AI เสี่ยงแย่งไฟฟ้าภาคครัวเรือน บริษัทไฟฟ้าไต้หวันเสนอ 2 แนวทางรับมือ
ปัจจุบัน ไต้หวันเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยี AI อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและการทำงานของประชาชน ตั้งแต่การใช้สมาร์ตโฟน ระบบคลาวด์ การประชุมออนไลน์ ไปจนถึงแอปพลิเคชันอัจฉริยะต่าง ๆ ซึ่งล้วนมี AI ทำงานอยู่เบื้องหลัง อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายเหล่านี้แลกมากับการเติบโตอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลด้าน AI ที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง
การขยายตัวอย่างเข้มข้นของ Data Center กำลังสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อระบบไฟฟ้าไต้หวัน ทั้งด้านกำลังการผลิต ความมั่นคงของระบบ และความเสี่ยงในการแย่งใช้ไฟฟ้ากับภาคครัวเรือน เนื่องจากศูนย์ข้อมูลทั่วโลกมักเลือกตั้งอยู่ในพื้นที่ประชากรหนาแน่น ใกล้ผู้ใช้ปลายทาง ส่งผลให้เกิดการแข่งขันแย่งความจุของสายป้อนไฟ และอาจกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประชาชนทั่วไป ด้วยเหตุนี้ บริษัทไฟฟ้าไต้หวัน (Taipower) จึงเสนอ 2 แนวทางหลักในการรับมือ ได้แก่ “การสะท้อนต้นทุน” และ “การบริหารจัดการระบบไฟฟ้า”
ในเชิงนโยบาย กระทรวงเศรษฐการได้แก้ไขกฎหมายลูกภายใต้กฎหมายการจัดการพลังงาน 3 ฉบับ กำหนดให้ศูนย์ข้อมูลที่ก่อสร้างใหม่หรือขยายกำลังการผลิตตั้งแต่ 5 เมกะวัตต์ขึ้นไป ต้องผ่านการพิจารณาเอกสารชี้แจงการใช้พลังงาน และมีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวม (PUE) เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าในระยะยาว
ในทางปฏิบัติ Taipower เสนอให้สะท้อนต้นทุนผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะ การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว หรือการร่วมแบ่งปันต้นทุน เพื่อให้ศูนย์ข้อมูลรับภาระต้นทุนของระบบไฟฟ้าอย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า อาทิ มาตรการตอบสนองด้านอุปสงค์ การลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีค การจัดหาแหล่งพลังงานของตนเอง การยกระดับมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงาน และการส่งเสริมให้ตั้งศูนย์ข้อมูลใกล้แหล่งผลิตไฟฟ้า เพื่อลดแรงกดดันต่อโครงข่ายไฟฟ้า
แม้ประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยการประมวลผลของศูนย์ข้อมูลจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวมกลับเพิ่มสูงขึ้น โดยศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวอาจใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าครัวเรือนราว 100,000 หลังคาเรือน
สถิติยังชี้ว่า คำขอใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลในระดับระบบส่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจนถึงปลายปี 2025 มีคำขอสะสมแล้ว 79 โครงการ รวมกำลังไฟฟ้ากว่า 4,758 เมกะวัตต์ ความท้าทายดังกล่าวไม่เพียงกระทบพื้นที่ภาคเหนือและเขตเมืองเท่านั้น แต่ยังซ้ำเติมปัญหาการก่อสร้างสายส่ง ข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระดับภูมิภาคของไต้หวันในอนาคต