งานวิจัยในไต้หวันยืนยัน คนหนุ่มสาวมีไมโครพลาสติกในอุจจาระอย่างน้อยวันละ 8,000 อนุภาค
ไมโครพลาสติก (microplastics) คือเศษพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร รวมถึงนาโนพลาสติก (nanoplastics) ที่เล็กยิ่งกว่า ซึ่งพบในปริมาณมาก นักวิทยาศาสตร์พบว่า อนุภาคเหล่านี้สามารถสะสมในสมอง เลือด ปอด ลำไส้ และกระดูกของมนุษย์ ก่อให้เกิดการรบกวนระบบฮอร์โมน การอักเสบ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง โรคลำไส้ และโรคสมองเสื่อม ขณะเดียวกัน การศึกษาในสัตว์ทดลองและสัตว์ทะเลยังชี้ว่า ไมโครพลาสติกสามารถกระตุ้นความเครียดออกซิเดชัน ทำลาย DNA และอาจเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง ความเสี่ยงที่มองไม่เห็นเหล่านี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา งานวิจัยระดับนานาชาติยังทยอยยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างไมโครพลาสติกกับภาวะสมองเสื่อมและโรคหัวใจ แม้ขณะนี้ยังขาดหลักฐานเชิงเหตุและผลที่ชัดเจนก็ตาม
การวิจัยล่าสุดในไต้หวันโดย ศ.เจิ้งจุนเหริน จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน วิเคราะห์อุจจาระของอาสาสมัครวัยหนุ่มสาว 50 คน พบว่า ในแต่ละวันมีไมโครพลาสติกขนาดประมาณ 25 ไมโครเมตรราว 8,000 อนุภาค ส่วนใหญ่เป็นเศษจากภาชนะพลาสติกและเส้นใยจากเสื้อผ้าโพลีเอสเตอร์
ขณะเดียวกัน การทดลองในสัตว์พบว่า ไมโครพลาสติกขนาดเล็กสามารถสะสมในตับ กระทบการทำงานของตับ การสะสมไขมัน และระดับน้ำตาล–คอเลสเตอรอล ส่วนอนุภาคขนาดใหญ่กว่าทำให้จุลินทรีย์ในลำไส้เปลี่ยนแปลง แม้ผลกระทบต่อมนุษย์ยังต้องศึกษาเพิ่มเติม แต่หลักฐานชี้ชัดว่า การสัมผัสไมโครพลาสติกอาจเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพ
ส่วนนักวิจัยอื่น ๆ พบว่า สมองเป็นอวัยวะที่สะสมไมโครพลาสติกมากที่สุด ปริมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และผู้ที่มีสมองเสื่อมก่อนเสียชีวิตมีเศษพลาสติกเพิ่ม 3–5 เท่า แม้ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นสาเหตุโดยตรง แต่เป็นสัญญาณเตือนว่ามลพิษจากพลาสติกอาจเกี่ยวข้องกับโรคระบบประสาทและหัวใจ
ศ.เจิ้งจุนเหริน เน้นว่า ไมโครพลาสติกมีอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ทั้งภาชนะอาหารและถุงชาพลาสติก ปัจจุบันยังไม่ทราบว่าร่างกายสามารถขับออกได้ด้วยวิธีใด วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ลดการใช้พลาสติกในทุกมิติของชีวิต ซึ่งนอกจากช่วยสุขภาพแล้วยังเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืน
ขณะเดียวกัน ผลงานวิจัยล่าสุดในต่างประเทศที่เผยแพร่ใน Nature Medicine เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2025 วิเคราะห์ตัวอย่างสมองจากการผ่าชันสูตรในต้นปี 2024 พบว่า ปริมาณไมโครพลาสติกมากกว่าตัวอย่างที่เก็บเมื่อ 8 ปีก่อนอย่างชัดเจน โดยนักวิจัยตรวจสอบสมอง 52 ตัวอย่าง พบไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติก (nanoplastics) รวมสูงกว่าในไตและตับถึง 7–30 เท่า โดยในสมองของคนทั่วไปอายุ 45–50 ปี ความเข้มข้นเฉลี่ยอยู่ที่ 4,800 ไมโครกรัมต่อสมองหนึ่งกรัม หรือคิดเป็น 0.48% ของน้ำหนัก เทียบเท่ากับ “ช้อนซุปพลาสติกหนึ่งคัน” และเพิ่มขึ้นราว 50% จากปี 2016 อย่างไรก็ตาม แมทธิว แคมเพน (Matthew Campen) ศาสตราจารย์ด้านเภสัชศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก เมืองอัลบูเคอร์คี ผู้เขียนผลงานวิจัยหลัก ระบุว่า วิธีวัดปริมาณพลาสติกยังอาจคลาดเคลื่อนได้ และทีมวิจัยกำลังหาค่าประเมินที่แม่นยำที่สุด ซึ่งคาดว่าจะทำได้ภายในปี2026
นักวิจัยพบว่า สมองของผู้ป่วยสมองเสื่อม 12 ราย มีเศษไมโครพลาสติกเพิ่มขึ้น 3–5 เท่า เมื่อเทียบกับสมองที่มีสุขภาพดี อนุภาคเหล่านี้มีขนาดเล็กกว่าที่ตาเปล่าจะมองเห็น และกระจุกตัวบริเวณผนังหลอดเลือดแดง และหลอดเลือดดำ รวมถึงเซลล์ภูมิคุ้มกันของสมอง
แคมเพนชี้ว่า แม้ข้อมูลนี้น่ากังวล แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าไมโครพลาสติกเป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อม เพราะโรคนี้เองก็ทำให้เกิดความบกพร่องของแนวกั้นเลือดและสมอง การอักเสบ และการฝ่อของเนื้อสมอง ซึ่งอาจเอื้อต่อการสะสมของพลาสติก อย่างไรก็ตาม ฟีบี สเตเปิลตัน(Phoebe Stapleton) นักพิษวิทยา ระบุว่า การพบพลาสติกในสมองยังไม่ใช่หลักฐานว่าก่ออันตราย และยังไม่ชัดเจนว่าอนุภาคเหล่านี้สามารถไหลเข้าและออกสมองหรือสะสมในเนื้อเยื่อประสาท การวิจัยเพิ่มเติมจึงจำเป็นเพื่อทำความเข้าใจผลกระทบต่อเซลล์และพิษวิทยา ขณะเดียวกัน นักวิจัยยังพบว่า ตับและไตของมนุษย์อาจกำจัดพลาสติกบางส่วนได้ แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ากระบวนการนี้เกิดขึ้นในสมองหรือไม่
ในช่วงท้ายของบทความ จึงขอยกตัวอย่างของใช้ในครัวเรือนที่อาจทำให้คุณกลืนไมโครพลาสติกเข้าไปโดยไม่รู้ตัว อ้างอิงจากงานวิจัยทบทวนเชิงระบบที่ตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Research ซึ่งชี้ว่า พลาสติกหลายชนิดที่ใช้กันทั่วไปในครัว สามารถปล่อยไมโครพลาสติกจำนวนมากจากการใช้งานประจำวัน บทความนี้ยังรวบรวมคำแนะนำในการหลีกเลี่ยง “วิกฤติพลาสติกที่มองไม่เห็น” เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน
1. เขียงพลาสติกแม้ใช้ง่ายและดูสะอาด แต่การหั่นอาหารทุกวันอาจทำให้เรากลืนไมโครพลาสติก หลายหมื่นถึงหลายล้านชิ้นต่อปี งานวิจัยชี้ว่า เขียงพลาสติกอาจปล่อยเศษพลาสติกได้สูงถึง 79.4 ล้านชิ้นต่อปี โดยยิ่งออกแรงมาก ใช้มีดฟันเลื่อย หรือหั่นของแข็ง/แช่แข็ง ปริมาณที่หลุดยิ่งเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ วัสดุของเขียงก็มีผล เช่น เขียง PE ปล่อยน้อยกว่า PP แม้จะเป็นพลาสติกเหมือนกันก็ตาม
2.เครื่องปั่นและแก้วพลาสติกอาจเป็นแหล่งไมโครพลาสติกที่คาดไม่ถึง งานวิจัยพบว่า การปั่นน้ำแข็งในแก้วพลาสติกเพียง 30 วินาที สามารถปล่อยไมโครพลาสติกได้ หลายพันล้านชิ้น จากแรงเสียดสีของน้ำแข็งกับผนังแก้ว หลักการเดียวกันนี้เกิดกับขวดน้ำพลาสติก เพียงแค่หมุนฝาเปิด–ปิดหนึ่งครั้ง ก็ปล่อยไมโครพลาสติกได้ราว 500 ชิ้น
3.ความร้อนคือ “ตัวเร่ง” ไมโครพลาสติกในครัว งานวิจัยพบว่า กาต้มน้ำพลาสติกใหม่ 1 กา ปล่อยไมโครพลาสติก 6–8 ล้านชิ้น แม้ใช้ซ้ำหลายครั้งก็ยังหลงเหลืออยู่ การเทหรืออุ่นอาหารร้อนในภาชนะพลาสติกยิ่งเพิ่มการหลุดของเศษพลาสติก อย่างการอุ่นอาหารในภาชนะพลาสติกในไมโครเวฟ 3 นาที อาจปล่อยไมโครพลาสติกหลายล้านชิ้น และนาโนพลาสติกนับพันล้านชิ้น ขณะเดียวกัน ตะหลิวพลาสติก โดยเฉพาะสีดำ ยังเสี่ยงปล่อยทั้งไมโครพลาสติกและสารรบกวนฮอร์โมนเมื่อโดนความร้อนสูง
การลดไมโครพลาสติกในชีวิตประจำวันเริ่มได้จากการปรับพฤติกรรมง่าย ๆ เช่น หลีกเลี่ยงการให้ความร้อนกับภาชนะพลาสติก โดยเฉพาะการเข้าไมโครเวฟ ควรใช้ภาชนะแก้วหรือเซรามิกแทน ลดการบริโภคอาหารแปรรูปและอาหารกระป๋อง หันกลับมากินวัตถุดิบสดอย่างผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และธัญพืช ซึ่งช่วยลดแหล่งปนเปื้อนได้มาก หากจำเป็นต้องใช้ภาชนะหรือเครื่องครัวพลาสติก ควรเปลี่ยนใหม่เป็นระยะ เพราะพลาสติกที่เสื่อมสภาพจะปล่อยไมโครพลาสติกมากขึ้น รวมถึงเลือกอุปกรณ์ทำความสะอาดจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ฟองน้ำใยพืชหรือแปรงไม้ แทนวัสดุสังเคราะห์ เพื่อช่วยลดการปล่อยไมโครพลาสติกสู่ร่างกายและสิ่งแวดล้อม
งานวิจัยล่าสุดพบว่า คนหนุ่มสาวมีไมโครพลาสติกในอุจจาระวันละ 8,000 อนุภาค(photo:health.tvbs)