เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมาบริษัท Cathay Financial Holding (國泰金控) ได้เผยแพร่ผลการสำรวจ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประชาชนประจำเดือนธันวาคม 2025 โดยผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไต้หวันยังคงเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนในหลายด้านเริ่มอ่อนตัวลง ทั้งมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจ การใช้จ่าย การลงทุนในตลาดหุ้น และยังรวมถึงการยอมรับความเสี่ยงด้วย
จากข้อมูลของคณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติไต้หวัน (NDC) ที่เพิ่งประกาศดัชนีภาวะเศรษฐกิจเดือนตุลาคม พบว่าสัญญาณเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับ“ไฟเหลือง–แดง”สะท้อนถึงการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ แม้ว่าดัชนีชี้วัดร่วมจะปรับลดลงเล็กน้อย แต่ดัชนีชี้วัดล่วงหน้ากลับขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ผลสำรวจในเดือนธันวาคมกลับพบว่าประชาชนมองภาพเศรษฐกิจด้วยความระมัดระวังมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดัชนีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ลดลงมาอยู่ที่ระดับ -7.3 ขณะที่ดัชนีมุมมองต่อเศรษฐกิจในอนาคตก็ลดลงมาอยู่ที่ -6.9 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าคนจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกว่าเศรษฐกิจ“ยังไปได้”แต่ก็ไม่ได้มั่นใจมากเหมือนช่วงก่อนหน้า
ในด้านการใช้จ่าย ผลสำรวจชี้ชัดว่าผู้บริโภคเริ่มคิดหนักมากขึ้น ดัชนีความตั้งใจใช้จ่ายเงินก้อนใหญ่ เช่น การซื้อรถยนต์ หรือของราคาแพง ลดลงเหลือ 10.0 ส่วนดัชนีความตั้งใจซื้อสินค้าคงทนก็อ่อนตัวลงมาอยู่ที่ -12.7 พูดง่ายๆคือ คนเริ่มชะลอการใช้เงินก้อน และเลือกเก็บเงินสดไว้มากขึ้น ส่วนตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ยังคงมีภาพผสม ความตั้งใจซื้อบ้านขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ความตั้งใจขายบ้านกลับลดลง สะท้อนว่าคนยังลังเลและรอดูทิศทางเศรษฐกิจต่อไป
หากมองไปข้างหน้าในปี 2026 หน่วยงานรัฐของไต้หวันประเมินว่าเศรษฐกิจจะโตมากกว่า 3% แต่ประชาชนกลับมองต่างออกไป ผลสำรวจพบว่า ประชาชนคาดว่าเศรษฐกิจปี 2026 จะโตเฉลี่ยแค่ประมาณ 2.56% และมีเพียง 28% เท่านั้นที่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเกิน 3%
ในขณะเดียวกัน ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับสูงกว่า ประชาชนคาดว่าเงินเฟ้อปี 2026 จะอยู่ราว 2.17% และมากกว่าครึ่งหนึ่งมองว่าเงินเฟ้อจะเกิน 2% ภาพนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า คนไต้หวัน“มองเศรษฐกิจโตช้าลง แต่ค่าครองชีพยังสูง”บรรยากาศในตลาดหุ้นก็ไม่ต่างกันมากนัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และมุมมองที่แตกต่างเกี่ยวกับอนาคตของเทคโนโลยี AI นักลงทุนจำนวนมากเลือกที่จะระมัดระวัง ดัชนีความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นไต้หวันลดลงมาอยู่ที่ 25.1 ขณะที่ดัชนีความชอบรับความเสี่ยงก็ลดลงมาอยู่ที่ 18.1 สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่กล้าเดินหน้าเต็มที่ และเลือกลงทุนแบบรอดูสถานการณ์
สำหรับในเรื่องรายได้นั้น เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าเงินเดือนในปี 2026 จะ “เท่าเดิม” ขณะที่อีกเกือบครึ่งคาดว่าจะได้ขึ้นเงินเดือน แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่คิดว่าจะขึ้นมากกว่า 3% ส่วนโบนัสปลายปี ภาพรวมยังถือว่าไม่แย่ คนส่วนใหญ่คาดว่าจะได้โบนัสประมาณ 1–3 เดือนของเงินเดือนประจำ ขณะที่บางส่วนยังมีความหวังว่าจะได้โบนัสก้อนใหญ่กว่า 3 เดือน มีประมาณ 14% เชื่อว่าจะได้โบนัสมากกว่า 3 เดือน และมี 7% ที่คาดว่าโบนัสจะสูงถึง มากกว่า 5 เดือน
จากผลสำรวจความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ภาพที่สะท้อนออกมาคือ เศรษฐกิจไต้หวันยังไม่ถดถอย แต่กำลังเข้าสู่ช่วง “ชะลออย่างระมัดระวัง” มากขึ้น ทั้งในมุมของผู้บริโภคและนักลงทุน (ภาพบนจาก: 國泰金控)

(ภาพจาก: 工商時報)
การเจรจาทางการทูตเพื่อยุติสงครามรัสเซีย–ยูเครน กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นในช่วงปลายปีนี้ โดยมีสหรัฐอเมริกา ยูเครน รัสเซีย และประเทศในยุโรปเข้าร่วมพูดคุยหลายรอบ แม้ฝั่งสหรัฐจะส่งสัญญาณเชิงบวกต่อความคืบหน้า แต่รัสเซียยังคงแสดงท่าทีระมัดระวัง และไม่มั่นใจว่าข้อเสนอที่ถูกปรับแก้จะนำไปสู่สันติภาพระยะยาวได้จริง
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าสตีฟ วิทคอฟ ทูตพิเศษของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มการหารือตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม ที่รัฐฟลอริดา โดยแยกพบกับเจ้าหน้าที่จากยูเครน ยุโรป และรัสเซีย เพื่อหารือแนวทางการหยุดยิงในยูเครน ต่อมาในวันที่ 20 ธันวาคม วิทคอฟได้พบกับดมิทรี ดมีตรีเยฟ ทูตพิเศษของรัสเซีย โดยมีจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมด้วย ก่อนที่ในวันที่ 21 ธันวาคม วิทคอฟจะพบกับเจ้าหน้าที่ยูเครนและยุโรป และยังได้แยกหารือกับคณะผู้แทนยูเครนเป็นการเฉพาะอีกครั้ง
หลังจบการเจรจา วิทคอฟออกมาเปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า การพูดคุยหลายรอบที่ผ่านมาเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและสร้างสรรค์ โดยการหารือมุ่งเน้นไปที่การประสานจุดยืนของสหรัฐ ยูเครน และยุโรป เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ในส่วนของการเจรจากับรัสเซีย วิทคอฟระบุในทำนองเดียวกันว่า การประชุมเป็นไปในเชิงบวก พร้อมกล่าวว่า รัสเซียยังคงแสดงความตั้งใจที่จะผลักดันสันติภาพในยูเครนและให้ความสำคัญต่อบทบาทของสหรัฐในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง รวมถึงการฟื้นฟูเสถียรภาพด้านความมั่นคงของโลก
วิทคอฟยังเปิดเผยรายละเอียดว่า การหารือระหว่างสหรัฐกับยูเครน มุ่งเน้น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงแผน 20 ข้อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การจัดตั้งกรอบการค้ำประกันความมั่นคงแบบพหุภาคี บทบาทของสหรัฐในการค้ำประกันความมั่นคงให้ยูเครน และการผลักดันการฟื้นฟูเศรษฐกิจยูเครนในระยะหลังสงคราม โดยผู้เข้าร่วมเจรจาให้ความสำคัญกับกรอบเวลาและลำดับขั้นตอนในการดำเนินการในอนาคต เพื่อให้กระบวนการเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐและรัสเซียสิ้นสุดลง ฝั่งเครมลินกลับส่งสัญญาณที่แตกต่างออกไป โดยยูรี อูชาคอฟ ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ให้สัมภาษณ์ที่กรุงมอสโกว่า ข้อเสนอหรือการแก้ไขแผนหยุดยิงที่นำเสนอโดยยูเครนและยุโรปนั้น ไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสในการบรรลุสันติภาพระยะยาว และไม่ได้ปรับปรุงเนื้อหาของเอกสารให้ดีขึ้นแต่อย่างใด อูชาคอฟย้ำว่า ความเห็นดังกล่าวไม่ใช่การคาดการณ์ล่วงหน้า แต่เป็นมุมมองจากการติดตามกระบวนการเจรจา พร้อมยอมรับว่า เขายังไม่ได้เห็นข้อเสนอฉบับเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างครบถ้วน
ขณะที่ดมีตรีเยฟมีกำหนดเดินทางกลับกรุงมอสโกในวันที่ 22 ธันวาคม เพื่อรายงานผลการเจรจาทั้งหมดต่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งท่าทีของผู้นำรัสเซียหลังจากนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของกระบวนการสันติภาพในระยะต่อไป

(ภาพจาก: 經濟日報)
สถานการณ์ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่นออกมาเตือนถึงความผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมส่งสัญญาณว่า หากค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วและเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียว รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้าแทรกแซงตลาดเงิน ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ขั้น เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งตามทฤษฎีควรช่วยหนุนค่าเงินเยน แต่ในความเป็นจริง ค่าเงินเยนกลับอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดเป็นอย่างมาก
มิอูระ จุน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ระบุว่า ทางการเริ่มเห็นความผันผวนที่เกิดขึ้นรวดเร็วและเป็นไปในทิศทางเดียว โดยเฉพาะหลังการประชุม BOJ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการหากค่าเงินเคลื่อนไหวเกินปัจจัยพื้นฐาน สาเหตุสำคัญมาจากท่าทีของผู้ว่าการ BOJ คาซึโอะ อุเอดะ ที่ส่งสัญญาณเชิงผ่อนคลาย และไม่ได้ยืนยันว่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนผิดหวังและค่าเงินเยนอ่อนค่าลงไปแตะระดับราว 157.78 เยนต่อดอลลาร์ ก่อนจะฟื้นตัวเล็กน้อยหลังคำเตือนจากรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังมองว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยต่อไปอีกระยะ ทำให้ค่าเงินเยนยังเผชิญแรงกดดัน และหากอ่อนค่าเข้าใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ โอกาสการแทรกแซงจากรัฐบาลก็จะเพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์นี้สะท้อนความเปราะบางของตลาดเงินโลก ที่ยังอ่อนไหวต่อท่าทีของธนาคารกลางอย่างใกล้ชิด ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกยังต้องจับตาญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องค่ะ

(ภาพจาก: 今周刊)