ต่งจิ่งเซิง (董景生) นักวิจัยจากสถาบันวิจัยป่าไม้ กระทรวงเกษตร และดุษฎีบัณฑิตด้านกีฏวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน เริ่มต้นเส้นทางวิชาการจากการศึกษาข้ามสาขาระหว่างแมลงกับพืช ก่อนขยายไปสู่ชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ เพื่อสำรวจภูมิปัญญาการใช้พืชของชนพื้นเมือง งานของเขาเปิดมุมมองที่เชื่อมโยงนิเวศวิทยา มานุษยวิทยา และพฤกษศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง
ในไต้หวัน ชนพื้นเมืองเผ่าอามิสชอบเรียกตนเองอย่างขำขันว่าเป็น “ชนเผ่ากินหญ้า” แต่แท้จริงแล้วสะท้อนความสัมพันธ์แนบแน่นกับพืชกินได้รอบตัว วัฒนธรรมผักป่าของอามิสเริ่มจากการรู้จัก จำแนก และเก็บพืชตามสภาพแวดล้อม เช่น ลำน้ำ ชายฝั่ง หรือแปลงผักข้างบ้าน อาหารอย่าง “ซุปผักป่า” (野菜湯) จึงไม่ใช่แค่เมนูพื้นบ้าน หากเป็นสัญลักษณ์ของการสืบทอดภูมิปัญญาและวิถีชีวิตที่ยั่งยืน โดยแต่ละครอบครัวมีวิธีเตรียมแตกต่างกันไป
ดินแดนชายฝั่งตะวันออก ตั้งแต่มหาสมุทรแปซิฟิกถึงเทือกเขาชายฝั่ง คือพื้นที่ที่ชาวอามิสพัฒนาปรัชญาการอยู่ร่วมกับธรรมชาติมาหลายชั่วคน พวกเขามีความรู้ด้านพืชอย่างลึกซึ้ง และนำมาใช้ตั้งแต่อาหาร เครื่องนุ่งห่ม วัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงพิธีกรรมต่าง ๆ ความรู้เหล่านี้เกิดจากการใช้จริงในชีวิตประจำวัน รู้ทั้งช่วงฤดูกาล การเจริญเติบโต และช่วงที่พืชให้รสชาติและเนื้อสัมผัสดีที่สุด
การเก็บผักป่าของชาวอามิสไม่ใช่เพียงการหาอาหาร แต่เป็นกิจกรรมทางสังคมที่เชื่อมโยงผู้คนในชุมชน การแบ่งปันผักป่ากับญาติพี่น้องช่วยกระชับความสัมพันธ์ และเป็นวิธีจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ปัจจุบัน ผักป่าหลายชนิดถูกนำมาปลูกในฟาร์มชุมชน กลายเป็นทั้งฐานอาหาร วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดก็มีบทบาทเป็นผู้สืบสานอาหารอามิสโดยไม่รู้ตัว
ซุปผักป่าอามิสไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับฤดูกาล สถานที่ และวัตถุดิบที่หาได้ มักใช้ผักป่าหลายชนิดและยอดอ่อน เช่น ผักกูด เฟิร์นข้าหลวง ยอดไผ่ป่า หรือยอดปาล์มพื้นถิ่น นำมาเคี่ยวร่วมกันโดยคำนึงถึงสมดุลของรสหวาน เปรี้ยว ขม และเค็ม วิธีปรุงที่ยืดหยุ่นนี้เองคือเสน่ห์ของซุปผักป่า และสะท้อนภูมิปัญญาการเรียนรู้จากธรรมชาติที่ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน