ฤดูหนาวปลายปี 2025 กลายเป็นหนึ่งในฤดูที่เจ็บปวดที่สุดในความทรงจำของเกษตรกรผู้ปลูกบรอกโคลีในไต้หวัน ราคาบรอกโคลีร่วงลงสู่ระดับต่ำแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถึงขั้นมีโพสต์ในกลุ่มชุมชนท้องถิ่นบนเฟซบุ๊กระบุว่า “บรอกโคลีหัวละ 10 เหรียญไต้หวัน ใครจะมาเก็บช่วยเอาถุงมาเอง แม่ค้าไม่มีเงินซื้อถุงแล้ว!” ข้อความดังกล่าวดึงดูดผู้คนเข้ามาจองซื้ออย่างคึกคัก ทว่าเบื้องหลังภาพความคึกคักนั้น คือความสิ้นหวังของเกษตรกรที่จำต้องยอมขายขาดทุน เพียงเพื่อระบายผลผลิตที่ล้นตลาด
เวินซุ่นน่า (溫順娜) เกษตรกรผู้ปลูกบรอกโคลีในตำบลหลุนเปย เมืองหยุนหลิน ซึ่งทำอาชีพนี้มากว่า 20 ปี เล่าว่า ราคาบรอกโคลีหลังเก็บเกี่ยวตกต่ำจนไม่คุ้มแม้แต่จะบรรจุกล่องส่งเข้าสู่ตลาดประมูล เธอจึงจำใจเปิดขายหน้าแปลง จากเดิม 6 หัว 100 เหรียญ ลดเหลือ 8 หัว 100 เหรียญ และเมื่อถึงช่วงปลายเดือนธันวาคม ราคาดิ่งลงเหลือเพียงหัวละ 10 เหรียญไต้หวัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีบรอกโคลีจำนวนมากค้างอยู่ในแปลงรอการเก็บเกี่ยว “ตอนนี้ไม่คิดค่าแรงของตัวเองแล้ว ได้คืนมาเท่าไรก็เท่านั้น” เธอกล่าวอย่างหมดแรง
สถานการณ์เดียวกันเกิดขึ้นในตำบลหมินสง เมืองเจียอี้ หลี่เจี้ยนฟง (李建鋒) และจี้จื่อหลิน (紀子琳) คู่สามีภรรยาเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ปลูกบรอกโคลีมานานกว่าสองทศวรรษ ต่างยอมรับตรงกันว่า “ไม่เคยเจอราคาต่ำขนาดนี้มาก่อน” บรอกโคลีหนึ่งลัง น้ำหนักราว 20 กิโลกรัม ขายได้เพียง 300 เหรียญไต้หวัน ขณะที่เฉพาะค่ากล่อง กระสอบ และน้ำแข็งบด ก็มีต้นทุนสูงถึง 45 เหรียญต่อกล่อง ยังไม่รวมค่าขนส่งและต้นทุนในแปลง “ขาดทุนยับเยินจริง ๆ” ทั้งคู่กล่าว
สาเหตุหลักของราคาดิ่ง คือ ผลผลิตที่ล้นตลาดอย่างรุนแรง ทั้งจากการเพิ่มพื้นที่ปลูกในประเทศและแรงกดดันจากการนำเข้า คุณหลี่เจี้ยนฟงชี้ว่า เพื่อแก้ปัญหากะหล่ำปลีล้นตลาดในฤดูหนาว กองการเกษตรและอาหารได้ออกมาตรการจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาปลูกบรอกโคลี พร้อมเงินอุดหนุน 35,000 เหรียญไต้หวันต่อเฮกตาร์ แต่เมืองหยุนหลินและเจียอี้เป็นแหล่งปลูกบรอกโคลีหลักอยู่แล้ว อุปสงค์–อุปทานเดิมค่อนข้างสมดุล เมื่อมีเงินจูงใจ เกษตรกรที่ไม่เคยปลูกก็หันมาปลูกเพิ่ม “ตลาดก็พังได้ไม่ยาก” เขาตั้งคำถามว่า หากจะอุดหนุน ควรเลือกพืชที่มีพื้นที่ปลูกน้อยกว่านี้หรือไม่
หลินเจ๋อเสียง(林哲祥) ประธานสหกรณ์ขนส่งผักผลไม้กั่งเหว่ยเหลียว หนึ่งในศูนย์กระจายบรอกโคลีรายใหญ่ของไต้หวัน ยืนยันว่า พื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นจริง ประกอบกับฤดูหนาวปี 2025 มีฝนน้อย อากาศเหมาะสม ทำให้ผลผลิตออกมาพร้อมกันจำนวนมาก เฉพาะเดือนธันวาคม สหกรณ์ขนส่งบรอกโคลีเฉลี่ยวันละ 1,600 ลัง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ราว 1,100–1,200 ลัง
แม้สหกรณ์จะมีห้องเย็น แต่การแช่แข็งบรอกโคลีจะเริ่มในช่วงต้นเดือนมีนาคม และปล่อยสู่ตลาดหลังเทศกาลเช็งเม้ง ทำให้บรอกโคลีสดช่วงปลายปียังคงไหลเข้าสู่ตลาดประมูล ไม่เป็นไปตามนโยบาย “ปลูกหน้าหนาว แช่แข็ง ขายหน้าร้อน” กองการเกษตรและอาหารระบุว่า นโยบายดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปี 2017 เพื่อกระจายช่วงออกสู่ตลาด และในปี 2025 เพิ่มเงินอุดหนุนเกษตรกร 3,500 เหรียญไต้หวันต่อเฮกตาร์ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า มาตรการอุดหนุนเปิดกว้างให้สหกรณ์ที่ไม่มีระบบแช่แข็งและการติดตามผลผลิตเข้าร่วม ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากปลูกบรอกโคลีเพื่อรับเงินอุดหนุน แต่ผลผลิตกลับเข้าสู่ตลาดสด กดดันราคาต่อเนื่อง
เกษตรกรหลายรายยืนยันว่า การตรวจสอบในทางปฏิบัติไม่เข้มงวด เซี่ยจื้อผิง(謝志坪) เกษตรกรรุ่นใหม่กล่าวว่า หน่วยงานไม่ได้ตรวจจริงว่าผลผลิตเข้าสู่ระบบแช่แข็งหรือไม่ “ถ้าตรวจจริง สถานการณ์คงไม่วุ่นแบบนี้” แม้แต่สหกรณ์เองก็ยอมรับว่า หลังเกษตรกรมาลงชื่อรับเงินอุดหนุนแล้ว ไม่สามารถควบคุมได้ว่าผลผลิตถูกส่งไปที่ใด
แรงกดดันสุดท้ายที่ซ้ำเติมตลาด คือ การนำเข้าบรอกโคลีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากเวียดนาม ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ยังทะลักเข้ามาในช่วงพฤศจิกายน–ธันวาคม อันเป็นฤดูผลผลิตในประเทศ แทนที่จะเข้ามาเติมช่องว่างในฤดูร้อน ส่งผลให้ตลาดเผชิญแรงกดดันทั้งจากผลผลิตในประเทศและผักนำเข้าในเวลาเดียวกัน แม้สหกรณ์บางแห่งมองว่านโยบายไม่ใช่ว่าไร้ผล และปริมาณบรอกโคลีแช่แข็งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่เสียงจากภาคสนามสะท้อนตรงกันว่า หากไม่มีการควบคุมการนำเข้าและปรับกลไกนโยบายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ความตั้งใจดีในการแก้ปัญหาผักล้นตลาด อาจกลับกลายเป็นชนวนให้ราคาพืชผลทรุดหนักยิ่งกว่าเดิม