Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569

ชีพจรเศรษฐกิจ 12 มกราคม 2569
ชีพจรเศรษฐกิจ 12 มกราคม 2569

ผลสำรวจความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเดือนธันวาคมชี้ว่าประชาชนเริ่มใช้จ่ายและลงทุนด้วยความระมัดระวังมากขึ้น พร้อมลดการรับความเสี่ยงลงอย่างเห็นได้ชัด

    เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมาบริษัท Cathay Financial Holding (國泰金控) ได้เผยแพร่ผลการสำรวจ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประชาชนประจำเดือนธันวาคม 2025 โดยผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไต้หวันยังคงเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนในหลายด้านเริ่มอ่อนตัวลง ทั้งมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจ การใช้จ่าย การลงทุนในตลาดหุ้น และยังรวมถึงการยอมรับความเสี่ยงด้วย

    จากข้อมูลของคณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติไต้หวัน (NDC) ที่เพิ่งประกาศดัชนีภาวะเศรษฐกิจเดือนตุลาคม พบว่าสัญญาณเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับ“ไฟเหลือง–แดง”สะท้อนถึงการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ แม้ว่าดัชนีชี้วัดร่วมจะปรับลดลงเล็กน้อย แต่ดัชนีชี้วัดล่วงหน้ากลับขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ผลสำรวจในเดือนธันวาคมกลับพบว่าประชาชนมองภาพเศรษฐกิจด้วยความระมัดระวังมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดัชนีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ลดลงมาอยู่ที่ระดับ -7.3  ขณะที่ดัชนีมุมมองต่อเศรษฐกิจในอนาคตก็ลดลงมาอยู่ที่ -6.9 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าคนจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกว่าเศรษฐกิจ“ยังไปได้”แต่ก็ไม่ได้มั่นใจมากเหมือนช่วงก่อนหน้า

    ในด้านการใช้จ่าย ผลสำรวจชี้ชัดว่าผู้บริโภคเริ่มคิดหนักมากขึ้น  ดัชนีความตั้งใจใช้จ่ายเงินก้อนใหญ่ เช่น การซื้อรถยนต์ หรือของราคาแพง ลดลงเหลือ 10.0 ส่วนดัชนีความตั้งใจซื้อสินค้าคงทนก็อ่อนตัวลงมาอยู่ที่ -12.7 พูดง่ายๆคือ คนเริ่มชะลอการใช้เงินก้อน และเลือกเก็บเงินสดไว้มากขึ้น ส่วนตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ยังคงมีภาพผสม ความตั้งใจซื้อบ้านขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ความตั้งใจขายบ้านกลับลดลง สะท้อนว่าคนยังลังเลและรอดูทิศทางเศรษฐกิจต่อไป

    หากมองไปข้างหน้าในปี 2026 หน่วยงานรัฐของไต้หวันประเมินว่าเศรษฐกิจจะโตมากกว่า 3% แต่ประชาชนกลับมองต่างออกไป ผลสำรวจพบว่า  ประชาชนคาดว่าเศรษฐกิจปี 2026 จะโตเฉลี่ยแค่ประมาณ 2.56%  และมีเพียง 28% เท่านั้นที่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเกิน 3%

    ในขณะเดียวกัน ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับสูงกว่า  ประชาชนคาดว่าเงินเฟ้อปี 2026 จะอยู่ราว 2.17% และมากกว่าครึ่งหนึ่งมองว่าเงินเฟ้อจะเกิน 2% ภาพนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า คนไต้หวัน“มองเศรษฐกิจโตช้าลง แต่ค่าครองชีพยังสูง”บรรยากาศในตลาดหุ้นก็ไม่ต่างกันมากนัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และมุมมองที่แตกต่างเกี่ยวกับอนาคตของเทคโนโลยี AI นักลงทุนจำนวนมากเลือกที่จะระมัดระวัง ดัชนีความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นไต้หวันลดลงมาอยู่ที่ 25.1 ขณะที่ดัชนีความชอบรับความเสี่ยงก็ลดลงมาอยู่ที่ 18.1 สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่กล้าเดินหน้าเต็มที่ และเลือกลงทุนแบบรอดูสถานการณ์

    สำหรับในเรื่องรายได้นั้น เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าเงินเดือนในปี 2026 จะ “เท่าเดิม” ขณะที่อีกเกือบครึ่งคาดว่าจะได้ขึ้นเงินเดือน แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่คิดว่าจะขึ้นมากกว่า 3% ส่วนโบนัสปลายปี ภาพรวมยังถือว่าไม่แย่  คนส่วนใหญ่คาดว่าจะได้โบนัสประมาณ 1–3 เดือนของเงินเดือนประจำ ขณะที่บางส่วนยังมีความหวังว่าจะได้โบนัสก้อนใหญ่กว่า 3 เดือน มีประมาณ 14% เชื่อว่าจะได้โบนัสมากกว่า 3 เดือน และมี 7% ที่คาดว่าโบนัสจะสูงถึง มากกว่า 5 เดือน

    จากผลสำรวจความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ภาพที่สะท้อนออกมาคือ เศรษฐกิจไต้หวันยังไม่ถดถอย แต่กำลังเข้าสู่ช่วง “ชะลออย่างระมัดระวัง” มากขึ้น ทั้งในมุมของผู้บริโภคและนักลงทุน (ภาพบนจาก: 國泰金控)

(ภาพจาก: 工商時報)

สหรัฐ–รัสเซีย–ยูเครน–ยุโรป เดินหน้าเจรจาเข้มข้น สหรัฐมองมุมบวก แต่รัสเซียยังไม่ปักใจว่าสงครามจะยุติ

    การเจรจาทางการทูตเพื่อยุติสงครามรัสเซีย–ยูเครน กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นในช่วงปลายปีนี้ โดยมีสหรัฐอเมริกา ยูเครน รัสเซีย และประเทศในยุโรปเข้าร่วมพูดคุยหลายรอบ แม้ฝั่งสหรัฐจะส่งสัญญาณเชิงบวกต่อความคืบหน้า แต่รัสเซียยังคงแสดงท่าทีระมัดระวัง และไม่มั่นใจว่าข้อเสนอที่ถูกปรับแก้จะนำไปสู่สันติภาพระยะยาวได้จริง

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าสตีฟ วิทคอฟ ทูตพิเศษของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มการหารือตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม ที่รัฐฟลอริดา โดยแยกพบกับเจ้าหน้าที่จากยูเครน ยุโรป และรัสเซีย เพื่อหารือแนวทางการหยุดยิงในยูเครน ต่อมาในวันที่ 20 ธันวาคม วิทคอฟได้พบกับดมิทรี ดมีตรีเยฟ ทูตพิเศษของรัสเซีย โดยมีจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมด้วย ก่อนที่ในวันที่ 21 ธันวาคม วิทคอฟจะพบกับเจ้าหน้าที่ยูเครนและยุโรป และยังได้แยกหารือกับคณะผู้แทนยูเครนเป็นการเฉพาะอีกครั้ง

    หลังจบการเจรจา วิทคอฟออกมาเปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า การพูดคุยหลายรอบที่ผ่านมาเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและสร้างสรรค์ โดยการหารือมุ่งเน้นไปที่การประสานจุดยืนของสหรัฐ ยูเครน และยุโรป เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ในส่วนของการเจรจากับรัสเซีย วิทคอฟระบุในทำนองเดียวกันว่า การประชุมเป็นไปในเชิงบวก พร้อมกล่าวว่า รัสเซียยังคงแสดงความตั้งใจที่จะผลักดันสันติภาพในยูเครนและให้ความสำคัญต่อบทบาทของสหรัฐในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง รวมถึงการฟื้นฟูเสถียรภาพด้านความมั่นคงของโลก

    วิทคอฟยังเปิดเผยรายละเอียดว่า การหารือระหว่างสหรัฐกับยูเครน มุ่งเน้น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงแผน 20 ข้อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การจัดตั้งกรอบการค้ำประกันความมั่นคงแบบพหุภาคี บทบาทของสหรัฐในการค้ำประกันความมั่นคงให้ยูเครน และการผลักดันการฟื้นฟูเศรษฐกิจยูเครนในระยะหลังสงคราม โดยผู้เข้าร่วมเจรจาให้ความสำคัญกับกรอบเวลาและลำดับขั้นตอนในการดำเนินการในอนาคต เพื่อให้กระบวนการเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

    อย่างไรก็ตาม หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐและรัสเซียสิ้นสุดลง ฝั่งเครมลินกลับส่งสัญญาณที่แตกต่างออกไป โดยยูรี อูชาคอฟ ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ให้สัมภาษณ์ที่กรุงมอสโกว่า ข้อเสนอหรือการแก้ไขแผนหยุดยิงที่นำเสนอโดยยูเครนและยุโรปนั้น ไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสในการบรรลุสันติภาพระยะยาว และไม่ได้ปรับปรุงเนื้อหาของเอกสารให้ดีขึ้นแต่อย่างใด อูชาคอฟย้ำว่า ความเห็นดังกล่าวไม่ใช่การคาดการณ์ล่วงหน้า แต่เป็นมุมมองจากการติดตามกระบวนการเจรจา พร้อมยอมรับว่า เขายังไม่ได้เห็นข้อเสนอฉบับเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างครบถ้วน

    ขณะที่ดมีตรีเยฟมีกำหนดเดินทางกลับกรุงมอสโกในวันที่ 22 ธันวาคม เพื่อรายงานผลการเจรจาทั้งหมดต่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งท่าทีของผู้นำรัสเซียหลังจากนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของกระบวนการสันติภาพในระยะต่อไป

(ภาพจาก: 經濟日報)

ญี่ปุ่นส่งสัญญาณแรงเตือนค่าเงินเยนอาจผันผวนรุนแรง จับตาความเป็นไปได้ รัฐอาจต้องแทรกแซงตลาดเงิน

    สถานการณ์ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่นออกมาเตือนถึงความผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมส่งสัญญาณว่า หากค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วและเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียว รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้าแทรกแซงตลาดเงิน ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ขั้น เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งตามทฤษฎีควรช่วยหนุนค่าเงินเยน แต่ในความเป็นจริง ค่าเงินเยนกลับอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดเป็นอย่างมาก

    มิอูระ จุน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ระบุว่า ทางการเริ่มเห็นความผันผวนที่เกิดขึ้นรวดเร็วและเป็นไปในทิศทางเดียว โดยเฉพาะหลังการประชุม BOJ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการหากค่าเงินเคลื่อนไหวเกินปัจจัยพื้นฐาน สาเหตุสำคัญมาจากท่าทีของผู้ว่าการ BOJ คาซึโอะ อุเอดะ ที่ส่งสัญญาณเชิงผ่อนคลาย และไม่ได้ยืนยันว่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนผิดหวังและค่าเงินเยนอ่อนค่าลงไปแตะระดับราว 157.78 เยนต่อดอลลาร์ ก่อนจะฟื้นตัวเล็กน้อยหลังคำเตือนจากรัฐบาล

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังมองว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยต่อไปอีกระยะ ทำให้ค่าเงินเยนยังเผชิญแรงกดดัน และหากอ่อนค่าเข้าใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ โอกาสการแทรกแซงจากรัฐบาลก็จะเพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์นี้สะท้อนความเปราะบางของตลาดเงินโลก ที่ยังอ่อนไหวต่อท่าทีของธนาคารกลางอย่างใกล้ชิด ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกยังต้องจับตาญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องค่ะ

(ภาพจาก: 今周刊)

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解