1. มาตรการใหม่ปี 69 ที่แรงงานไทยในไต้หวันพึงรู้ ค่าจ้างขั้นต่ำ 29,500 เหรียญ เบี้ยประกันเพิ่ม 36 เหรียญต่อเดือน รายได้ไม่เกิน 464,000 เหรียญต่อปีไม่ต้องเสียภาษี
เริ่มต้นปีใหม่ รายได้และรายการหักตามกฎหมายของแรงงานต่างชาติทั่วไปในภาคการผลิตมีการปรับเปลี่ยนใหม่ แรงงานไทยควรรู้และเข้าใจในสิทธิประโยชน์ของตน สิ่งแรกเลยคือค่าจ้าง ซึ่งค่าจ้างของแรงงานต่างชาติทั่วไป ส่วนใหญ่จะอิงกับค่าจ้างขั้นต่ำที่มีการปรับสูงขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 10 ยกเว้นแรงงานกึ่งฝีมือและบางโรงงานอาจจ่ายสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ เมื่อฐานเงินเดือนปรับขึ้น การคิดคำนวณค่าโอที ตลอดจนเบี้ยประกันจะมีการปรับขึ้นตามไปด้วย มาดูกันว่า ในปีใหม่ 2569 แรงงานไทยจะได้รับค่าจ้าง ค่าโอทีและยกเว้นภาษีเท่าไหร่? อย่างไร?

ค่าจ้าง : ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนจาก 28,590 เหรียญปรับขึ้นเดือนละ 910 เหรียญหรือ 3.18% เป็น 29,500 เหรียญ หรือวันละ 984 เหรียญ ชั่วโมงละ 123 เหรียญ ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงสำหรับผู้ใช้แรงงานท้องถิ่นที่ทำงานเป็นรายชั่วโมง ปรับขึ้นจาก 190 เหรียญเป็นชั่วโมงละ 196 เหรียญ คาดว่าจะมีผู้ใช้แรงงานที่ได้รับอานิสงส์ 1,895,000 คน ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานท้องถิ่น 1,527,000 คน แรงงานต่างชาติ 380,000 คน
ค่าทำงานล่วงเวลาหรือโอที : เมื่อฐานเงินเดือนได้รับการปรับขึ้นแล้ว ค่าทำงานล่วงเวลาหรือที่เรียกสั้น ๆ ว่าค่าโอที ก็จะปรับเพิ่มตามไปด้วย กฎหมายมาตรฐานแรงงานกำหนดให้ผู้ใช้แรงงานทำงานวันละ 8 ชม. สัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง และมีวันหยุดพักสัปดาห์ละ 2 วัน ในจำนวนนี้มี 1 วัน เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ที่ทำงานล่วงเวลาไม่ได้ ยกเว้นกรณีเกิดภัยธรรมชาติ หรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน อีก 1 วันเป็นวันหยุดพักผ่อนที่ทำงานล่วงเวลาได้ แต่นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานล่วงเวลาหรือค่าโอทีเพิ่มขึ้น กล่าวคือ การทำงานล่วงเวลาหรือโอทีในวันหยุดพักประจำสัปดาห์ 2 ชั่วโมงแรก จะได้ชั่วโมงละ 164 เหรียญไต้หวัน ชั่วโมงที่ 3 ขึ้นไป ชั่วโมงละ 205 เหรียญไต้หวัน ทำงานทั้งวันหรือ 8 ชั่วโมง จะได้รับ 1,558 เหรียญไต้หวัน กรณีที่ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติ 2 ชั่วโมงแรก ชั่วโมงละ 164 เหรียญไต้หวัน ชั่วโมงที่ 3-4 ชั่วโมงละ 205 เหรียญไต้หวัน แต่หากเป็นการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดนักขัตฤกษ์ นายจ้างต้องจ่ายค่าโอทีเพิ่มให้ 1 เท่าของค่าจ้างในวันปกติ คือจ่ายเพิ่ม 984 เหรียญไต้หวัน

เบี้ยประกันภัยแรงงาน : อัตราเบี้ยประกันภัยแรงงานยังคงเดิมคือ 12.5% ในจำนวนนี้มี 1% เป็นประกันการว่างงานสำหรับแรงงานท้องถิ่น แรงงานต่างชาติไม่มีประกันการว่างงาน ดังนั้น อัตราเบี้ยประกันสำหรับแรงงานต่างชาติคือ 11.5% หรือ 3,393 เหรียญ ในจำนวนนี้ นายจ้างซึ่งรับผิดชอบ 70% ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยแรงงาน 2,375 เหรียญต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คน แรงงานรับผิดชอบ 20% หรือ 679 เหรียญต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 21 เหรียญ รัฐบาลจ่ายสมทบให้อีก 10% หรือ 339 เหรียญ/คน/เดือน
เบี้ยประกันสุขภาพ : อัตราเบี้ยประกันเหมือนเดิมคือ 5.17% ในจำนวนนี้นายจ้างรับผิดชอบ 60% หรือ 1,428 เหรียญไต้หวันต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คนต่อเดือน ด้านแรงงานรับผิดชอบ 30% หรือจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพเดือนละ 458 เหรียญ เพิ่มจากเดิมเดือนละ 15 เหรียญ ขณะที่รัฐบาลจ่ายสมทบให้ 10% สรุปแล้ว แรงงานไทยเสียเบี้ยประกันทั้ง 2 รายการเพิ่มขึ้นเดือนละ 36 เหรียญ
การลางาน :
ลากิจ 1 วัน หักค่าจ้าง 984 เหรียญไต้หวัน (1 ปีลาได้ไม่เกิน 14 วัน)
ลาป่วย 1 วัน หักค่าจ้างกึ่งหนึ่ง 492 เหรียญไต้หวัน (1 ปีลาได้ไม่เกิน 30 วัน)
วันหยุด :
ตลอดปี 2569 ผู้ใช้แรงงานในไต้หวันจะมีวันหยุด 120 วัน รวมวันหยุดประจำสัปดาห์ 2 วันและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ในจำนวนนี้เป็นวันหยุดติดต่อกัน 3 วันขึ้นไป 9 ครั้ง วันหยุดนักขัตฤกษ์ 16 วัน ได้แก่ :
วันปีใหม่สากล 1 มกราคม
วันรำลึกสันติภาพ 28 กุมภาพันธ์
วันตรุษจีน (วันสิ้นปีเก่า, วันปีใหม่จีน, วันที่ 2 และ 3 ตามปฏิทินจันทรคติ),
เทศกาลเช็งเม้ง 4-5 เมษายน (รวมวันเด็กและวันสตรี)
วันแรงงาน 1 พฤษภาคม (เดิมหยุดงานเฉพาะผู้ใช้แรงงาน ต่อไปหยุดทั่วประเทศ)
วันไหว้ขนมจ้าง (บ๊ะจ่าง) วันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติจีน
วันไหว้พระจันทร์ วันที่ 15 เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน
วันครู (วันรำลึกวันคล้ายวันเกิดของขงจื๊อ) 28 กันยายน
วันฉลองวันชาติ 10 ตุลาคม
วันกอบกู้ไต้หวันจากการปกครองของญี่ปุ่น 25 ตุลาคม
วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 25 ธันวาคม

ภาษีเงินได้ส่วนบุคคล :
การยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีในปีใหม่ จะเริ่มในวันที่ 1-31 พฤษภาคมของปี ภาษีเงินได้ส่วนบุคคลในปี 2569 ซึ่งจะยื่นเสียภาษีปี 2570 หากแรงงานไทยพำนักอยู่ในไต้หวันครบ 183 วัน จะได้รับการยกเว้นและลดหย่อนภาษีตลอดปีเพิ่มเป็น 464,000 เหรียญไต้หวัน หมายความว่า ตลอดทั้งปี ผู้มีรายได้ไม่ถึง 464,000 เหรียญไต้หวัน หรือเฉลี่ยมีรายได้ไม่เกินเดือนละ 38,667 เหรียญไต้หวัน กรณีที่ไม่มีการทำงานล่วงเวลาหรือโอที แต่หากมีโอทีส่วนที่ไม่เกิน 46 ชั่วโมง ซึ่งเป็นโอทีปลอดภาษีประมาณ 8,500 เหรียญ จะได้รับการยกเว้นเช่นกัน หากรายได้รวมไม่เกิน 47,000 เหรียญต่อเดือน (รวมค่าโอทีปลอดภาษี) ไม่ต้องเสียภาษี เท่ากับว่าแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ ไม่ต้องเสียภาษีเลย
ในทางปฏิบัติ นายจ้างจะหัก ณ ที่จ่าย 10% ของเงินเดือน สามารถยื่นขอเงินภาษีคืนได้ ขณะที่ยื่นแบบเสียภาษีในเดือนพฤษภาคมปีถัดไป เมื่อยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไปแล้ว 3-4 เดือน จะได้รับคืนทั้งหมด แต่หากว่า มีรายได้เกิน 464,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนที่เกินเรียกว่าเงินได้สุทธิ และเงินได้สุทธิส่วนที่ไม่เกิน 610,000 เหรียญ เสียภาษีเงินได้ 5% เงินได้สุทธิเกิน 610,001 เหรียญขึ้นไป แต่ไม่เกิน 1,380,000 เหรียญ เสียภาษี 12% โดยได้รับการลดหย่อน 42,700 เหรียญ
สำหรับผู้ที่อยู่อยู่เกิน 90 วันแต่ไม่ครบ 183 วันใน 1 ปีภาษี หากในเดือนนั้น มีรายได้ไม่เกิน 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หรือ 44,250/เดือน เสียภาษี ณ ที่จ่าย 6% แต่หากมีรายได้เกิน 44,250/เดือน ในเดือนนั้นจะเสียภาษี 18% โดยไม่ได้รับคืน
2. แรงงานที่โชคร้ายที่สุด! ไปทำงานต่างประเทศเก็บหอมรอมริบฝากครอบครัวซื้อที่ดิน กลับบ้านพบถูกหลอกหมดตัว
แรงงานจากประเทศอาเซียนจำนวนมากเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ทั้งในไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้หรือประเทศอื่น ๆ ต่างตั้งใจทำงานและประหยัดอดออม ไม่เพียงเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว แต่ยังหวังเก็บเงินเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง ทว่า มีจำนวนไม่น้อยที่ถูกครอบครัวกดดันให้ส่งเงินกลับบ้าน หรือส่งเงินให้คู่สมรสใช้จ่ายในครอบครัว ใช้หนี้ ที่เหลือให้เก็บออมไว้เพื่อซื้อบ้านหรือที่ดิน พอกลับบ้านแทบเป็นลม ภรรยาใช้เงินจนหมด แถมบางรายทิ้งลูกหนีไปอยู่กินกับชู้ จนแรงงานไทยหลายรายคิดไม่ตก ถึงขั้นฆ่าตายก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

ช่วงนี้ มีข่าวที่น่าจะเป็นอุทาหรณ์แก่แรงงานไทยได้ แรงงานชาวเวียดนามรายหนึ่งเดินทางไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น เขาทำงานอย่างหนักและประหยัดอดออม ส่งเงินกลับบ้านเพื่อให้ครอบครัวใช่จ่ายบางส่วน ที่เหลือให้ครอบครัวเก็บออมไว้เพื่อซื้อที่ดินที่เขาหมายปองไว้ผืนหนึ่ง เขาเชื่อว่าที่ดินผืนดังกล่าวมีโอกาสเพิ่มมูลค่า และต่อมาทราบว่าราคาขึ้นไปถึง 20,000 ล้านด่องเวียดนาม (ราว 2.4 ล้านบาทไทย) จึงเดินทางกลับบ้านด้วยความดีใจ ทว่ากลับถึงบ้านแล้ว จึงพบว่า เงินที่ส่งกลับบ้านซื้อที่ดิน มีการซื้อจริง แต่ซื้อในนามของน้องชาย ไม่เกี่ยวกับเขาแต่อย่างใด เมื่อเขาขอเงินคืนก็ถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายต้องเผชิญสภาพหมดตัวจนรู้สึกเสียใจอย่างหนัก
ฝ่ามดง ญาติของแรงงานเวียดนามรายนี้เขียนบทความลงในสื่อ Vietnam Express เล่าเหตุการณ์ของญาติที่โชคร้ายว่า ชายคนดังกล่าวมีอายุมากกว่าเขา เคยทำงานที่ญี่ปุ่นอย่างหนักทั้งกลางวันและกลางคืน และส่งเงินกลับบ้านให้ครอบครัวดูแลสม่ำเสมอ เขาขอให้ครอบครัวช่วยซื้อที่ดินผืนหนึ่ง เพราะหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเมื่อกลับประเทศ แต่เมื่อกลับบ้านด้วยความดีใจจากการได้ยินว่าที่ดินขึ้นราคา ครอบครัวกลับบอกว่า “เราไม่เคยซื้อที่ดินผืนนั้นเลย” พร้อมอ้างว่าเงินที่เขาส่งมาได้ถูกนำไปฝากไว้ในบัญชี เขาถึงกับตกใจและหมดหนทางเรียกร้อง เมื่อพยายามขอเงินคืนก็ถูกปฏิเสธ

แรงงานเวียดนามทำงานอย่างหนักและประหยัดอดออม ส่งเงินกลับบ้านเพื่อให้ครอบครัวใช่จ่ายบางส่วน ที่เหลือให้ครอบครัวเก็บออมไว้เพื่อซื้อที่ดินที่เขาหมายปองไว้ผืนหนึ่ง กลับถึงบ้านจึงพบว่า เงินที่ส่งกลับบ้านซื้อที่ดิน มีการซื้อจริง แต่ซื้อในนามของน้องชาย ไม่เกี่ยวกับเขาแต่อย่างใด
ฝ่ามดงเปิดเผยว่า แท้จริงแล้วสมาชิกในครอบครัวต่างรู้ดีว่ามีการซื้อที่ดินจริง แต่เมื่อถึงงานแต่งงานของน้องชาย ครอบครัวกลับมอบที่ดินดังกล่าวให้น้องชายแทน เขากล่าวว่า ชาวเวียดนามจำนวนมากที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะในญี่ปุ่น ไต้หวัน หรือเกาหลีใต้ มักมอบหมายให้พ่อแม่หรือพี่น้องช่วยบริหารเงิน ลงทุน ซื้อทรัพย์สิน หรือแม้แต่เก็บรักษาเงินให้ เพราะเชื่อในความผูกพันและความซื่อสัตย์ของครอบครัว แต่เมื่อกลับบ้านกลับพบว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป
ฝ่ามดงระบุว่า คนจำนวนไม่น้อยมักตำหนิแรงงานต่างแดนว่าไม่รู้จักวางแผนการเงิน แต่แทบไม่มีใครเข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงของพวกเขา สำหรับแรงงานเวียดนามจำนวนมาก การส่งเงินกลับบ้านถือเป็นเรื่องปกติและเป็นความรับผิดชอบตามค่านิยมความกตัญญู ดังนั้น ปัญหามิได้เกิดจากพวกเขา แต่เกิดจากญาติที่ไม่น่าไว้วางใจ หากเงินนั้นเป็นเงินให้เปล่า ครอบครัวย่อมใช้ตามต้องการได้ แต่หากเป็นเงินเพื่อการลงทุน ครอบครัวก็ต้องบริหารจัดการและรับผิดชอบ

แรงงานไปทำงานต่างประเทศตรากตรำทำงานหนักและประหยัดอดออม เพื่อเก็บเงินส่งกลับบ้านทั้งหมด แต่พบว่าคนที่บ้านใช้จ่ายเงินไม่เหลือ บางรายคู่สมรสยังมีแฟนใหม่ (ภาพจาก ctwant.com)
ฝ่ามดงเตือนว่า คนจำนวนมากมักมองข้ามความเป็นไปได้ที่ “ทรัพย์สินอาจมีมูลค่าสูงขึ้น เมื่อญาติพี่น้องที่บ้านซึ่งกำลังลำบาก อาจมีการโกงกันได้เช่นกัน เขาแนะนำว่า สำหรับผู้ที่ทำงานในต่างประเทศ แนวทางที่ปลอดภัยคือเก็บทรัพย์สินไว้ในชื่อตนเอง และฝากเงินในบัญชีของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นบัญชีระหว่างประเทศหรือบัญชีออมทรัพย์ แม้อาจไม่ใช่วิธีที่ทำกำไรสูงสุด แต่ให้ความปลอดภัยมากกว่า เขาย้ำว่า หลายคนสละวัยหนุ่มสาว อดทนต่อความเหงาในต่างแดนเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น ดังนั้น พวกเขาควรมีสิทธิ์กำหนดอนาคตของตนเอง และต้องดูแลตนเองให้ดีที่สุดเป็นอันดับแรก
เรื่องราวของแรงงานเวียดนามรายนี้ หากเทียบกับแรงงานไทย อาจไม่ใช่คนที่โชคร้ายที่สุด แรงงานไทยบางคน ตั้งใจทำงาน ประหยัดอดออม ส่งเงินกลับบ้านเกือบทั้งหมดในทุกเดือน โดยสั่งภรรยาว่า จำนวนเงินที่หักค่าใช้จ่ายในครอบครัวแล้ว ให้เก็บไว้เพื่อซื้อที่ดินหรือบ้านในอนาคต หลังทำงานมาหลายปี แรงงานไทยเตรียมเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว ก็ได้ยินว่า ภรรยาหนีไปอยู่กับชู้ ทิ้งลูกไว้กับปู่ย่า เงินหายไม่ว่า ภรรยาก็หายไปด้วย บางคนคิดไม่ตก คิดมากกลายเป็นโรคประสาท ถึงขั้นฆ่าตัวตายก็มี

แนะส่งเงินกลับบ้านเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่ส่งเท่าที่ครอบครัวอยากได้
จากอุทาหรณ์ดังกล่าว ขอแนะนำเกี่ยวกับการออมเงิน การส่งเงินกลับบ้าน และการป้องกันปัญหาครอบครัวใช้เงินจนหมด ที่นำไปปฏิบัติได้จริงสำหรับแรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานในไต้หวันดังนี้ :
1. ควรเก็บออมเงินด้วยตนเองไหม?
คำตอบ : ควรเก็บออมด้วยตนเองอย่างยิ่ง เพราะรายได้จากการทำงานในต่างประเทศเป็นโอกาสสำคัญในชีวิต และหลายคนทำงานหนักเป็นปี ๆ เพื่อสร้างฐานะ หากปล่อยให้คนอื่นบริหารเงินแทนโดยไม่มีระบบควบคุม มีโอกาสสูงที่จะเกิดปัญหา เช่น
- ใช้เงินเกินจำเป็น
- ลงทุนผิดพลาด
- เกิดความขัดแย้งในครอบครัว
- ไม่มีเงินเก็บแม้ทำงานมาหลายปี
ควรใช้หลักเงินของเรา เราต้องเป็นคนถือบัญชีเอง โดยให้คนที่บ้านใช้เฉพาะเงินที่เรากำหนดไว้เท่านั้น

แนะควรเปิดบัญชีเก็บออมด้วยตนเอง เพราะรายได้จากการทำงานในต่างประเทศเป็นโอกาสสำคัญในชีวิต และหลายคนทำงานหนักเป็นปี ๆ เพื่อสร้างฐานะ หากปล่อยให้คนอื่นบริหารเงินแทนโดยไม่มีระบบควบคุม มีโอกาสสูงที่จะเกิดปัญหา (ภาพจาก fwnews.com.tw)
2. ส่งเงินกลับบ้านเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม?
ไม่มีตัวเลขที่เหมาะกับทุกคน แต่สามารถใช้หลักการทั่วไปดังนี้ :
1. เก็บออมและลงทุนในชื่อของคุณ 40–60%
2. ส่งกลับบ้านเป็นค่าครองชีพ 20–40% กำหนดงบประมาณรายเดือนชัดเจน ค่าอาหาร + ค่าน้ำไฟ ค่าเทอมลูก ฯลฯ
3. ค่าใช้จ่ายส่วนตัวและเงินฉุกเฉินในประเทศที่ทำงานอยู่ 10–20%
ส่วนจะเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้ :
- ภาระของครอบครัว (พ่อแม่ ลูก หนี้)
- ค่าครองชีพของประเทศที่คุณทำงาน
- รายได้ต่อเดือน
- เป้าหมายการเก็บเงิน เช่น ซื้อที่ดิน สร้างบ้าน ทำธุรกิจ
สิ่งที่ต้องจำและสำคัญที่สุด : ส่งเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่ส่งเท่าที่ครอบครัวอยากได้

แรงงานเดินทางมาทำงานต่างประเทศเพื่ออนาคตของตัวและครอบครัว ไม่ใช่เพื่อเป็นกระปุกออมสินให้ใคร หลายคนทำงานหนัก 3–6 ปี แต่กลับบ้านแล้วไม่เหลือเงิน เพราะไม่ได้บริหารเงินด้วยตนเอง
3. จะป้องกันไม่ให้ครอบครัวใช้เงินจนหมดได้อย่างไร?
- แยกบัญชีอย่างเด็ดขาด**
- เปิดบัญชีธนาคารเป็นของตัวเอง
- ไม่ให้สมุดบัญชีหรือรหัสผ่านแก่ใคร
- ส่งเงินเฉพาะจำนวนที่จำเป็นเท่านั้น
- แจ้งให้ครอบครัวรู้ล่วงหน้าว่าเงินมีจำกัด และต้องใช้ตามงบเท่านั้น
เขียนข้อตกลงเรื่องเงินให้ชัด ไม่ต้องถึงขั้นเป็นสัญญานิติกรรม แต่ให้เป็นกติกาครอบครัว เช่น เงินที่ส่งกลับคือค่าใช้จ่ายในบ้านเท่านั้น เงินออมต้องอยู่ในชื่อคุณ หากต้องการใช้เงินก้อนใหญ่ ต้องปรึกษากันก่อน
4. หลักคิดสำคัญสำหรับแรงงานไทยทุกคน เราเดินทางมาทำงานต่างประเทศเพื่ออนาคตของตัวเราเอง ไม่ใช่เพื่อเป็นกระปุกออมสินให้ใคร หลายคนทำงานหนัก 3–6 ปี แต่กลับบ้านแล้วไม่เหลือเงิน เพราะไม่ได้บริหารเงินด้วยตนเอง ดังนั้น ควร :
- ถือเงินไว้เอง
- ซื่อสัตย์กับเป้าหมายของตัวเอง
- ช่วยครอบครัวเท่าที่จำเป็น
- วางแผนอนาคตให้ชัด เช่น ซื้อที่ดิน สร้างบ้าน เปิดร้าน
3. แรงงานไทยขับรถยกไร้ใบอนุญาตบนถนน ชนนักเรียนเสียชีวิต ศาลสั่งจำคุก 9 เดือน โรงงานร่วมรับผิดชดใช้ 6.65 ล้านเหรียญไต้หวัน
ศาลท้องถิ่นซินจู๋มีคำพิพากษาคดีแรงงานไทยขับรถยก หรือโฟล์กลิฟต์ โดยไม่มีใบอนุญาต พุ่งชนรถจักรยานยนต์ของนักเรียนมัธยมปลายซึ่งเป็นนักเรียนเรียนดีเสียชีวิตในพื้นที่เซียงซาน เมืองซินจู๋ โดยศาลสั่งจำคุกแรงงานไทย 9 เดือน รอลงอาญา 2 ปี และให้นายจ้างร่วมรับผิดในฐานะผู้เกี่ยวข้อง ชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาทเป็นเงินรวมกว่า 6.65 ล้านเหรียญไต้หวัน

แรงงานไทยขับรถยกโดยไม่มีใบขับขี่เฉพาะและขับบนถนนโดยไม่ได้ขออนุญาต ชนนักเรียนเสียชีวิต (ภาพจาก udn.com)
ตามคำพิพากษาระบุว่า ผู้ก่อเหตุคือนายพิชิต แรงงานไทยถูกกฎหมาย ทำงานอยู่ในบริษัทผลิตกระจกแห่งหนึ่งที่เมืองซินจู๋ ขณะที่นายเติ้ง ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตของโรงงานดังกล่าว เป็นผู้สั่งการให้แรงงานไทยขับรถยก ทั้งที่ไม่มีใบอนุญาตและรถยกไม่ได้ขออนุญาตให้ออกสู่ถนนสาธารณะชั่วคราว
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 เวลาประมาณ 21.50 น. นายเติ้งได้สั่งให้นายพิชิตขับรถยกถอยหลังออกจากประตูด้านข้างของโรงงาน เข้าสู่ถนนหนิวผู่ตง โดยในช่วงเวลากลางคืน รถยกได้ล้ำเข้าสู่ช่องจราจร และขับย้อนศรบนช่องทางสำหรับรถจักรยานยนต์และรถช้า อีกทั้งไม่ปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรและไม่ให้ทางแก่ยานพาหนะที่สัญจรอยู่ก่อน

แรงงานไทยขับรถยกโดยไม่มีใบขับขี่เฉพาะและขับบนถนนโดยไม่ได้ขออนุญาต ชนนักเรียนเสียชีวิต (ภาพจาก udn.com)
ขณะนั้น นายจาง ซึ่งเป็นนักเรียนมัธยมปลายที่กำลังขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้าไปตามช่องทางดังกล่าวในทิศทางปกติ ไม่สามารถหลบหลีกได้ทัน พุ่งชนเข้ากับด้านขวาของรถยก ทำให้ทั้งรถและผู้ขับขี่เสียหลักล้มลง ได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้จะถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อกู้ชีวิต แต่เสียชีวิตในเวลา 22.56 น. ของคืนเดียวกัน สาเหตุจากการกระแทกอย่างรุนแรงที่ศีรษะ ร่วมกับกระดูกหักหลายแห่งและเสียเลือดมาก จนเกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บ
ศาลพิจารณาเห็นว่า รถยกเป็นเครื่องจักรกลที่ไม่จัดเป็นยานพาหนะ ต้องขอใบอนุญาตผ่านทางชั่วคราวก่อนใช้งานบนถนนสาธารณะ และผู้ควบคุมต้องมีใบรับรองความสามารถที่ถูกต้อง แต่จำเลยทั้งสองเห็นแก่ความสะดวกชั่วคราว โดยนายเติ้งสั่งให้แรงงานไทยซึ่งไม่มีใบอนุญาต ขับรถยกที่ไม่ได้รับอนุมัติออกสู่ถนนเพื่อเคลื่อนย้ายพาเลตซึ่งเป็นแท่นวางสำหรับขนย้ายสินค้า

แรงงานไทยขับรถยกโดยไม่มีใบขับขี่เฉพาะและขับบนถนนโดยไม่ได้ขออนุญาต ชนนักเรียนเสียชีวิต (ภาพจาก udn.com)
ศาลระบุว่า สาเหตุหลักของอุบัติเหตุเกิดจากนายพิชิตขับรถยกโดยไม่มีใบอนุญาต ถอยหลังออกจากพื้นที่นอกถนนเข้าสู่ช่องจราจรในเวลากลางคืน และขับย้อนศรโดยไม่ระมัดระวัง ไม่สังเกตยานพาหนะที่แล่นมาทางตรงและไม่ให้ทาง ขณะที่ผู้เสียชีวิตไม่มีส่วนประมาทหรือเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุแต่อย่างใด โดยเห็นว่าการกระทำโดยประมาทของทั้งนายเติ้งและนายพิชิต มีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลกับการเสียชีวิตของผู้ตายโดยตรง

แรงงานไทยขับรถยกโดยไม่มีใบขับขี่เฉพาะและขับบนถนนโดยไม่ได้ขออนุญาต ชนนักเรียนเสียชีวิต (ภาพจาก udn.com)
อย่างไรก็ตาม จำเลยทั้งสองไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน ให้การรับสารภาพ และนายพิชิตได้โทรแจ้งตำรวจทันทีหลังเกิดเหตุ พร้อมยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุ เข้าข่ายการเข้ามอบตัว ศาลจึงพิจารณาลดโทษ นอกจากนี้ ทั้งสองคนร่วมกับบริษัทได้เจรจาไกล่เกลี่ยกับครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยบริษัทกระจกตกลงชดใช้ค่าเสียหายรวม 6,656,077 เหรียญไต้หวัน แบ่งชำระเป็นงวดจำนวน 12 งวด ศาลจึงตัดสินให้นายพิชิตจำคุก 9 เดือน และนายเติ้ง จำคุก 7 เดือน ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แต่ให้รอลงอาญาไว้คนละ 2 ปี และกำชับให้ปฏิบัติตามข้อตกลงการชดใช้ค่าเสียหายตามบันทึกการไกล่เกลี่ยอย่างเคร่งครัด
ไม่ว่าจะแรงงานท้องถิ่นหรือแรงงานต่างชาติ หากได้รับมอบหมายให้ขับขี่รถโฟล์กลิฟต์ (Forklift) ซึ่งถือเป็นเครื่องจักรที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะด้านและเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการทำงานสูง จะต้องผ่านการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการและผ่านการสอบได้รับใบอนุญาตขับขี่เฉพาะ ซึ่งไม่ใช่ใบขับขี่รถยนต์ทั่วไป