ไต้หวันมีการดื่มกาแฟมากถึง 3.7 พันล้านแก้วต่อปี ส่งผลให้เกิดกากกาแฟราว 110,000 ตัน โดยเกือบ 90% ถูกนำไปเผาหรือฝังกลบ กลายเป็นภาระด้านสิ่งแวดล้อม ล่าสุด ร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท (เรียกย่อว่า “แฟมิลี่”) ซึ่งเป็นหนึ่งใน ช่องทางค้าปลีกกาแฟที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน แถลงเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2025 ว่า บริษัทได้รับ “ใบอนุญาตพิเศษเฉพาะโครงการ” ฉบับแรก จากกระทรวงสิ่งแวดล้อมไต้หวัน อนุญาตให้อบแห้งกากกาแฟภายในร้าน ก่อนใช้ระบบ โลจิสติกส์ย้อนกลับ ของบริษัทในการรวบรวมและนำไปจัดการต่อ นอกจากนี้ แฟมิลี่มาร์ทยังร่วมมือกับหลายภาคธุรกิจ จัดตั้งพันธมิตรเพื่อ แปรรูปกากกาแฟเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม อาทิ ไส้กรองคาร์บอนกัมมันต์ (Activated Carbon Filter Cartridge) เสื้อผ้า และสินค้าอื่น ๆ อีกหลากหลายชนิด พร้อมวางแผนขยายแนวคิดนี้ไปสู่ กากชาและเศษอาหารประเภทอื่น ในอนาคต เพื่อผลักดัน เศรษฐกิจหมุนเวียนในร้านสะดวกซื้ออย่างเป็นรูปธรรม
แฟมิลี่มาร์ทในไต้หวันร่วมมือกับกระทรวงสิ่งแวดล้อม จัดตั้ง “พันธมิตรการหมุนเวียนและรีไซเคิลกากกาแฟ” ผนึกกำลังบริษัทจากหลากหลายอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ เดิมกากกาแฟถูกมองว่าเป็นของเสีย แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งในและต่างประเทศมีงานวิจัยพยายามค้นหาช่องทาง นำกลับมาใช้ประโยชน์มากขึ้น เช่น ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติไต้หวัน (National Taiwan University of Science and Technology :NTUST) ประสบความสำเร็จในปี 2025 ในการพัฒนาวัสดุก่อสร้างดูดซับเสียงจากกากกาแฟ ขณะเดียวกัน Nespresso ก็ร่วมกับภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน พัฒนาเทคโนโลยีปลูกพืชอินทรีย์จากกากกาแฟ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของผักผลไม้ นอกจากนี้ ยังมีการใช้งานอื่น ๆ ที่ครอบคลุม สิ่งทอ เชื้อเพลิงชีวภาพ ไปจนถึง ของใช้ในชีวิตประจำวัน สตาร์ทอัพต่างประเทศอย่าง Kaffeeform นำกากกาแฟมาผลิตถ้วยกาแฟรักษ์โลก ส่วน Revive Eco ใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
แม้ตัวอย่างเหล่านี้จะสะท้อนว่า กากกาแฟมีคุณค่าในการนำกลับมาใช้ใหม่ แต่เมื่อมองในภาพรวม ปริมาณเกือบ 90% ยังจบลงที่การเผาหรือฝังกลบ นอกจากนี้ สัดส่วนการแปรรูปเป็นปุ๋ย อาหารสัตว์ หรือพลังงาน รวมกันยังไม่ถึง 10% กล่าวคือ กากกาแฟส่วนใหญ่ยังไม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง และยังคงอยู่ในระดับโครงการนำร่องขนาดเล็ก ทำให้ยากต่อการขยายผลในระดับอุตสาหกรรม
แฟมิลี่มาร์ทจำหน่ายกาแฟปีละราว 200 ล้านแก้ว คิดเป็นกากกาแฟประมาณ 6,000 ตันต่อปี ที่ผ่านมา เนื่องจากกากกาแฟถูกจัดเป็นของเสียตามกฎหมาย จึงต้องว่าจ้างบริษัทขนกำจัดโดยเฉพาะ ทำให้แฟมิลี่มาร์ทมีค่าใช้จ่ายในการจัดการสูงถึงปีละ 40 ล้านเหรียญไต้หวัน และต้นทุนยังเพิ่มขึ้นทุกปี
เพื่อลดต้นทุนจากการจัดการของเสีย และเพิ่มโอกาสในการนำกากกาแฟกลับมาใช้ประโยชน์ แฟมิลี่มาร์ทจึงร่วมมือกับ กระทรวงสิ่งแวดล้อม ในรูปแบบความร่วมมือข้ามหน่วยงานและข้ามอุตสาหกรรม ภายใต้ ใบอนุญาตพิเศษเฉพาะโครงการ โดยจับมือกับบริษัทจากหลากหลายสาขา 10 แห่ง จัดตั้ง “พันธมิตรการหมุนเวียนและรีไซเคิลกากกาแฟ” เพื่อแก้ปัญหาการรีไซเคิลและการจัดการกากกาแฟอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
เซวียตงโตว(薛東都)ผู้จัดการทั่วไปของแฟมิลี่มาร์ท ระบุว่า การรีไซเคิลและนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ในภาคธุรกิจจำเป็นต้อง “ร่วมมือกันเป็นกลุ่ม” จึงจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างแท้จริง แต่ถ้าต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐอย่างเดียว ย่อมไม่ยั่งยืนในระยะยาว
พันธมิตรรีไซเคิลกากกาแฟของแฟมิลี่มาร์ท ผสานทรัพยากรข้ามภาคส่วน เปลี่ยนกากกาแฟจากของเสียเป็นผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจหมุนเวียนมูลค่าสูง
หลิวอี๋คุน(劉怡焜) เลขาธิการฝ่ายบริหาร สำนักทรัพยากรหมุนเวียน กระทรวงสิ่งแวดล้อม ชี้ว่า อุปสรรคหลักของการนำกากกาแฟมาใช้ประโยชน์คือ ข้อจำกัดด้านกฎหมาย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติการจัดการของเสีย กากกาแฟจัดเป็นของเสียทั่วไป ต้องให้บริษัทกำจัดของเสียเป็นผู้รับผิดชอบ แต่สำหรับร้านเชนที่มีสาขากระจายทั่วประเทศ รถเก็บขยะต้องวิ่งรับทีละร้าน ทำให้ประสิทธิภาพต่ำ ต้นทุนสูง และควบคุมคุณภาพได้ยาก
ด้วยเหตุนี้ แฟมิลี่มาร์ทจึงเสนอ “แผนการจัดการกากกาแฟด้วยตนเอง” โดยใช้แนวคิดโลจิสติกส์ย้อนกลับ ให้รถขนส่งสินค้าของบริษัท รึอี้ (日翊RE-YI DISTRIBUTION SERVICE CO., LTD) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของแฟมิลี่มาร์ท รับกากกาแฟจากสาขาต่าง ๆ กลับมาในเที่ยวขากลับของการส่งสินค้า เพื่อนำไปจัดการรวมศูนย์ ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วย ลดต้นทุนการขนกำจัด แต่ยังช่วยควบคุมคุณภาพและปริมาณวัตถุดิบได้อย่างสม่ำเสมอ เพิ่มความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ต่อในขั้นปลาย ดังนั้น กระทรวงสิ่งแวดล้อมจึงอนุมัติเป็นกรณีพิเศษ เปิดทางให้แฟมิลี่มาร์ท ก้าวข้ามกรอบการจัดการของเสียแบบเดิม สู่ระบบการรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ
หลิวอี๋คุน เสริมว่า กากกาแฟได้รับการคัดเลือกให้เป็นเป้าหมายของโครงการพิเศษครั้งนี้ เนื่องจากองค์ประกอบค่อนข้างเรียบง่าย เมื่อเทียบกับเศษอาหารทั่วไป ความเสี่ยงในการจัดการด้วยตนเองจึงต่ำกว่า อีกทั้งตลาดยังมีเทคโนโลยีการนำไปใช้ประโยชน์หลากหลายที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์และการระบายสินค้า ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาอนุมัติของกระทรวงสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม แม้แฟมิลี่มาร์ทได้รับใบอนุญาตพิเศษเฉพาะโครงการแล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังมีอุปสรรคสำคัญคือ ปัญหาการเก็บรักษา กากกาแฟมีความชื้นสูง และจะเริ่มขึ้นราภายในประมาณ 2–3 วัน ในอดีต ต่อให้มีผู้ประกอบการปลายน้ำยินดีรับไปแปรรูป ก็มักต้องปฏิเสธรับคืน เนื่องจากคุณภาพไม่คงที่ กลายเป็นหนึ่งในจุดเจ็บปวดหลักของการรีไซเคิลในวงกว้าง
เพื่อแก้ปัญหานี้ แฟมิลี่มาร์ทร่วมมือกับ หงซวี่เทคโนโลยี(鴻旭科技--HONG XU TECH) พัฒนาเครื่องอบแห้งกากกาแฟแบบสั่งทำพิเศษสำหรับร้านสาขา สามารถลดความชื้นของกากกาแฟลงเหลือต่ำกว่า 10% ช่วยยืดอายุการเก็บรักษา พร้อมคงคุณภาพของวัตถุดิบ อุปกรณ์ชุดนี้ใช้เวลากว่า 18 เดือน ในการปรับปรุงซ้ำหลายรอบ ตั้งแต่หน้าจอการใช้งาน ขนาดเครื่อง ไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้เหมาะกับพื้นที่ร้านและการใช้งานของพนักงานหน้าร้าน
เครื่องอบแห้งกากกาแฟสั่งทำพิเศษ กดปุ่มเดียว ลดความชื้นต่ำกว่า 10% ยืดอายุการเก็บรักษาและคงคุณภาพวัตถุดิบ
อู๋จิ้งเหิง(吳敬恒) ประธานกรรมการผู้จัดการของหงซวี่เทคโนโลยี ระบุว่า ช่วงพัฒนาที่ผ่านมา มีการสื่อสารกับแฟมิลี่มาร์ทอย่างต่อเนื่อง ปุ่มควบคุมจากเดิม 6 ปุ่ม เหลือ 3 ปุ่ม และสุดท้ายถูกปรับให้เหลือเพียง “ปุ่มเดียวจบ” เป้าหมายคือ ลดภาระของพนักงานด่านหน้า และเพิ่มอัตราการนำไปปฏิบัติจริงในการรีไซเคิล
เมื่อระบบการเก็บรวบรวมและคุณภาพวัตถุดิบมีเสถียรภาพ การใช้งานในปลายน้ำก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ปัจจุบันมีหลายบริษัทเข้าร่วมพันธมิตร ลงทุนในรูปแบบการนำกากกาแฟกลับมาใช้ใหม่ที่แตกต่างกัน อย่าง หงไห่เทคโนโลยี (Foxconn) นำกากกาแฟไปผลิตเป็นแผ่นกรองและไส้กรองคาร์บอนกัมมันต์ ใช้ในห้องคลีนรูมและการกรองน้ำ, YUNGTING INTERNATIONAL BAMBOO( 永霆國際竹炭實業) และ Infinitoblu(蔚來美好) แปรรูปเป็น ถ่านไม้คาร์บอนต่ำ
ผลิตภัณฑ์รีไซเคิลบางส่วนถูกนำกลับมาใช้หรือจำหน่ายภายในระบบของแฟมิลี่มาร์ทเอง เช่น Singtex(興采) นำกากกาแฟมาผลิตเป็นชุดยูนิฟอร์มพนักงานแฟมิลี่มาร์ท, หงซวี่เทคโนโลยี ผลิตไส้กรองน้ำ สำหรับใช้ในร้าน, O’right (โอไรต์) พัฒนาผลิตภัณฑ์อาบน้ำ–สระผมที่ใช้กากกาแฟเป็นวัตถุดิบ วางจำหน่ายผ่านช่องทางแฟมิลี่มาร์ท ซึ่งทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดโมเดล “เริ่มจากร้าน และกลับคืนสู่ร้าน” หรือ วงจรหมุนเวียนภายใน (Internal Loop)
บริษัท O’right (โอไรต์) พัฒนาผลิตภัณฑ์อาบน้ำ–สระผมที่ใช้กากกาแฟเป็นวัตถุดิบ Photo: FamilyMart
ในอนาคต แฟมิลี่มาร์ทยังตั้งเป้าจะนำประสบการณ์จากกากกาแฟ ไปต่อยอดสู่ กากชาและเศษอาหารประเภทอื่น ๆโดยเป้าหมายวางระบบครบภายในสิ้นปี 2026 เริ่มระยะแรกที่เมืองซินจู๋ หนานโถว และ 6 เมืองใหญ่ ส่วนด้านความคืบหน้า แฟมิลี่มาร์ทวางแผน ทดลองในร้าน 100 สาขาที่นครเถาหยวนภายในสิ้นปี 2025 และขยายเป็น 2,200 สาขาทั่วประเทศในครึ่งแรกของปี 2026 โดยระยะแรกจะเน้นพื้นที่ภาคเหนือ ก่อนขยายไปยัง 6 เมืองใหญ่ รวมถึง ซินจู๋และหนานโถว รวมทั้งสิ้น 8 เมือง/เขต เป็นพื้นที่นำร่อง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระบบการเก็บและขนของเสียของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน จึงต้องปรับให้เหมาะสมเป็นรายพื้นที่ โดยตั้งเป้า วางระบบครบทุกสาขาภายในสิ้นปี 2026
“กรณีพิเศษ” ของแฟมิลี่มาร์ท จะกลายเป็น “แนวทางทั่วไป” ได้หรือไม่? กระทรวงสิ่งแวดล้อม ชี้ว่า ต้องยื่นแผนจัดการด้วยตนเอง สำหรับคำถามว่า กรณีพิเศษของแฟมิลี่มาร์ทจะขยายใช้กับรายอื่นได้หรือไม่ หลิวอี๋คุน เลขาธิการฝ่ายบริหาร สำนักทรัพยากรหมุนเวียน กระทรวงสิ่งแวดล้อม ย้ำว่า นี่เป็นการอนุมัติรายโครงการ ไม่ได้ใช้กับผู้ประกอบการทั้งหมดโดยอัตโนมัติ หากบริษัทอื่นต้องการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน จำเป็นต้องยื่นแผนการจัดการด้วยตนเอง แยกต่างหาก ครอบคลุมการรายงานข้อมูล วิธีขนส่งของเสีย แนวทางการนำไปใช้ประโยชน์ปลายน้ำ รวมถึงความพร้อมของเทคโนโลยี และต้องผ่านการพิจารณาของกระทรวงสิ่งแวดล้อม เขาย้ำว่า กระทรวงสิ่งแวดล้อม สนับสนุนอย่างยิ่ง ให้ภาคธุรกิจยื่นข้อเสนอ เพื่อร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริง