ธีระ หยาง 亓淞 และบันเทิงดอทคอม 娛樂達康ประจำสัปดาห์นี้ (2025-12-21)
- ทักทายกันด้วยงานเพลงล่าสุดของหนุ่มอารอน เหยียน หรือ เหยียนหย่าหลุน อดีตใน 4 หนุ่มฟาเรนไฮต์ กับอัลบั้มเพลงชุดใหม่ Ikigai ที่อารอนใช้เวลาสร้างสรรค์ยาวนานถึงสามปี และเป็นอัลบั้มลำดับที่ 7 นับตั้งแต่เดบิวต์ เขาเปรียบงานชุดนี้เหมือนผลงานที่มองทะลุเข้าไปถึงตัวตน — และทำให้เขาต้องชะลอฝีเท้า หันกลับมาสบตากับตัวเอง ก่อนจะย่อยอารมณ์ทั้งหมดให้กลายเป็นดนตรี ธีมอัลบั้มมาจากปรัชญาญี่ปุ่น "Ikigai" — เหตุผลเล็ก ๆ ในแต่ละวันที่ทำให้เรายังอยากมีชีวิตอยู่ โดย 10 เพลงของอัลบั้มชุดนี้ ได้บันทึกเส้นทางความรู้สึกตลอดสามปีที่ผ่านมา เขากล่าวว่า “ดนตรีสำหรับผมเหมือนการหายใจ เป็นทั้งทางออกและการเยียวยา หวังว่าทุกคนจะได้พบ Ikigai ของตัวเองในอัลบั้มเพลงชุดนี้”

- หนังไต้หวันเรื่อง 左撇子女孩 (Left-handed Girl - เด็กหญิงถนัดซ้าย) กวาดเสียงชื่นชมจากเวทีภาพยนตร์นานาชาติมากมาย และหนึ่งในนักแสดงที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร คือ เฉินชิวหลิ่ว นักแสดงหญิงเชื้อสายเวียดนามซึ่งเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในไต้หวัน เธอให้สัมภาษณ์ว่า ไต้หวันคือบ้านที่เธอจะไม่จากไปอีกแล้ว เพราะที่นี่เปิดโอกาสให้เธอได้พยายาม ไล่ตามความฝัน และเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง—ทำให้ความฝันจาก “โรงงานผลิตรองเท้า” สู่ “พรมแดงรางวัลม้าทองคำ” กลายเป็นความจริง แถมยังมีโอกาสไปไกลถึงเวทีออสการ์เลยทีเดียว โดยเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกประกาศให้ติดในรายชื่อ 15 เรื่องสุดท้าย เข้าชิง รางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม ถูกดัดแปลงจากเรื่องราวชีวิตจริงของผู้กำกับหญิงชาวไต้หวันที่พำนักในสหรัฐอเมริกา โจวสือฉิงและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนถึงขณะนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ระดับนานาชาติแล้วกว่า 15 แห่ง อาทิ เมืองคานส์, ซูริก, โตรอนโต และ ปูซาน (釜山) รวมถึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง รางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม จากเวทีนานาชาติมากกว่า 7 เทศกาล ทำให้โลกได้มองเห็นไต้หวันผ่านมุมมองใหม่ๆ

ในภาพยนตร์ เฉินชิวหลิ่ว รับบทเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ในร้านบะหมี่ตลาดกลางคืนของสูเฟิน แม่เลี้ยงเดี่ยวของนางเอก ซึ่งแสดงโดย ไช่สูเจิน ขณะที่ในชีวิตจริง เธอคือผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เกิดและเติบโตใน นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม โดยเธอให้สัมภาษณ์กับ สำนักข่าว CNA ของไต้หวัน เล่าถึงประสบการณ์การถ่ายทำและเส้นทางชีวิตหลังย้ายมาไต้หวัน สำหรับความสำเร็จของภาพยนตร์บนเวทีโลก เฉินชิวหลิ่ว เผยว่า เธอรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง แต่ก็อดรู้สึก “ทั้งปลื้ม ทั้งงง” ไม่ได้ เธอหัวเราะและเล่าว่า “หนังได้เข้าชิงรางวัลม้าทอง ฉันเป็นแค่นักแสดงสมทบ แต่ผู้กำกับและทีมโปรดิวเซอร์ก็ชวนฉันเดินพรมแดงด้วย ฉันดีใจมาก ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้” เฉินชิวหลิ่ว ยังเล่าว่า ตลอดทั้งเรื่อง เธอสัมผัสได้ถึง วัฒนธรรมท้องถิ่นของไต้หวัน อย่างตลาดกลางคืน รวมถึงประเด็นสังคม เช่น แนวคิด ชายเป็นใหญ่ หญิงเป็นรอง ภาพยนตร์ยังใช้ตัวละครผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ทำงานในตลาดกลางคืนอย่างเธอ เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า สังคมไต้หวันคือสังคมพหุวัฒนธรรม ที่มีแรงงานและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากหลากหลายประเทศ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
ในวัยสาว เธอเคยเป็น คนงานโรงงานผลิตรองเท้า ในบ้านเกิด และเมื่อแต่งงานย้ายมาไต้หวัน ชีวิตช่วงแรกเต็มไปด้วยความยากลำบาก—ถึงขั้นต้องทำเล็บในสวนสาธารณะเพื่อหาเลี้ยงชีพ ต่อมา ด้วยความช่วยเหลือจาก ศูนย์บริการครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ นครนิวไทเป เธอได้เรียนภาษา และพัฒนาทักษะหลากหลายด้าน จนค่อย ๆ ค้นพบเส้นทางชีวิตของตนเอง ด้วยความหลงใหลในศิลปะการแสดงมาแต่เดิม หลังจากขัดเกลาความสามารถมาอย่างยาวนาน พรสวรรค์ของเธอก็เริ่มเปล่งประกาย และวันนี้ เธอได้ก้าวขึ้นเวทีในฐานะ “ตัวตนที่แท้จริง” ของตนเอง
นอกเหนือจากงานแสดง เธอยังทำหน้าที่ล่ามให้กับชาวเวียดนามในไต้หวัน ในปีนี้ เธอได้รับรางวัล 10 บุคคลทรงอิทธิพลข้ามสาขาแห่งนิวไทเป และ เหรียญรางวัลเชิดชูการอุทิศตนจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตลอด 22 ปี ที่ใช้ชีวิตในไต้หวัน เธอได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของทัศนคติที่มีต่อผู้อพยพจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงแรกที่มาถึง เธอสัมผัสได้ถึงสายตาแห่งความสงสัยจากผู้คน เพื่อน ๆ ไม่กล้าพูดภาษาเวียดนามในที่สาธารณะ พยายามเลียนเสียงสำเนียงไต้หวัน และไม่กล้าสอนภาษาบ้านเกิดให้ลูก แต่ปัจจุบัน ไต้หวันเปลี่ยนไปมาก—สังคมเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษา แรงงานต่างชาติไม่จำเป็นต้องปิดบังภาษาแม่เหมือนในอดีต เธอกล่าวว่า “ตอนนั้นฉันเลือกจะเก็บสำเนียงเวียดนามของตัวเองไว้ เพราะนี่คือเอกลักษณ์ของฉัน ฉันยังสอนภาษาบ้านเกิดให้ลูกสาว เพื่อให้เธอรู้ว่าคุณแม่มาจากไหน และสามารถสื่อสารกับตายายได้ ฉันไม่อยากตัดส่วนนี้ออกไปจากชีวิต”
เธอบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ทั้งสองที่คือบ้านของเธอ เวียดนามคือดินแดนที่เธอเติบโตมา ส่วนไต้หวัน—เวลาที่เธอใช้ชีวิตที่นี่ ก็กำลังจะยาวนานกว่าช่วงเวลาในบ้านเกิดเสียอีก เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ฉันอยากแก่ตัวที่ไต้หวัน เพราะฉันหยั่งรากลึกที่นี่แล้ว จะให้กลับไปอยู่เวียดนามระยะยาวได้อย่างไร” ในอดีต เมื่อมีคนถามว่าเสียใจไหมที่แต่งงานมาไต้หวัน เธอมักตอบว่า “ยารักษาความเสียใจไม่มีอยู่จริง และก็ย้อนกลับไปไม่ได้ จะคิดถึงอดีตไปทำไม” แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มุมมองของเธอเปลี่ยนไป “ฉันค้นพบว่า หากไม่ได้มาไต้หวัน แต่ยังอยู่เวียดนาม ความฝันของฉันอาจไม่มีโอกาสเป็นจริง วัฒนธรรมของไต้หวันมีความหลากหลายอย่างแท้จริง และมันเปิดพื้นที่ให้ฉันได้ไล่ตามความฝัน”
จากแรงงานโรงงาน สู่เวทีภาพยนตร์โลก—เรื่องราวของ เฉินชิวหลิ่ว ไม่ใช่เพียงเรื่องราวในชีวิตของบุคคลหนึ่ง แต่เชื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่าผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่อีกหลายๆ ได้ค้นพบว่า ในสังคมแห่งนี้ จะเปิดพื้นที่ให้ความฝันของใครบางคน มีโอกาสได้เบ่งบานมากขึ้น ขอเพียงคุณไม่ยอมแพ้และก้าวเดินไปตามความฝันอย่างไม่หยุดยั้ง!!!