1. ลงดาบ! ปรับ บจง. 12 ล้าน ฐานเก็บค่าต่อสัญญาจากแรงงานต่างชาติ โดนแล้ว 10 ราย กระทรวงแรงงานย้ำ แม้คืนเงินแล้วก็ไม่พ้นผิด
กระทรวงแรงงานไต้หวันเดินหน้ากวาดล้างบริษัทจัดหางานที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ผลการตรวจสอบในปี 2568 พบบริษัทจัดหางาน 10 แห่งมีความผิดฐานเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากแรงงานต่างชาติเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยมีบริษัทจัดหางานที่เถาหยวนรายหนึ่งถูกสั่งปรับเป็นเงินสูงถึง 12 ล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งถือเป็นจำนวนค่าปรับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าจะคืนค่าใช้จ่ายที่เก็บให้แก่คนงานไปแล้วก็ตาม

กระทรวงแรงงานระบุว่า คดีดังกล่าวมีบริษัทจัดหางานแห่งหนึ่งถูกองค์กรภาคประชาชนร้องเรียนว่า อาศัยโอกาสที่แรงงานต่างชาติทำงานครบสัญญาและนายจ้างยื่นขอต่ออายุการจ้างงาน เรียกเก็บค่าต่อสัญญาหรือค่าซื้อตำแหน่งงานจากแรงงาน 20 คน รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านเหรียญไต้หวัน แม้หลังจากที่แรงงานโวยวายและร้องเรียนต่อหน่วยงานเอ็นจีโอ บริษัทจัดหางานดังกล่าวจะรีบคืนเงินให้แก่แรงงานและนายจ้างได้เลิกใช้บริการของบริษัทจัดหางานดังกล่าวแล้วก็ตาม กระทรวงแรงงานสั่งการให้กองแรงงานท้องถิ่นตรวจสอบ พบมีพฤติกรรมผิดกฎหมายจริง จึงดำเนินการปรับเงินกว่า 12 ล้านเหรียญไต้หวัน นอกจากนี้ ยังสั่งพักใบอนุญาตประกอบกิจการไม่เกิน 1 ปี

ซูอวี้กั๋ว ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า คดีนี้ถือเป็นคดีละเมิดกฎหมายร้ายแรงที่พบได้ยากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีแรงงานได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก และมีหลักฐานทางการเงินรวมถึงพยานหลักฐานอื่นๆ ชัดเจน จึงมีการกำหนดอัตราค่าปรับในระดับสูงเป็นพิเศษ และย้ำว่า แม้บริษัทจัดหางานรายดังกล่าวจะคืนเงินให้แก่แรงงานแล้ว ก็ไม่สามารถนำมาเป็นเหตุผลในการยกเว้นโทษปรับและสั่งพักใบอนุญาตจัดหางานได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้สังคมมุ่งโจมตีบริษัทใดเป็นการเฉพาะ กระทรวงแรงงานจึงไม่เปิดเผยชื่อบริษัทดังกล่าว แต่ย้ำว่า คดีนี้เป็นตัวอย่างเตือนบริษัทจัดหางานทุกรายว่า หากพบการกระทำผิดจริง จะถูกลงโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยการคืนเงินให้แรงงานไม่ถือเป็นเหตุยกเว้นความผิด

แรงงานอินโดนีเซียในไต้หวันรวมตัวประท้วงหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงาน ถูกบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าต่อสัญญากว่า 1 ล้านเหรียญ กลุ่ม NGO จี้รัฐจัดการเด็ดขาด (ภาพจาก udn.com)
ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการแรงงานข้ามชาติเตือนว่า กระทรวงแรงงานมีจุดยืนไม่ทนต่อพฤติกรรมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายโดยมิชอบจากแรงงานต่างชาติในช่วงต่อสัญญา เปลี่ยนนายจ้างหรือยกระดับสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ทั้งนี้ ผลการลงโทษจะถูกบันทึกไว้ในระบบข้อมูลการประเมินและอนุญาตบริษัทจัดหางาน ซึ่งจะส่งผลต่อผลการประเมินประจำปีของบริษัทนั้นๆ
สำหรับภาพรวมการตรวจสอบในปี 2568 ทางการได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทจัดหางานแล้วกว่า 2,000 ครั้ง โดยบริษัทที่ได้รับการประเมินระดับ C จะถูกตรวจอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง ส่วนบริษัทที่ได้รับผลการประเมินระดับ A อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ขณะที่บริษัทที่มีประวัติถูกร้องเรียนหรือเคยกระทำผิด จะถูกจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงและเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบ ทั้งนี้ ในปี 2568 ได้ดำเนินการตรวจสอบไม่น้อยกว่า 2,500 ครั้ง

แรงงานอินโดนีเซียในไต้หวันรวมตัวประท้วงหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงาน ถูกบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าต่อสัญญากว่า 1 ล้านเหรียญ กลุ่ม NGO จี้รัฐจัดการเด็ดขาด (ภาพจาก udn.com)
ซูอวี้กั๋วย้ำเตือนว่า กฎหมายปัจจุบันกำหนดรายการค่าใช้จ่ายที่บริษัทจัดหางานสามารถเรียกเก็บได้อย่างชัดเจน กรณีแรงงานครบสัญญาและเปลี่ยนนายจ้าง บริษัทจัดหางานสามารถเรียกเก็บจากแรงงานได้เฉพาะค่าบริการรายเดือนเท่านั้น ห้ามเรียกเก็บค่าลงทะเบียนหรือค่าซื้อตำแหน่งงาน ขณะที่การเรียกเก็บจากนายจ้างสามารถทำได้เฉพาะค่าลงทะเบียน ค่าบริการจัดหางาน โดยต้องไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด หากแรงงานต่างชาติพบการเรียกเก็บค่าบริการที่ไม่เป็นธรรม สามารถโทรแจ้งสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ซึ่งให้บริการหลายภาษา โดยหน่วยงานท้องถิ่นจะดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมาย พร้อมกันนี้ กระทรวงแรงงานจะเดินหน้าขยายบริการศูนย์จ้างตรง เพิ่มศักยภาพการสื่อสารสองภาษา และพิจารณาขยายจุดให้บริการ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่แรงงานจะถูกเอาเปรียบ
ซูอวี้กั๋วกล่าวเรียกร้องให้นายจ้างร่วมรับผิดชอบในการกำกับดูแลบริษัทจัดหางานด้วย โดยตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีการเรียกเก็บเงินโดยมิชอบ โดยเฉพาะในช่วงที่แรงงานยื่นขอสัญญาใหม่ เปลี่ยนนายจ้างหรือโอนย้ายงาน พร้อมเตือนบริษัทจัดหางานว่า หากฝ่าฝืนกฎหมาย จะถูกปรับในอัตรา 10–20 เท่าของจำนวนเงินที่เรียกเก็บเกินจริง รวมถึงโทษพักใบอนุญาตจัดหางานไม่เกิน 1 ปี และไม่สามารถอ้างการคืนเงินเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษได้

กฎระเบียบในการเก็บค่าบริการดูแลรายเดือนของบริษัทจัดหางาน ต้องปฏิบัติตามหลักการ 3 รายการ ได้แก่ จะต้องลงนามสัญญากับแรงงานต่างชาติที่รับบริการเป็นลายลักษณ์อักษร ต้องให้บริการจริงและห้ามเก็บค่าบริการล่วงหน้า นอกจากนั้นยังห้ามนายจ้างช่วยบริษัทจัดหางานหักค่าบริการรายเดือนจากค่าจ้าง นายจ้างใดฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 300,000 เหรียญไต้หวัน
2. ไต้หวันปรับขึ้นเกณฑ์ค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือยื่นใหม่ 2,000 เหรียญ ภาคการผลิตเริ่มต้น 35,000 มีผลสำหรับผู้ยื่นขอรายใหม่ เริ่ม 1 ม.ค. 2569
กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศปรับขึ้นเกณฑ์ค่าจ้างขั้นต่ำของแรงงานกึ่งฝีมือ ซึ่งปัจจุบันถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มแรงงานฝีมือ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยนายจ้างภาคการผลิตและก่อสร้างที่ยื่นขอว่าจ้างแรงงานต่างชาติทั่วไปที่มีประสบการณ์ ทำงานในไต้หวันครบ 6 ปีขึ้นไปเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ค่าจ้างต้องไม่ต่ำกว่า 35,000 เหรียญไต้หวัน ขณะที่แรงงานภาคสวัสดิการสังคม ได้แก่แรงงานกึ่งฝีมือที่ทำงานผู้อนุบาลในครัวเรือนจะได้รับขั้นต่ำ 26,000 เหรียญ มาตรการดังกล่าวใช้เฉพาะคำขอใหม่เท่านั้น

นับตั้งแต่กระทรวงแรงงานผลักดันโครงการรักษาและใช้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมือระยะยาว หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการแรงงานกึ่งฝีมือ เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2565 เพื่อรับมือสังคมผู้สูงอายุและอัตราการเกิดต่ำ พร้อมดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีประสบการณ์สูงให้อยู่ทำงานในไต้หวัน ภายใต้เงื่อนไขไม่กระทบโอกาสการจ้างงานของแรงงานในประเทศ จนถึงสิ้นปี 2568 กระทรวงแรงงานอนุมัติแรงงานกึ่งฝีมือไปแล้วกว่า 50,000 คน

นายวีรพันธ์ เสนาะพิน แรงงานไทยจากนครปฐม ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ (ภาพจากศูนย์จัดหางานหูเหว่ย เมืองหยุนหลิน)
เดิมการจ้างแรงงานกึ่งฝีมือในแต่ละอุตสาหกรรม กำหนดเกณฑ์ค่าจ้างและคุณสมบัติแตกต่างกัน หากเพิ่มค่าจ้าง 2,000 เหรียญ จะได้รับการยกเว้นการประเมินคุณสมบัติได้ เช่น ว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือภาคการผลิตและก่อสร้าง ค่าจ้างเริ่มต้นที่ 33,000 เหรียญไต้หวัน หากขอยกเว้นการประเมินต้องไม่น้อยกว่า 35,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนแรงงานกึ่งฝีมือภาคสวัสดิการสังคม ได้แก่งานผู้อนุบาลในครัวเรือน เริ่มต้นที่ 24,000 เหรียญไต้หวัน แรงงานกึ่งฝีมืองานผู้อนุบาลในองค์กร เริ่มต้นที่ 29,000 เหรียญ หากจะยกเว้นการประเมินค่าจ้างต้องไม่น้อยกว่า 26,000 เหรียญและ 31,000 เหรียญไต้หวันตามลำดับ

แรงงานกึ่งฝีมือชาวฟิลิปปินส์ที่โรงงานในจางฮั่ว (ภาพจาก newstaiwan.net)
อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานได้ประกาศปรับเพิ่มเกณฑ์ค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือทุกประเภทอีก 2,000 เหรียญไต้หวัน โดยนายซูอวี้กั๋ว ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงาน ระบุว่า การปรับขึ้นดังกล่าวเป็นผลจากการพิจารณาสภาพตลาดแรงงาน ระดับค่าจ้าง และภาระที่นายจ้างสามารถรับได้ รวมทั้งอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นทุกปี จนไล่แซงเกณฑ์ค่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือบางประเภทไปแล้ว จึงประกาศปรับขึ้นเกณฑ์ค่าจ้างทั้งระบบ 2,000 เหรียญไต้หวัน แต่จะบังคับใช้เฉพาะกับผู้ยื่นขอใหม่ตั้งแต่ต้นปีนี้เท่านั้น ส่วนแรงงานกึ่งฝีมือที่ได้รับอนุญาตยกระดับสถานะไปแล้ว ยังใช้เงื่อนไขตามสัญญาเดิม และจะเปลี่ยนเป็นเกณฑ์ใหม่เมื่อทำสัญญาฉบับใหม่
ภายหลังการปรับเกณฑ์ค่าจ้างใหม่ ภาคอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมการผลิต ก่อสร้าง ประมงทะเล การเชือดและชำแหละเนื้อสัตว์ เกษตร ป่าไม้ ปศุสัตว์ และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จะมีค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มจาก 33,000 เป็น 35,000 เหรียญไต้หวัน กรณียกเว้นการประเมินเพิ่มเป็น 37,000 เหรียญไต้หวัน

ประเภทตำแหน่งและเกณฑ์ค่าจ้างเดิมของแรงงานกึ่งฝีมือ (สื่อประชาสัมพันธ์จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน)
ส่วนภาคสวัสดิการสังคม แรงงานกึ่งฝีมือในตำแหน่งผู้อนุบาลในองค์กรจะปรับค่าจ้างจาก 29,000 เป็น 31,000 เหรียญไต้หวัน และยกเลิกการยกเว้นการประเมินคุณสมบัติ ขณะที่แรงงานกึ่งฝีมือในตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือนกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำที่ 26,000 เหรียญไต้หวัน และกรณียกเว้นการประเมินเริ่มต้นที่ 28,000 เหรียญไต้หวัน
ผู้อำนวยการกองบริหารแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงานย้ำว่า การปรับเกณฑ์ค่าจ้างใหม่ไม่กระทบต่อแรงงานกึ่งฝีมือที่ผ่านการอนุมัติแล้ว อย่างไรก็ดี ในระหว่างสัญญา นายจ้างสามารถเจรจาปรับค่าจ้างกับแรงงานได้โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย
3. พิษรักแรงหึง! หนุ่มเวียดนามแค้นเมียมีชู้กับแรงงานไทย แทงชายชู้ดับต่อหน้ากิ๊กสาวไทยอีกราย ศาลอุทธรณ์ยืนโทษจำคุก 7 ปี 2 เดือน
ศาลสูงไทจงมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ไม่รับอุทธรณ์ของแรงงานเวียดนามรายหนึ่ง ในคดีใช้มีดแทงแรงงานไทยเพื่อนร่วมงานเสียชีวิต จากปมความแค้นที่มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับภรรยาซึ่งทำงานที่เดียวกัน ระบุว่าศาลชั้นต้นพิจารณาปัจจัยการลงโทษอย่างรอบด้านแล้ว พิพากษาจำคุก 7 ปี 2 เดือน ถือว่าเป็นการลงโทษในเกณฑ์เบา

หนุ่มเวียดนามแค้นใจที่ภรรยาชาติเดียวกันนอกใจคบแรงงานไทย แทงชายชู้เสียชีวิต ถูกจับขึ้นโรงพักทั้งคู่ (ภาพจากคลิปสถานีตำรวจไทจง)
คดีนี้จำเลยคือนายโห่ อายุ 32 ปี แรงงานเวียดนาม ทำงานในโรงงานพลาสติกแห่งหนึ่งในนครไทจง ร่วมกับนางเหงียน อายุ 24 ปี ผู้เป็นภรรยา นายโห่เริ่มสงสัยว่าภรรยามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับแรงงานไทยที่ทำงานในโรงงานเดียวกัน มีการตักเตือนหลายครั้งให้ทั้งสองยุติการติดต่อ พร้อมจัดให้ภรรยาย้ายมาอาศัยอยู่ร่วมกันในห้องพักที่เช่า ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน นายโห่เดินทางกลับประเทศเวียดนามเพื่อเยี่ยมครอบครัว ระหว่างนั้นภรรยาได้ย้ายออกจากที่พัก เมื่อจำเลยเดินทางกลับถึงไต้หวันในเดือนกันยายน ได้ไปพบภรรยาและตรวจดูโทรศัพท์มือถือ พบว่ายังคงติดต่อกับแรงงานไทยรายเดิม จึงโกรธอย่างยิ่ง
เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2567 เวลา ม.ค. 13.00 น. เศษ นายโห่ขอให้ภรรยาขี่รถจักรยานยนต์พาไปยังที่พักของแรงงานไทยเพื่อไปเจรจา ระหว่างการเผชิญหน้า นายโห่ได้คว้ามีดปอกผลไม้แทงเข้าที่หน้าท้องของผู้ตายอย่างรุนแรง ต่อหน้าหญิงไทยอีกราย จากนั้นหลบหนีไป ผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลแต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา ตำรวจตรวจดูกล้องวงจรปิดและตั้งคณะทำงานตามจับแรงงานเวียดนามที่แทงแรงงานไทยรายนี้ได้ภายใน 2 ชั่วโมง ส่งดำเนินคดีในข้อหาฆ่าคน

โฆษกสถานีตำรวจในพื้นที่แถลงข่าวคดีแรงงานเวียดนามแค้นที่ภรรยาคนชาติเดียวกันนอกใจมีชู้กับชายอื่น ตามไปแทงชายชู้ที่เป็นแรงงานไทยเสียชีวิต (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)
ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพและสามารถเจรจาไกล่เกลี่ยชดใช้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตได้ ศาลพิจารณาว่าจำเลยไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม และมีท่าทีสำนึกผิดภายหลังเกิดเหตุ จึงพิพากษาลงโทษฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 7 ปี 2 เดือน และให้เนรเทศออกนอกประเทศหลังพ้นโทษ
อย่างไรก็ตาม จำเลยยื่นอุทธรณ์ อ้างว่าได้ยอมรับผิดและยอมความกับครอบครัวผู้เสียชีวิตแล้ว โทษที่ได้รับรุนแรงเกินไป พร้อมขอให้ศาลลดโทษเพื่อจะได้เดินทางกลับประเทศไปดูแลบุตร ศาลสูงไทจงพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้คำนึงถึงปัจจัยในการกำหนดโทษอย่างครบถ้วน โดยลงโทษเพียงสูงกว่ากฎหมายกำหนดขั้นต่ำเพียง 2 เดือนเท่านั้น ถือเป็นการลงโทษในสถานเบาแล้ว คำพิพากษาเดิมจึงไม่มีความไม่เหมาะสม จึงมีคำสั่งยกอุทธรณ์

ตำรวจตามจับแรงงานเวียดนามที่แทงแรงงานไทยเสียชีวิตได้ที่เขตหลงจิ่งในเวลา 2 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ พร้อมยึดของกลางเป็นมีดปอกผลไม้ที่ใช้ก่อเหตุ 1 เล่ม (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)
จากข้อมูลของตำรวจพบว่า ผู้ตายเป็นแรงงานไทยจากจังหวัดอุดรธานี อายุ 31 ปี แต่งงานมีครอบครัวแล้ว เพื่อหาเงินเลี้ยงลูกและครอบครัว จึงเดินทางมาทำงานที่โรงงานพลาสติกแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมเขตซีถุน นครไทจง ตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว เมื่อครบสัญญารอบที่สอง ได้ทำเรื่องขอย้ายงานไปทำงานกับนายจ้างใหม่ กำลังรอโอนย้าย ระหว่างที่ทำงานอยู่ในไต้หวัน แรงงานไทยรายนี้มีแฟนทั้งที่เป็นสาวไทยและสาวเวียดนาม และเหตุการณ์ที่ถูกแทงในครั้งนี้ เกิดจากไปมีความสัมพันธ์กับสาวเวียดนามอายุ 24 ปีที่มีครอบครัวแล้ว ถูกสามีของสาวเวียดนามรู้เข้า เกิดความแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง เคยเตือนทั้งสองแล้วแต่ไม่ฟัง
เมื่อทราบที่อยู่ของชายที่เป็นชู้กับภรรยาของตน จึงพกมีดปอกผลไม้ไปเคาะประตูหอพัก แรงงานไทยผู้ตายซึ่งพักอยู่กับแฟนสาวคนใหม่ที่เป็นแรงงานไทยเช่นกัน ไม่ทันระแวงจึงลุกขึ้นไปเปิดประตู ยังไม่ทันถามว่ามาทำอะไรก็ถูกหนุ่มเวียดนามแทงที่หน้าท้องอย่างแรง 1 แผล แรงงานไทยถูกแทงแล้วรีบปิดประตูทันที แฟนสาวคนไทยแจ้งคนรู้จักโทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน รถพยาบาลมารับไปส่งรักษาที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึกสาขานครไทจง แพทย์พบว่าแผลไม่ลึกมากนัก แต่เนื่องจากเสียเลือดมาก หลังส่งถึงโรงพยาบาลได้ไม่นานก็เสียชีวิต ทางโรงพยาบาลจึงแจ้งความต่อสถานีตำรวจตามกฎระเบียบ