ช่วงปลายปี อากาศเริ่มเย็นลง หลายคนเริ่มวางแผนเที่ยวช่วงคริสต์มาสหรือปีใหม่ แต่ทุกคนทราบไหมค่ะ ในวัฒนธรรมจีนโบราณ ช่วงปลายปีมีหนึ่งเทศกาลสำคัญไม่แพ้วันตรุษจีน นั่นก็คือ "เทศกาลตงจื้อ" หรือ "วันเหมายัน" (Winter Solstice) เป็นวันที่ช่วงเวลากลางคืนยาวนานที่สุด และกลางวันสั้นที่สุดในรอบปี ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญสำหรับชาวจีนโบราณ ตั้งแต่วันเหมายันเป็นต้นไป ช่วงกลางวันจะยาวขึ้นทีละน้อย เป็นตัวแทนของการฟื้นคืนพลังหยางหลังจากหยินครอบงำมานาน ว่าแต่เทศกาลตงจื้อมีที่มาอย่างไร มีธรรมเนียมปฏิบัติ และข้อห้ามอะไรบ้าง
ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับคำว่า “冬至” (ตงจื้อ) แปลตรงตัวว่า "ฤดูหนาวมาถึงแล้ว" โดยปกติ “เทศกาลตงจื้อ” จะตรงกับวันที่ 21 หรือ 23 ธันวาคม ของทุกปี ในปีนี้ตรงกับวันที่ 21 ธันวาคม ในวันตงจื้อ คนในครอบครัวส่วนใหญ่มักจะมาพร้อมหน้าพร้อมตากัน มีขนบธรรมเนียมปฏิบัติมากมาย จะมีพิธีไหว้เทพเจ้า บรรพบุรุษ เพื่อความเป็นสิริมงคล และหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่ขาดไม่ได้ของวันนี้ ก็คือ การกินบัวลอย
นอกจากนี้ วันตงจื้อ ยังเป็นฤดูที่ 22 ใน 24 ฤดูกาลตามปฏิทินจีน ซึ่ง 24 ฤดูกาลนี้ ถูกกำหนดขึ้นตามตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ในอดีต ผู้คนยังไม่มีเครื่องมือวัดทางดาราศาสตร์ที่แม่นยำเหมือนในปัจจุบัน จึงอาศัย การสังเกตมุมเงยของดวงอาทิตย์ในช่วงเที่ยงวัน แล้วทำการบันทึกไว้ หากมองด้วยหลักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน จะพบว่า แต่ละช่วงของ 24ฤดูกาลของจีน ล้วน สอดคล้องกับตำแหน่งของดวงอาทิตย์ที่เคลื่อนที่ไป 15 องศาตามเส้นสุริยวิถี

สาเหตุที่วันตงจื้อในแต่ละปีไม่ตรงกัน แต่คลาดเคลื่อนไม่เกิน 3 วัน ทางพิพิธภัณฑ์ดาราศาสตร์กรุงไทเป อธิบายไว้ว่า “ช่วงเวลาของ 24 ฤดูกาลจะปรากฏในวันที่ใกล้เคียงเดิมในปฏิทินสากล เพียงแต่จะมีความคลาดเคลื่อนไม่กี่ชั่วโมง จึงอาจทำให้แตกต่างกันก่อนหรือหลังหนึ่งวัน ดูเหมือนว่าจะถูกกำหนดตามปฏิทินสากล แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการคำนวณตามตำแหน่งของดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น”
ประวัติของเทศกาลตงจื้อ สามารถย้อนกลับไปถึงสมัยราชวงศ์โจว มีตำนานเล่าว่า ในยุคนั้นราชสำนักได้จัดพิธีบูชาบรรพชนเพื่อเฉลิมฉลองวันตงจื้อ ต่อมาในสมัยราชวงศ์ฮั่น วันตงจื้อก็พัฒนาเป็น เทศกาลที่ประชาชนทั่วไปเฉลิมฉลองอย่างแพร่หลาย ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์ฮั่น หมวดพิธีการและราชประเพณี ” (後漢書 禮儀志)ได้บันทึกบรรยากาศของวันตงจื้อในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกไว้ว่า : “ช่วงก่อนและหลังวันตงจื้อ ชนชั้นสูงจะพักผ่อน สงบจิตใจ ขุนนางทั้งหลายงดเว้นภารกิจของราชการ ไม่ว่าราชการ โดยจะเลือกวันฤกษ์ดี จึงกลับมาปฏิบัติหน้าที่ต่อ” จากบันทึกนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในสมัยฮั่น วันตงจื้อไม่ได้เป็นเพียงวันเฉลิมฉลองร่วมกันของทั้งขุนนางและประชาชนเท่านั้น แต่ยังได้รับการยกย่องให้เป็น วันหยุดสำคัญของชาติอีกด้วย
ตามความเชื่อพื้นบ้าน ยังยกให้วันตงจื้อมีความสำคัญเทียบเท่าวันตรุษจีน โดยมีคำกล่าวภาษาจีนว่า 冬至大如年 หมายถึง วันตงจื้อยิ่งใหญ่ดั่งวันตรุษจีน ความสำคัญและขนบธรรมเนียมต่าง ๆ ของวันตงจื้อ มีการสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น การกินบัวลอย การกินเกี๊ยวน้ำ การไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษ ในบางพื้นที่ยังมีประเพณีเฉพาะถิ่น เช่น การนำบัวลอยไปติดไว้ที่ประตูบ้าน เพื่อขอบคุณ เทพรักษาประตู การปั้นแป้งเป็นรูปสัตว์พื้นบ้าน“แม่ไก่ลูกสุนัข” (雞母狗仔) เป็นสัญลักษณ์มงคลตามความเชื่อ
ประเพณีวันตงจื้อ 1: กินบัวลอย เกี๊ยวซ่าและเกี๊ยวน้ำ
มีสุภาษิตไต้หวันกล่าวว่า “冬至圓仔呷落加一歲” “กินบัวลอยวันตงจื้อ เท่ากับอายุเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปี” ซึ่งหมายความว่า เมื่อได้กินบัวลอยในวันตงจื้อ ก็เหมือนได้ก้าวผ่านปีใหม่และมีอายุเพิ่มขึ้นหนึ่งปี จากคำกล่าวนี้จะเห็นได้ว่า ในสมัยโบราณ การฉลองวันตงจื้อมีความสำคัญไม่ต่างจากการฉลองปีใหม่ และ บัวลอยก็ถือเป็นอาหารสำคัญที่ขาดไม่ได้ในวันที่ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน
เบื้องหลังประเพณีการกินบัวลอยนี้ ยังมี ตำนานอันแสนอบอุ่นหัวใจ เล่าขานกันว่า… ในสมัยโบราณ มีปีหนึ่งที่ฤดูหนาวหนาวจัดเป็นพิเศษ ทำให้คนยากจนจำนวนมากแทบเอาชีวิตไม่รอด มีสามีภรรยาคู่หนึ่งพาลูกสาวเข้าเมือง หวังว่าจะพบผู้ใจบุญที่จะมอบอาหารให้พวกเขาผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้ แต่กลับเกิดเรื่องน่าเศร้า ที่แม่เสียชีวิตเพราะความเหนื่อยล้าจากความหิวโหย ครอบครัววก็ไม่มีอาหารกินและไม่มีเงินเหลือที่จะฝังศพแม่
ด้วยเหตุนี้ ลูกสาวผู้มีความกตัญญูจึงตัดสินใจขายตัวเองไปเป็นคนรับใช้ในบ้านเศรษฐี เพื่อนำเงินไปใช้จัดการฝังศพให้แม่ และเธอยังขอข้าวเหนียวปั้นเป็นลูกกลม ๆ จากนายจ้างไปให้พ่อกิน ช่วยให้พ่อได้อิ่มท้อง เมื่อเธอไปอยู่รับใช้ในบ้านคนมีเงิน ก็ต้องพลัดพรากจากพ่อ ไม่อาจพบหน้ากันได้บ่อย ๆ ด้วยความคิดถึง เธอจึงเกิดไอเดียขึ้นมา ในวันตงจื้อซึ่งเป็นวันที่มีการไหว้เทพเจ้าเฝ้าประตูบ้าน เธอแอบนำข้าวเหนียวไปติดไว้ที่ประตูบ้าน หวังว่าเมื่อพ่อได้เห็น จะนึกถึงช่วงเวลาที่เคยกินข้าวเหนียวด้วยกัน และช่วยบรรเทาความคิดถึงลงได้ และนี่เองคือที่มาของความเชื่อที่ว่า “วันตงจื้อกินบัวลอย เพราะอยากให้คนในครอบครัวได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา” หรือที่สุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า “กินบัวลอย คนในครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา” (吃湯圓,人團圓)
แม้จะมาถึงยุคปัจจุบันแล้ว แต่ ธรรมเนียมการกินบัวลอยเพื่อให้ได้อยู่พร้อมหน้าของคนในครอบครัว ก็ยังคงสืบทอดต่อกันมา นอกจากบัวลอยแล้ว ยังมีธรรมเนียมการกินเกี๊ยวซ่า เกี๊ยวน้ำด้วย ในอดีต ทางภาคเหนือของจีน มีสุภาษิตที่ว่า: “วันเหมายันกินเกี๊ยวน้ำ วันครีษมายันกินเส้นหมี่” (冬至餛飩夏至麵) การกินเกี๊ยวซ่า เป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภ เป็นตัวแทนของความมั่งคั่ง เจริญรุ่งเรือง มีเงินทองไหลมาเทมา ส่วนการกินเกี๊ยวน้ำในภาษาจีนเรียกว่า 餛飩 พ้องเสียงกับคำว่า 混沌 ที่หมายถึงความยุ่งเหยิง ดังนั้นการกิน 餛飩 จึงมีนัยยะอะไรสื่อถึงการทำลายความยุ่งเหยิง ขจัดความอัปมงคล และเริ่มต้นต้อนรับความเป็นมงคล
ประเพณีวันตงจื้อ 2: ไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษ
ประเพณีไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษในวันตงจื้อ สืบทอดมายาวนาน โดยในไต้หวันมักพบการไหว้เทพสามภพ (三界公), บรรพบุรุษ หรือเทพเจ้าที่ดิน (地基主) ในพิธีไหว้ ส่วนมากจะใช้ อาหารประจำเทศกาลอย่างบัวลอยเป็นเครื่องเซ่นไหว้
ประเพณีวันตงจื้อข้อที่ 3: กินเนื้อแกะเพื่อบำรุงร่างกาย และกินหมี่ซั่วขาหมูเพื่อชำระล้างร่างกาย
เนื่องจากวันตงจื้อ เป็นวันที่อากาศหนาวเย็น และเป็นวันที่กลางคืนยาวที่สุดของปี ในอดีตทางภาคเหนือของจีน จึงมีประเพณีตุ๋นซุปเนื้อแกะเพื่อคลายความหนาว ในยุคปัจจุบัน ประเพณีนี้ได้พัฒนาเป็นการกินอาหารบำรุงร่างกาย เช่น ซุปเนื้อแกะ(羊肉爐) ไก่ผัดน้ำมันงา(麻油雞) ซุปสี่สมุนไพรจีน(四神湯) ซึ่งมีคุณสมบัติให้ความอบอุ่นและบำรุงร่างกาย นอกจากนี้ ยังมีการกินขาหมูกับหมี่ซั่ว เพื่อขจัดสิ่งไม่ดีหรือพลังร้าย ขอพรให้มีความปลอดภัย อายุยืนยาว และผ่านเคราะห์ร้ายไปได้อย่างราบรื่น
ประเพณีวันตงจื้อข้อที่ 4: ติดบัวลอยเพื่อขอบคุณเทพผู้เฝ้าประตู
ประเพณีติดบัวลอยที่ประตูบ้าน ในยุคปัจจุบัน ไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนัก แต่ยังมีบางชุมชนร่วมสืบสานกันอยู่ ตามตำนาน การติดบัวลอยบนประตูบ้าน มีความหมายเพื่อขอบคุณและให้รางวัลแก่เทพผู้เฝ้าประตู นอกจากนี้ยังมี ความเชื่อเรื่องการเรียกทรัพย์ หวังว่าเทพเจ้าแห่งโชคลาภจะนำพาเงินทองและความมั่งคั่งมาสู่บ้าน
ประเพณีวันตงจื้อข้อที่ 5: ชาวผิงหูปั้น “แม่ไก่ลูกสุนัข”
การปั้น “แม่ไก่ลูกสุนัข” เป็นประเพณีท้องถิ่นของผิงหู ที่สืบทอดมาหลายร้อยปี เทศบาลเมืองเผิงหู ระบุว่า แม่ไก่ลูกสุนัขปั้นใช้ข้าวเหนียวเป็นวัตถุดิบหลัก โดยนำข้าวเหนียวไปแช่น้ำ แล้วบดเป็นแป้งข้าวเหนียว คลุกเคล้าให้เป็นก้อนแป้งขนาดพอดี จากนั้นเริ่มปั้นเป็นสัตว์ 12 ราศี เช่น แพะ หมู สุนัข ข้าวเหนียวปั้นเหล่านี้ มีสีสันสวยงาม เมื่อปั้นเสร็จแล้ว นำไปนึ่งให้สุก ก็จะสามารถรับประทานได้ และยังเป็น เครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษของชาวเผิงหูอีกด้วย
ในส่วนของข้อห้ามวันตงจื้อ โดยมากจะเกี่ยวข้องกับอาหารและลักษณะเฉพาะของฤดูกาล ตั้งแต่สมัยโบราณ วัฒนธรรมจีนให้ความสำคัญกับความหมายของการเป็นคู่ ดังนั้นข้อห้ามแรกคือ ห้ามกินขนมบัวลอยเป็นเลขคี่ เพราะอาจทำให้ต้องโดดเดี่ยว หรือในปีใหม่อาจรู้สึกเหงาและเปล่าเปลี่ยว ต้องกินเป็นเลขคู่ เชื่อว่าจะช่วยให้ชีวิตอุดมสมบูรณ์ ครอบครัวอบอุ่น และเสริมโชคในด้านความรัก
ความเชื่อที่สองคือ หลีกเลี่ยงการอยู่ข้างนอกในเวลากลางคืน เนื่องจากวันตงจื้อเป็นวันที่กลางวันสั้นและกลางคืนยาวที่สุดของปี คนโบราณเชื่อว่าพลังหยางของร่างกายอาจลดลง จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอกจนดึก เพื่อป้องกันโชคร้ายหรือเคราะห์ร้ายที่จะเกิดขึ้น
และข้อห้ามสุดท้ายคือ หลีกเลี่ยงการนอนดึก ข้อห้ามนี้ก็เกี่ยวข้องกับกลางคืนที่ยาวนานและความเชื่อว่าพลังหยางของร่างกายอาจลดลง ในวันที่พลังหยางอ่อนอยู่แล้ว หากนอนดึก จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ และอาจส่งผลต่อพลังชีวิตและดวงชะตาของปีต่อไป
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเหล่านี้ สะท้อนถึงเจตนาของบรรพบุรุษที่อยากให้เกิดสิริมงคล และเตือนให้ผู้คนระมัดระวังในการใช้ชีวิต วันตงจื้อปีนี้ อย่าลืมทานบัวลอยกันนะคะ ใครที่ห่างบ้านมาทำงานไกลในไต้หวัน ก็สามารถใช้โอกาสนี้ วิดีโอคอลพูดคุยกับคนที่บ้าน เป็นการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาในรูปแบบหนึ่ง ขออวยพรให้ทุกคนสุขภาพร่างกายแข็งแรง เงินทองไหลมาเทมาในเทศกาลนี้ค่ะ