Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

เด็กแดนชาไข่มุก - แรงงานนักเรียน

เด็กแดนชาไข่มุก - แรงงานนักเรียน
เด็กแดนชาไข่มุก - แรงงานนักเรียน

ไต้หวันกำลังกลายเป็นเกาะแห่งแรงงานนักเรียน? เมื่อนักเรียนต่างชาติกลายเป็นแรงงาน และเป็นทางรอดเดียวของโรงเรียนเอกชน

นักเรียนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับหมื่นคนเดินทางมาไต้หวัน กลับต้องมากอบกู้โรงเรียนที่จวนจะปิดตัวและอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนบุคลากร ทำให้ไต้หวันเสี่ยงตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ นโยบายนักเรียนต่างชาติที่มีวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจน ระหว่างด้านการศึกษา แรงงาน ประชากร กิจการชาวจีนโพ้นทะเล และการทูต แท้จริงแล้วเกิดปัญหาที่ตรงไหน?

ต้าหมิง (นามแฝง) ชาวจีนโพ้นทะเลจากเมียนมา ไม่เคยคิดเลยว่าการมาเรียนที่ไต้หวันจะทำให้เขารู้สึกท้อแท้ได้ขนาดนี้ 

เมื่อปีที่แล้ว เขาได้รับคำแนะนำจากโรงเรียนภาษาจีนในเมียนมาให้สมัครโครงการ “3+4” (หลักสูตรที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมในสถาบันการอาชีวศึกษา) เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโรงเรียนในไต้หวัน แต่ข้อเสนอเรียนฟรีในระดับมัธยมปลายสายอาชีพ 3 ปี และต่อมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอีก 4 ปีนั้นดึงดูดใจมาก เพราะจะได้เรียนทักษะ ได้ฝึกงานหาเงิน และได้ปริญญา 

ตามคำแนะนำจากโรงเรียนภาษาจีน เขาได้เลือกโรงเรียนมัธยมปลายสายอาชีพเอกชนที่หนึง และและสอบเข้าได้สำเร็จ

เดือนกันยายน ทันทีที่ลงจากเครื่องบิน พาสปอร์ตของเขาก็ถูกเจ้าหน้าที่โรงเรียนยึดไป เมื่อเริ่มเรียน ครูก็สอนเป็นภาษาจีนที่เขาฟังไม่รู้เรื่อง เพื่อนร่วมชั้นกว่า 40 คนส่วนใหญ่มีระดับภาษาจีนเพียง A1 (ระดับเริ่มต้น) แค่บทสนทนาประจำวันยังลำบาก สุดท้ายทุกคนจึงได้แต่ฟุบหลับในห้องเรียน ต้าหมิงที่ทำข้อสอบแบบเดาสุ่มกลับสอบได้ลำดับที่สิบกว่าของห้อง

ในช่วงฝึกงาน ต้าหมิงซึ่งเรียนแผนก Data Management กลับถูกส่งไปเฝ้าเตาทอดในห้างสรรพสินค้า เพื่อนคนอื่น ๆ ถ้าไม่เติมของบนชั้นในซูเปอร์มาร์เก็ต ก็ไปยืนเป็นแคชเชียร์ ในหน้าต่างแชท Line ระหว่างเขากับอาจารย์ที่ปรึกษา หัวข้อหลักไม่ใช่การเรียน แต่คือเรื่องเงิน: “เธอยังค้างค่าเทอมอีก XXXX เหรียญ” หรือ “อาจารย์ครับ มีงานพาร์ทไทม์ (PT) ของบริษัท XX อีกไหมครับ?”

ผ่านไปครึ่งปี นอกจากจะได้รู้วิธีทอดไก่มากขึ้น ต้าหมิงแทบไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย เขาตัดสินใจจะฝึกงานต่ออีก 3 เดือนเพื่อเก็บเงิน แล้วจะลาออกไปล้างจานที่ประเทศอื่นแทน "อยู่ไต้หวันต่อไปก็เสียเวลาเปล่า" เขากล่าว

นโยบายนักเรียนต่างชาติของไต้หวันกำลังทำให้ประเทศกลายเป็น สวรรค์ของนักเรียนปลอม ในขณะที่ตัวเลขนักเรียนต่างชาติพุ่งสูงขึ้น จนโรงเรียนเอกชนที่เสี่ยงจะปิดตัวลง เพราะวิกฤตเด็กเกิดน้อยลงแปลงโฉมเป็น “โรงเรียนนานาชาติ” แต่ “นักเรียน” เหล่านี้กลับถูกหน่วยงานรัฐตีตราว่าเป็น “แรงงาน” รัฐบาลไม่เปิดรับแรงงานต่างชาติในภาคบริการ แต่ “นักเรียนฝึกงาน” เหล่านี้กลับกระจายอยู่ตามโรงแรมและร้านอาหาร กลายเป็น “แรงงานต่างชาติแฝง” ที่นายจ้างสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนความมั่นคงการจ้างงาน

僑生-學工-私校-仲介-僑委會-新南向-3+4

อดีตผู้บริหารโรงแรมห้าดาวกล่าวว่า นักเรียนเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานได้เพียงในระดับล่างสุด แต่ยากที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการบริการ ในขณะที่สิงคโปร์และญี่ปุ่นเปิดรับแรงงานต่างชาติอย่างตรงไปตรงมา และยังมาดึงตัวนักเรียนเก่ง ๆ จากโรงเรียนการท่องเที่ยวในไต้หวันไปทำงานเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของเขา

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนนักเรียนต่างชาติในไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด:

ปีการศึกษา 2013: มีนักเรียนต่างขาติ ประมาณ 34,000 คน โดยมีนักเรียนที่มาเรียนระดับมัธยมปลายเพียง 936 คน เท่านั้น

ปีการศึกษา 2024: จำนวนนักเรียนนอกพื้นที่พุ่งสูงถึง 91,000 คน โดยเฉพาะนักเรียนระดับมัธยมปลายมีจำนวนมากถึง 13,000 คน

ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนที่เหมือนกับ ต้าหมิง คือมาเข้า โครงการพิเศษสำหรับนักเรียนชาวจีนโพ้นทะเล (僑生專班) ของคณะกรรมการกิจการชาวจีนโพ้นทะเล (OCAC) ซึ่งมีจุดเด่นคือ ยกเว้นค่าเล่าเรียน, สามารถฝึกงานหาเงินได้ และได้รับวุฒิการศึกษา หรือมาผ่าน โครงการพิเศษนโยบายมุ่งใต้ใหม่ (新南向專班) ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเริ่มเรียนตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี โดยมีตารางเรียนเป็นการ ฝึกงานในภาคอุตสาหกรรมถึง 4 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งทั้งสองโครงการนี้รวมแล้วมีนักเรียนเข้าเรียนสูงถึง 46,800 คน

เมื่อ 5 ปีก่อน เพื่อตอบโต้วิกฤตอัตราการเกิดต่ำ สภาเพื่อการพัฒนาแห่งชาติไต้หวัน (NDC) ได้กำหนดเป้าหมายว่าภายในปี 2030 จะต้องดึงดูดบุคลากรต่างชาติ คุณภาพดี ให้ได้ 400,000 คน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยภารกิจในการหา นักเรียนต่างชาติและชาวจีนโพ้นทะเล 200,000 คน ตกเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการชาวจีนโพ้นทะเลและกระทรวงศึกษาธิการ

พวกเขาตั้งเป้าไปที่กลุ่มนักเรียนที่มีฐานะยากจน โดยคุณสวีเจียชิง (徐佳青) ประธานคณะกรรมการกิจการชาวจีนโพ้นทะเล กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า:

“เด็กกลุ่มนี้เรียนจบตอนอายุ 16 ปี ปกติแล้วพวกเขาคงออกไปทำงานเลย แต่ตอนนี้การมาไต้หวันทำให้พวกเขาได้ทั้งเรียนหนังสือและทำงานหาเงินไปพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ Win-Win ทั้งสองฝ่าย”

เธอยังระบุด้วยว่าแผนการนี้ได้รับคำชมจากบาทหลวงในฟิลิปปินส์

แต่ในความเป็นจริง เนื่องจากทั้งสองโครงการนี้ใช้เวลามากกว่าครึ่งหนึ่งไปกับการฝึกงาน มากกว่าที่จะเรียกว่าไต้หวันเป็น "สวรรค์ของการเรียนต่อ" คำจำกัดความที่เหมาะสมกว่าอาจจะเป็น "เกาะแห่งแรงงานนักเรียน"

ปรากฏการณ์ที่ 1: กฎระเบียบแรงงานนักเรียนนักเรียนที่หละหลวม VS กฎระเบียบแรงงานต่างชาติที่เข้มงวด

นายหน้าแรงงานต่างชาติผันตัวมาทำเอเจนซี่เรียนต่อต่างชาติ เพราะกำไรดีกว่า

การที่ไต้หวันเปิดประตูต้อนรับ "แรงงานนักเรียน" อย่างกว้างขวาง ทำให้การจัดหานักเรียนกลายเป็นธุรกิจข้ามชาติที่กำลังรุ่งเรือง

ที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม "สุ่ยเยว่" (นามแฝง) นายหน้าจัดหาแรงงานที่พูดภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว บอกกับผู้สื่อข่าวว่า นายหน้าเกือบทั้งหมดเริ่มเปลี่ยนการเป็นนายหน้าจากธุรกิจรองมาเป็นธุรกิจหลัก พวกเขาเดินทางไปกลับระหว่างโรงเรียนในเวียดนามและไต้หวันเป็นว่าเล่น เพราะเมื่อเทียบกับแรงงานต่างชาติแล้ว การมาเรียนต่างชาติมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า คืนทุนเร็วกว่า และหากปรับตัวกับงานไม่ได้ก็เปลี่ยนที่ทำงานได้ง่ายกว่า

"ถ้าเจอคนที่อยากไปทำงานที่ไต้หวัน ฉันจะแนะนำให้เขาไปในฐานะนักเรียนดีกว่า เพราะได้ทั้งเรียนภาษาจีน เรียนจบก็ได้วุฒิการศึกษา"

สุ่ยเยว่ซึ่งเคยมาเรียนภาษาและเคยเป็นแรงงานในไต้หวันมาก่อน ปัจจุบันเปิดบริษัทจัดหาแรงงานในเวียดนามควบคู่ไปกับการเป็นที่ปรึกษาด้านการเรียนต่อ เธอได้คำนวณตัวเลขเปรียบเทียบให้เพื่อนร่วมชาติเห็นว่าการไปแบบ "แรงงานนักเรียน" นั้นหาเงินได้ง่ายกว่าอย่างไร:

ค่าธรรมเนียมนายหน้า: แรงงานเวียดนามที่ไปทำงานโรงงานในไต้หวัน ต้องจ่ายค่านายหน้าฝั่งเวียดนามและไต้หวันรวมกันประมาณ 4,000 - 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ถ้าไปแบบเรียนต่อพ่วงฝึกงาน ต้องจ่ายให้เอเจนซี่เพียง 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น

รายได้และการทำงาน: ทั้งแรงงานและนักเรียนฝึกงานต่างได้รับค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากัน แต่แรงงานทำโอทีได้แค่ในโรงงานเดิม หากแอบไปทำงานนอกในวันหยุดแล้วถูกจับได้จะถูกส่งกลับทันที ในขณะที่นักเรียนสามารถรับงานพิเศษข้างนอกได้ แม้จะมีข้อจำกัดที่ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่ในทางปฏิบัติการตรวจสอบการทำงานเกินเวลานั้นทำได้ยากมาก

กำไรของนายหน้าไม่ได้น้อยไปกว่าเดิม: ราคาตลาดในเวียดนามปัจจุบัน โรงเรียนในไต้หวันจะจ่ายค่าหัวให้นายหน้า 200 ดอลลาร์ต่อคน ซึ่งนายหน้าจะแบ่งไปจ่ายให้ครูใหญ่และครูประจำชั้นในเวียดนามคนละ 100 ดอลลาร์ นอกจากนี้ นายหน้ายังเก็บค่าบริการจากนักเรียนอีก 1,500 ดอลลาร์ (รวมค่าตั๋วเครื่องบิน, วีซ่า, ตรวจร่างกาย และค่าแปลเอกสาร) หากนักเรียนต้องการเปลี่ยนโรงงานฝึกงาน นายหน้ายังสามารถหักค่าคอมมิชชันจากค่าจ้างรายชั่วโมงได้อีก 3% - 5%

เมื่อคำนวณเบ็ดเสร็จ นายหน้าจะได้กำไรสุทธิประมาณ 300 - 400 ดอลลาร์ต่อนักเรียนหนึ่งคน หากในปีการศึกษาหนึ่งนายหน้าหาเด็กได้ 100 คน ก็จะมีกำไรนับ ล้านเหรียญไต้หวัน เลยทีเดียว

ในกรณีที่โรงเรียนไต้หวันติดต่อผ่านโรงเรียนสอนภาษาจีนในต่างประเทศโดยตรง ราคาค่าหัวจะอยู่ที่ประมาณ 300 - 500 ดอลลาร์ต่อนักเรียนหนึ่งคน

教育新南向政策變調從四贏變全輸? | 遠見雜誌

ปรากฏการณ์ที่ 2: โรงเรียนอาชีวะ 1 ใน 3 กลายเป็น "โรงเรียนนานาชาติ" 

ทางรอดเดียวของโรงเรียนเอกชน: ขูดรีดค่าหัวจากค่าเทอมนักเรียน

คุณสวีเจียชิง ประธานคณะกรรมการกิจการชาวจีนโพ้นทะเล เน้นยำว่าหากพบว่ามีนายหน้าเข้ามาเกี่ยวข้อง จะยกเลิกสิทธิ์ในการเปิดหลักสูตรทันที เธอให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า "ฉันรู้อยู่แล้วว่าโรงเรียนหลายแห่งคุณภาพการสอนแย่มาก ก็คือโรงเรียนที่จวนจะไปไม่รอดแล้วนั่นแหละ!"

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จำนวนนักเรียนต่างชาติในมหาวิทยาลัยรัฐเพิ่มขึ้นไม่ถึง 2% แต่ในมหาวิทยาลัยเอกชนกลับเพิ่มขึ้นถึง 132%

ปีที่แล้ว มีนักเรียนมัธยมปลายชาวจีนโพ้นทะเลเรียนในโรงเรียนเอกชนถึง 12,098 คน ขณะที่เรียนในโรงเรียนรัฐบาลมีเพียง 299 คน เท่านั้น

คณบดีคณะเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยครูแห่งชาติไต้หวัน (NTNU) ตั้งข้อสังเกตว่า โรงเรียนอาชีวะกว่า 30 แห่งที่เข้าร่วมโครงการนี้ มีถึง 1 ใน 3 ที่มีนักเรียนต่างชาติมากกว่านักเรียนท้องถิ่น จนแทบจะกลายเป็นโรงเรียนนานาชาติไปแล้ว โดยโครงการ "3+4" กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยให้โรงเรียนไม่ต้องปิดตัวลง

ทำไมโรงเรียนที่จวนจะเจ๊งแล้วยังยอม "ซื้อหัว" นักเรียน? ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายสมาพันธ์ครูแห่งชาติวิเคราะห์ว่า ทรัพย์สินของโรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่เป็นของตระกูลผู้ก่อตั้ง พวกเขาไม่อยากปิดตัวลงเพราะไม่อยากให้ทรัพย์สินถูกยึดเป็นของรัฐ โรงเรียนอาชีวะขนาดเล็กต้องการนักเรียนใหม่เพียงไม่กี่ร้อยคนต่อปี เพื่อบรรเทาแรงกดดันทางการเงินและประคองตัวให้อยู่รอด

แต่เงินค่าหัวเหล่านี้ สุดท้ายเป็นนักเรียนนั่นแหละที่เป็นคนจ่าย แม้ค่าเล่าเรียนจะได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลเพื่อเป็นเงินเดือนครู แต่ "ค่าเทอมเบ็ดเตล็ด" กลับเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ที่เป็นความลับเปิดเผยในวงการการศึกษา:

“ค่าหอพัก 200 ค่าหนังสือ 300 ค่าวัสดุอุปกรณ์ 100... แยกย่อยออกมา สมมติโรงเรียนต้องจ่ายค่านายหน้า 10,000 เหรียญต่อหัว เฉลี่ยลงไปใน 6 เทอมตลอด 3 ปี เทอมหนึ่งบวกเพิ่มแค่ 1,500 เหรียญ นักเรียนจะไม่รู้สึกตัวเลย”

แหล่งข่าวจากโรงเรียนสายอาชีพเผยว่า เพียงแค่นักเรียนเรียนจนครบ 3 ปี โรงเรียนก็สามารถถอนทุนค่าหัวคืนได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการส่งเด็กเข้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ซึ่งจะได้ค่าหัวอีกประมาณ 10,000 - 20,000 เหรียญต่อคน

แม้รัฐบาลจะประกาศว่าจะปราบปรามนายหน้าอย่างจริงจัง แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีนายหน้าเดินสายตามโรงเรียนและศูนย์ภาษาจีน เพื่อเสนอการ "เหมานักเรียน" มาเรียนที่ไต้หวัน

รองผู้อำนวยการโรงเรียน Zhongshan Industrial & Commercial School ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนชั้นนำทางภาคใต้ที่มีชื่อเสียงด้านคุณภาพมาตลอด 29 ปีและไม่เคยพึ่งพานายหน้า เล่าว่าเขาเคยถูกนายหน้า “เตือน” ว่าถ้าไม่ร่วมมือกับนายหน้า ยอดรับสมัครจะออกมาดูแย่มาก เขาได้แต่ส่ายหน้าและกล่าวว่า การศึกษากลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว ช่างน่าสลดใจ

教育南向政策改變國內高職校園生態- 生活- 自由時報電子報

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解