1. มาตรการใหม่ด้านแรงงานที่มีผลโดยตรงต่อแรงงานต่างชาติ
เริ่มต้นปีใหม่ 2569 ในไต้หวันมีมาตรการด้านแรงงานหลายประการที่จะส่งผลโดยตรงต่อสิทธิประโยชน์ของแรงงานต่างชาติ ซึ่งในรายการเคยนำมาเล่าให้ฟังไปบ้างแล้ว แต่แรงงานไทยหลายคนอยากให้สรุปคร่าว ๆ รวมมาตรการที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ให้ฟังอีกครั้ง หรือถ้าทำเป็นตารางโพสต์ในเว็บไซต์หรือสื่อสังคมออนไลน์ก็จะดีและมีประโยชน์ไม่น้อย

๑. ค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นเป็น 29,500 เหรียญต่อเดือน เบี้ยประกันภัยแรงงาน 679 เหรียญต่อเดือน เบี้ยประกันสุขภาพเดือนละ 458 เหรียญ รวมเบี้ยประกันทั้งสองรายการเพิ่มขึ้น 36 เหรียญต่อเดือนจากปี 2568 และแรงงานต่างชาติที่มีรายได้ตลอดปีไม่เกิน 464,000 เหรียญไม่ต้องเสียภาษี หากนายจ้างหักล่วงหน้าไปแล้วจะได้รับคืนหลังจากยื่นแบบรายการเสียภาษีไปแล้ว 3-4 เดือน ส่วนที่เกินแต่ไม่ถึง 610,000 เหรียญ เสียภาษี 5%
๒. อนุญาตให้นายจ้างว่าจ้างแรงงานต่างชาติทั่วไปเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้เต็ม 100% จากเดิมที่จำกัดไม่เกิน 25% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป นั่นแสดงว่า แรงงานไทยที่ทำงานดีและต่อเนื่องครบ 6 ปี หรือรวมอายุงานสะสม 11.5 ปี มีโอกาสเลื่อนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้ทุกคน หากนายจ้างยินยอมว่าจ้าง

๓. นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบบำนาญให้แรงงานต่างชาติที่ทำงานกับตนครบ 10 ปี
ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป นายจ้างต้องเปิดบัญชีในกองทุนบำนาญในนามของแรงงานต่างชาติที่ทำงานกับนายจ้างรายเดียวกันครบ 10 ปี และจ่ายเงินสมทบบำนาญเข้าไปในบัญชีคิดตามสัดส่วนระหว่าง 2–15% ของเงินเดือนรวมในแต่ละเดือน ขั้นต่ำอยู่ที่ 590 เหรียญไต้หวันต่อคนต่อเดือน ช่วยให้แรงงานที่ทำงานระยะยาวได้รับสิทธิประโยชน์ด้านบำนาญเช่นเดียวกับแรงงานท้องถิ่นอีก 1 รายการ นอกจากที่ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพอยู่แล้ว สะท้อนถึงการพัฒนานโยบายแรงงานของไต้หวันที่มุ่งสู่ความเท่าเทียมและยั่งยืนมากขึ้น

ทั้งนี้ จากสถิติของกระทรวงแรงงานพบว่า ขณะนี้มีแรงงานต่างชาติที่ทำงานกับนายจ้างรายเดียวกันติดต่อกันเกิน 10 ปีอยู่ราว 18,156 คน ทำงานอยู่ใน 7,339 บริษัททั่วประเทศ นายจ้างเหล่านี้ต้องเริ่มเปิดบัญชีกองทุนบำนาญและจ่ายเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป นายจ้างรายใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม อาจถูกปรับสูงสุดถึง 300,000 เหรียญไต้หวัน
๔. สิทธิประโยชน์ด้านการลาป่วย ห้ามหักเบี้ยขยันทั้งเดือน ต้องหักตามสัดส่วนวันลาจริง
ลูกจ้างที่ลาป่วยไม่เกิน 10 วันต่อปี ห้ามนายจ้างใช้เป็นเหตุในการลงโทษ เช่น การลดตำแหน่ง ลดค่าจ้าง หรือหักคะแนนที่มีผลต่อเบี้ยขยัน (ต้องคำนวณตามสัดส่วนเท่านั้น ห้ามหักทั้งเดือน) การประเมินผลงานพนักงานต้องอิงตามความสามารถในการทำงาน ทัศนคติ และผลงานจริง ห้ามใช่จำนวนวันลาป่วยเป็นเกณฑ์เดียวในการตัดสิน
2. ชีวิตต้องสู้! ในไต้หวันนอนบนเตียงแคบ กลับบ้านสร้างวิลล่าให้ครอบครัว แรงงานอินโดนีเซียทุ่มเททำงานในไต้หวันเพื่ออนาคตของคนที่รัก แอบเสียดายที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างลูกในวัยเติบโต
แรงงานอินโดนีเซียส่วนใหญ่เดินทางมาทำงานในไต้หวันในตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือน ต้องเฝ้าดูแลผู้ป่วยหรือคนสงอายุ พวกเธอจำนวนมากไม่มีห้องพักหรือห้องนอนเป็นของตนเอง บางคนต้องนอนใต้บันได บางคนใช้เพียงเสื่อหรือที่นอนบาง ๆ ปูใกล้ ๆ กับเตียงของอากงอาม่า แรงงานอินโดนีเซียเหล่านี้จากบ้านเกิดมาไกลหลายพันกิโลเมตร อดทนทำงานอย่างหนัก เพียงเพื่อหวังว่าจะสามารถสร้างบ้านหลังใหญ่ที่บ้านเกิด ให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทว่าการทำงานในต่างแดนเป็นเวลานานจนพลาดช่วงเวลาการเติบโตของลูก ๆ กลับกลายเป็นความรู้สึกเสียใจที่ต้องจากลูกตั้งแต่ยังเล็ก จนพลาดช่วงเวลาสำคัญที่สุดในชีวิตของลูก ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกน้อยต้องการแม่มากที่สุด

ฟิดาติ ผู้อนุบาลอินโดนีเซียใช้ดินเยื่อกระดาษสร้างสรรค์รูปปั้นของคนที่บ้านและในไต้หวัน ช่วยบรรเทาอาการคิดถึงบ้านได้บ้าง (ภาพจาก mnews.tw)
ปัจจุบันใน ไต้หวันมีแรงงานผู้อนุบาลอินโดนีเซียมากกว่า 200,000 คน พวกเขาห่างไกลจากครอบครัวของตนเอง เพื่อช่วยดูแลผู้สูงอายุชาวไต้หวัน และถือเป็นกำลังสำคัญที่ขาดไม่ได้ของระบบการดูแลระยะยาวของประเทศ ฟิดาติ อดีตผู้อนุบาลซึ่งปัจจุบันยังคงต่อสู้อยู่ในไต้หวัน แต่ผันตัวเป็นเจ้าของกิจการกล่าวว่า ตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือนจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในบ้านนายจ้าง และมักต้องพักในห้องเดียวกับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ โดยนอนบนเตียงพับเล็ก ๆ ข้างเตียง หรือบางรายถึงขั้นต้องนอนในพื้นที่แคบใต้บันได เธอเล่าว่า เหตุผลที่แรงงานอินโดนีเซียอดทนทำงานอย่างหนัก ก็เพื่อหารายได้ในไต้หวันไปสร้างบ้านหลังใหญ่ให้ครอบครัว และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ปอกมะม่วงทีไร ฟิดาติจะคิดถึงต้นมะม่วงที่บ้านเกิดบนเกาะชวา อินโดนีเซียเสมอ (ภาพจาก mnews.tw)
ฟิดาติทำงานในไต้หวันในฐานะผู้อนุบาลต่างชาตินานถึง 9 ปี ในช่วง 3 ปีแรก เธอสามารถซื้อที่ดินและสร้างบ้านหลังใหญ่ให้ครอบครัวได้ และต่อมายังช่วยสนับสนุนให้ครอบครัวเริ่มต้นทำธุรกิจ อย่างไรก็ตาม เวลาที่ใช้ไปในไต้หวันทำให้เธอพลาดช่วงวัยเติบโตของลูกสาวทั้งสองคน เธอกล่าวอย่างสะเทือนใจว่า ในช่วงเวลาที่ลูกน่ารักที่สุด และต้องการแม่มากที่สุด ฉันกลับไม่ได้อยู่ข้าง ๆ พวกเขา แม้เช่นนั้น ฟิดาติไม่ยอมจำกัดตัวเองอยู่เพียงบทบาทแรงงาน เธอใช้เวลาที่อยู่ในไต้หวันเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และพยายามเปลี่ยนสถานะทางอาชีพลูกจ้างที่คอยดูแลคนป่วยและผู้สูงอายุ จนปัจจุบันได้รับสถานะใหม่เป็นผู้ประกอบการในไต้หวัน และใกล้จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สำหรับเธอ ไต้หวันคือสถานที่ที่ทำให้ความฝันเป็นจริง แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือการอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิดและครอบครัว

มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะสำคัญที่บ้านเกิดของฟิดาติในเมืองปูร์โวเกอร์ตอ (Purwokerto) ชวากลาง อินโดนีเซีย (ภาพจาก mnews.tw)
ทีมงานรายการสารคดี “อีกมุมหนึ่งที่น่าจับตา” ของสถานี Mirror TV ได้ติดตามฟิดาติเดินทางกลับบ้านเกิดที่เมืองปูร์โวเกอร์ตอ (Purwokerto) จังหวัดชวากลาง เมื่อปีที่ผ่านมา บ้านหลังใหญ่ในอินโดนีเซียแห่งนี้ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากห้องพักขนาดเล็กที่เธออาศัยอยู่ในไต้หวัน และเป็นผลลัพธ์จากการทำงานในฐานะแรงงานต่างชาตินาน 9 ปี ปัจจุบัน พ่อแม่และลูกสาวของเธอใช้ชีวิตอย่างมั่นคงในบ้านหลังดังกล่าว

กลับไปถึงบ้านเกิด นั่งพูดคุยกับญาติพี่น้องหลังรับประทานอาหาร เป็นเรื่องที่ฟิดาติมีความสุขมากที่สุด (ภาพจาก mnews.tw)
ทีมผู้ผลิตรายการได้นำเรื่องราวช่วงเวลาการกลับบ้านของฟิดาติ ผสานเข้ากับประสบการณ์การทำงานในไต้หวัน ถ่ายทอดเป็นสารคดีเรื่อง “บ้านฉันมีต้นมะม่วง” จำนวน 2 ตอน ไม่เพียงแต่เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ฉายทางทีวี เรื่องราวของฟิดาติ ยังถูกนำไปทำเป็นภาพยนตร์สารคดีจอใหญ่ ชื่อห้องของฟิดาติ นำเสนอชีวิตของหญิงสาวจากชนบทอินโดนีเซีย ที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากและความท้าทายบนเส้นทางแห่งความฝัน พร้อมสะท้อนพลังชีวิตอันเข้มแข็งและมุมมองเชิงบวกที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา
3. อุทาหรณ์คนไม่รู้จักเกรงใจผู้อื่น! หนุ่มเวียดนามลืมพกกุญแจเข้าห้องไม่ได้ ตะโกนโวยกลางดึกหน้าที่พัก ถูกเพื่อนร่วมหอชาติเดียวกันรุมตื้บปางตาย
นายเล อายุ 26 ปี แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเช่าห้องพักอาคารชุดแถวซินอูในนครเถาหยวน กลับถึงที่พักในช่วงค่ำ แต่ลืมนำกุญแจติดตัวไปด้วย ทำให้ไม่สามารถเข้าห้องพักได้ จึงตะโกนเสียงดังบริเวณหน้าที่พักเพื่อเรียกเพื่อนร่วมห้องรายอื่นมาช่วยเปิดประตู เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับหนุ่มเวียดนามห้องอื่นอีก 3 คน สวมกางเกงขาสั้นและเปลือยกายท่อนบน วิ่งลงมาจากชั้นบนเพื่อโต้เถียง ก่อนบานปลายเป็นการทำร้ายร่างกาย ส่งผลให้นายเลได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและคาง หลังเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุทั้งสามได้ขับรถหลบหนีออกจากพื้นที่ ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อติดตามตัวผู้ต้องสงสัยมาดำเนินคดีตามความผิดฐานร่วมกันก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายตามกฎหมาย

หนุ่มเวียดนามลืมพกกุญแจเข้าห้องไม่ได้ ตะโกนโวยกลางดึกหน้าที่พัก ถูกเพื่อนร่วมหอชาติเดียวกันรุมตื้บปางตาย (ภาพจาก ETToday)
สถานีตำรวจยางเหมย ในนครเถาหยวน ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า เกิดเหตุทะเลาะทำร้ายร่างกายแถวอาคารบนถนนจงซานตะวันออก เขตซินอู นครเถาหยวน เจ้าหน้าที่จึงรีบเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ จากการสอบสวนทราบว่า ผู้เสียหายคือนายเล ซึ่งเป็นแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย ได้กลับถึงที่พักเวลาประมาณ 19.00 น. แต่ไม่มีกุญแจ จึงตะโกนเรียกเพื่อร่วมห้องในอาคารให้ช่วยเปิดประตู อย่างไรก็ตาม เสียงดังกล่าวคาดว่าสร้างความไม่พอใจให้กับชาย 3 รายที่พักอยู่บนชั้นดาดฟ้าซึ่งเป็นแรงงานเวียดนามเช่นกัน ทั้งสามคนไม่พอใจจึงวิ่งลงมาเพื่อต่อว่าและเกิดการชกต่อยกัน ผู้เสียหายสู้ไม่ไหว ถูกกลุ่มชายดังกล่าวรุมกระทืบและไล่ทำร้ายกลางถนน ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและคาง ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะหลบหนีไปด้วยรถยนต์ ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อยืนยันตัวผู้ก่อเหตุ และจะส่งสำนวนดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาร่วมกันก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกาย


หนุ่มเวียดนามลืมพกกุญแจเข้าห้องไม่ได้ ตะโกนโวยกลางดึกหน้าที่พัก ถูกเพื่อนร่วมหอชาติเดียวกันรุมตื้บปางตาย (ภาพจาก ETToday)
ขอเตือนว่าต้องระวัง การส่งเสียงดังยามกลางคืน รบกวนความสงบสุขของผู้อื่น มักจะนำไปสู่การเกิดเหตุทะเลาะวิวาทและชกต่อยเสมอ ในหอพักแรงงานต่างชาติหลายแห่ง ช่วงกลางดึกมักมีคนเล่นการพนันและพูดคุยส่งเสียงดัง รบกวนความสงบสุขและการพักผ่อนของคนอื่น ต่อปัญหานี้ กรมพัฒนากำลังแรงงานขอความร่วมมือมายังแรงงานต่างชาติในหอพัก ช่วยกันรักษาความเงียบสงบ เพื่อให้ทุกคนได้นอนหลับพักผ่อนเต็มที่ ในยามค่ำคืนต้องหลีกเลี่ยงการส่งเสียงดัง ร้องเพลงคาราโอเกะหรือทำกิจกรรมใด ๆ กระทำความอื้ออึง หรือก่อให้เกิดเสียงอึกทึกครึกโครม โดยไม่มีเหตุอันสมควร จนเป็นเหตุรบกวนหรือทำให้ผู้อื่นตกใจ เดือดร้อนในยามวิกาล มีโทษปรับไม่เกิน 6,000 เหรียญไต้หวัน

กระทรวงแรงงานเตือนแรงงานต่างชาติอย่าส่งเสียงดังรบกวนการพักผ่อนของผู้อื่น