายใหญ่ของโลกถูกสำนักงานศุลกากรและป้องกันพรมแดนสหรัฐฯ (CBP) ออกคำสั่งระงับการนำเข้าสินค้าจากโรงงานในไต้หวันเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า พบสัญญาณของการบังคับใช้แรงงาน ตามเกณฑ์ของ CBP ถึง 5 ข้อ เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมจักรยานของไต้หวัน และอาจทำให้บริษัทสูญรายได้สูงสุดถึง 5% ของยอดขายทั้งปี หรือราว 3 หมื่นล้านเหรียญไต้หวัน จากนั้น Merida จักรยานชั้นนำของโลกสัญชาติไต้หวันอีกหนึ่งแบรนด์ก็ประกาศยกเลิกการเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวของบริษัทจัดหางาน รวมถึงค่าบริการทั้งหมดจากแรงงานต่างชาติ โดยบริษัทจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางและระหว่างทำงานในไต้หวันแทนแรงงาน และจะจัดทำแผนการชดเชยย้อนหลัง เพื่อคืนเงินค่าใช้จ่ายที่แรงงานต่างชาติของตนเคยจ่ายไปแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมานั้น

ไม่เพียง Giant เท่านั้นที่ถูกสหรัฐจับตา ในรายงานการสืบสวนที่เผยแพร่เดือนมีนาคม 2568 โดยปีเตอร์ แบงต์เซน (Peter Bengtsen) นักข่าวเชิงสืบสวนชาวเดนมาร์ก ยังพบว่ามีอีก 16 บริษัทไต้หวัน ที่ถูกระบุว่ามีความเสี่ยงต่อการใช้แรงงานบังคับเช่นเดียวกัน
เมื่อสหรัฐเริ่มไล่ตรวจสอบอย่างจริงจัง คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ไต้หวันจะมีบริษัทอีกเท่าใดที่อาจเผชิญคำสั่งห้ามนำเข้าสินค้าเข้าสหรัฐ โดยเมื่อปีที่ผ่านมา ไต้หวันส่งออกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐรวม 88,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และชิ้นส่วนยานยนต์อีก 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นกว่า 2.7 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน หากซัพพลายเชนหรือห่วงโซ่อุปทานถูกรบกวน ย่อมกระทบเศรษฐกิจในวงกว้าง หัวใจสำคัญของปัญหาที่แบงต์เซนชี้คือ แรงงานต่างชาติแทบทั้งหมดถูกผูกมัดด้วยหนี้สินมหาศาล ตั้งแต่ก่อนเดินทางเข้ามาทำงานในไต้หวัน

Giant จักรยานแบรนด์ดังของไต้หวันประกาศเดินหน้านโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานต่างชาติเต็มรูปแบบ (ภาพจาก FB : Giant )
รายงานการสำรวจของกระทรวงแรงงานไต้หวันตั้งแต่ปี 2562 ชี้ว่า แรงงานต่างชาติ 66.7% ต้องกู้เงินจากประเทศตนเองเพื่อจ่ายค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิว หากประเมินด้วยสัดส่วนเดิม เท่ากับว่า จากแรงงานต่างชาติราว 859,000 คนในไต้หวัน มีมากกว่า 570,000 คนติดอยู่ในวังวนหนี้สิน
หลังถูกสหรัฐลงดาบ Giant รีบออกมาตรการเยียวยาโดยประกาศขยายนโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานต่างชาติที่จะนำเข้าในอนาคต โดยนายจ้างจะช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่าง รวมถึงแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในปัจจุบันจะคืนให้ทั้งหมด แต่คำถามสำคัญคือ ทำไมแรงงานต้องติดหนี้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน? และโครงสร้างใดที่เปิดช่องให้กลไกหาประโยชน์นี้เติบโตอย่างเป็นระบบ

โรงงานทอผ้า (ภาพจาก LTN)
การสืบสวนเชิงลึกดังกล่าว เผยให้เห็นโครงสร้างที่ถูกเปรียบเปรยว่าเป็นสควิดเกมหรือเล่นลุ้นตายของแรงงานต่างชาติในไต้หวัน อดีตหุ้นส่วนคนหนึ่งของบริษัทจัดหางานที่เคยอยู่ในเครือข่ายนี้ได้เปิดเผยว่า บริษัทจัดหางานไต้หวันจะยืมใบอนุญาต จากบริษัทจัดหางาน Interserco ในเวียดนาม เมื่อแรงงานต้องการเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน พวกเขาจำเป็นต้องจ่ายค่าหัวคิว 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเพื่อหาเงินจำนวนนี้ แรงงานต้องกู้เงินจากบริษัทการเงินตามที่ Interserco ระบุ
เมื่อเดินทางถึงไต้หวัน แรงงานต้องชำระหนี้ให้บริษัทการเงินผ่านตัวแทนในไต้หวัน เดือนละ 8,998 เหรียญไต้หวัน เป็นเวลา 15 เดือน รวม 134,970 เหรียญไต้หวัน การเซ็นตั๋วสัญญาใช้เงินขณะกู้ยืม กลายเป็นเครื่องมือไล่บี้หนี้ เมื่อมีการฟ้องร้อง ศาลสามารถใช้อำนาจบังคับหักเงินเดือนทันที

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้าง
ส่วนบริษัทการเงินฟิลิปปินส์ก็เช่นเดียวกัน ปล่อยกู้ 50,000 ต้องจ่ายคืน 120,000 บริษัทปล่อยกู้ตั้งโดยชาวไต้หวันในฟิลิปปินส์รายหนึ่ง ซึ่งใช้ชื่อสมมติว่า X-cash ผู้บริหารให้ข้อมูลว่า เดือนหนึ่งมีแรงงานฟิลิปปินส์ราว 300–400 คนกู้เงินกับ X-cash โดยแรงงานยื่นกู้ 100,000 เปโซ (ประมาณ 52,000 เหรียญไต้หวัน) แต่ในสัญญา X-cash นำตัวเลข 100,000 เปโซ ตีค่าเทียบเท่า 100,000 เหรียญไต้หวันทันที เมื่อรวมดอกเบี้ยประจำปี แรงงานที่กู้เงินเพียง 50,000–70,000 เหรียญ จะต้องจ่ายคืน 110,000–120,000 เหรียญไต้หวัน คิดเป็นอัตราดอกเบี้ย 60-100% หากปล่อยกู้เดือนละ 400 ราย จะมีรายได้ต่อปีมากกว่า 200 ล้านเหรียญไต้หวัน

แรงงานต่างชาติในโรงงานทอผ้า (ภาพจาก smiletaiwan.cw.com.tw)
หวังอิงต๋า องค์กรเอ็นจีโอที่เรียกร้องสิทธิ์แรงงานต่างชาติ หรือสมาคมบริการประชาชนเถาหยวนระบุว่า ตลาดแรงงานต่างชาติของไต้หวันคือกลไกการเอารัดเอาเปรียบซ้อนทับกันหลายชั้น รัฐบาลรู้ แต่ปัญหาฝังลึกเกินจะสะสางได้ เขากล่าวว่า ไต้หวันกำลังเผชิญทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงานและสังคมผู้สูงวัย ทำให้แรงงานต่างชาติเป็นกำลังสำคัญ หากแตะต้องเครือข่ายบริษัทจัดหางานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมากเกินไป อาจสั่นคลอนโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวม อย่างไรก็ตาม นี่คือช่วงเวลาที่ไต้หวันจำเป็นต้องสะสางปัญหาที่สะสมมานาน
หลังเกิดเหตุการณ์แบนสินค้า Giant หรือที่เรียกกันว่า ช็อกไจแอนท์ บริษัทขนาดใหญ่อีกหลายรายเริ่มขยับตัว นอกจาก Giant แล้ว Merida และ UDE Electronics Corp. รวม 8 บริษัท ที่ประกาศเดินหน้านโยบายศูนย์ค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานต่างชาติเต็มรูปแบบ
ด้านกระทรวงแรงงานไต้หวันยอมรับว่า คุณภาพบริษัทจัดหางานแตกต่างกันมาก และประกาศทำงานร่วมกับกระทรวงเศรษฐการ ผลักดันระบบติดตามและตรวจสอบใหม่ รวมถึงสนับสนุนการว่าจ้างโดยตรงจากต่างประเทศ เพื่อให้ทั้งนายจ้างและแรงงานมีทางเลือกที่เป็นธรรมมากขึ้น
การสะสางปัญหาหนี้สินแรงงานต่างชาติอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แรงกดดันจากสหรัฐและซัพพลายเชนโลกกำลังบีบให้ผู้ประกอบการไต้หวันต้องเผชิญความจริง ว่าระบบที่ปล่อยให้แรงงานกู้ 50,000 แต่ต้องใช้หนี้ถึง 120,000 นั้น ไม่อาจคงอยู่ได้อีกต่อไป