1. แก๊งคอลเซ็นเตอร์รับซื้อบัญชีม้าจากแรงงานต่างชาติถูกกฎหมาย ใช้วิธีชักชวนคนบ้านเดียวกัน อ้างหาเงินก้อนสุดท้ายก่อนกลับบ้าน พบแรงงานอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์รุนแรงที่สุด
สถานีตำรวจไทเปแถลงว่า คดีฉ้อโกงยังไม่มีแนวโน้มลดลง ขบวนการมิจฉาชีพได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายการรับซื้อบัญชีม้า จากเดิมที่มุ่งเน้นแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย มาเป็นแรงงานต่างชาติที่มีสถานะถูกกฎหมายและกำลังจะเดินทางกลับประเทศ โดยใช้กลยุทธ์ "เพื่อนร่วมชาติชวนเพื่อนร่วมชาติ" ชักชวนให้ "หารายได้ก้อนสุดท้ายก่อนเดินทางกลับประเทศ" แลกกับการขายบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็มพร้อมรหัสผ่านให้แก๊งมิจฉาชีพนำไปใช้ฟอกเงิน ก่อนรีบเดินทางออกนอกไต้หวันเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดทางกฎหมาย

เตือนอย่าเชื่อสื่อโซเชียลรับซื้อบัญชีและบัตร ATM ระวังติดคุก ในภาพเป็นเฟซบุ๊กรับซื้อบัตร ATM อย่างโจ๋งครึ่ม (ภาพจากเฟซบุ๊ก)
โฆษกสถานีตำรวจไทเประบุว่า จากสถิติการตรวจยึดบัญชีม้าของชาวต่างชาติในปี 2568 พบว่า บัญชีม้าที่เป็นการยินยอมขายโดยสมัครใจของแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 75 อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เมื่อเจ้าหน้าที่ออกหมายเรียกเฉลี่ย 50 ราย จะมีผู้มาพบพนักงานสอบสวนเพียง 1 รายเท่านั้น ส่วนที่เหลือเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว

จากสถิติการตรวจยึดบัญชีม้าของชาวต่างชาติในปี 2568 พบบัญชีม้าที่เป็นการยินยอมขายโดยสมัครใจของแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 75
ข้อมูลสถิติช่วงเดือนมกราคมถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ระบุว่า ในบรรดาบัญชีม้าของชาวต่างชาติที่ถูกตรวจพบ เป็นแรงงานต่างชาติถูกกฎหมายถึง 66 ราย แรงงานหลบหนีที่กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายมีเพียง 2 ราย และชาวต่างชาติทั่วไป 20 ราย โดยแรงงานถูกกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากที่สุดเป็นสัญชาติอินโดนีเซีย 22 ราย รองลงมาคือเวียดนาม 21 ราย และฟิลิปปินส์ 18 ราย สะท้อนให้เห็นว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ล็อกเป้าหมายไปที่แรงงานต่างชาติถูกกฎหมาย ซึ่งมีจำนวนมากและอยู่ในระบบการบริหารจัดการที่ค่อนข้างโปร่งใส

เจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามการฉ้อโกงเปิดเผยว่า ระหว่างการชักชวนซื้อบัญชีม้า สมาชิกขบวนการมักใช้วิธีล้างสมอง โดยบอกแรงงานว่า "กว่าตำรวจหรืออัยการจะเรียกสอบ คุณก็หมดสัญญาทำงานและออกนอกประเทศไปแล้ว กฎหมายไต้หวันเอาผิดคุณไม่ได้" เพื่อจูงใจให้แรงงานตัดสินใจขายบัญชีก่อนเดินทางกลับประเทศ

เจ้าหน้าที่ประเมินอย่างไม่เป็นทางการว่า ในคดีบัญชีม้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างชาติ เมื่อออกหนังสือแจ้งให้มาพบพนักงานสอบสวน โดยเฉลี่ย 50 คดี จะมีแรงงานมาปรากฏตัวเพียง 1 ราย และเมื่อถึงขั้นตอนนัดพิจารณาคดีหรือมีคำพิพากษา แรงงานรายนั้นมักเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ในทางปฏิบัติ แรงงานเหล่านี้แทบไม่เดินทางกลับมาไต้หวันอีก ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้

ตำรวจเตือนว่า แรงงานต่างชาติจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่า การขายบัญชีเป็นเพียงการหารายได้เสริม แต่ในความเป็นจริงเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงและฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อีกทั้งหากถูกจำกัดการเดินทางออกนอกประเทศก่อนออกเดินทาง จะถูกดำเนินคดี ถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงาน และถูกบังคับให้ออกนอกประเทศหลังพ้นโทษ

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีของแรงงานต่างชาติถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือก่ออาชญากรรม หน่วยงานด้านการเงิน อัยการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดตั้งคณะทำงานข้ามหน่วยงาน เพื่อติดตามและเฝ้าระวังบัญชีของแรงงานที่ขาดการติดต่อหรือกำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ หากพบความเคลื่อนไหวของเงินที่ผิดปกติ จะดำเนินการอายัดบัญชีทันที พร้อมแจ้งให้ตำรวจและอัยการทราบ นอกจากนี้ หากแรงงานเดินทางออกนอกประเทศ บัตรถิ่นที่อยู่หรือ ARC หมดอายุ หรือไม่มีเงินเดือนเข้าบัญชีนานกว่า 2 เดือน ระบบจะระงับธุรกรรมโดยอัตโนมัติทันที

ตำรวจลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้แรงงานต่างชาติในโรงงานต่าง ๆ ในเมืองจางฮั่ว ทราบถึงผลร้ายของการขายบัญชีม้า (ภาพจากสถานีตำรวจจางฮั่ว)
2. ระทึก! แรงงานเวียดนามตุนประทัด–ดอกไม้ไฟกว่า 50 กก. ไลฟ์สดผ่านโซเชียลขายช่วงปีใหม่ ถูกจับโทษปรับสูงสุด 300,000
เจ้าหน้าที่ดับเพลิงนครเถาหยวนร่วมกับตำรวจ เข้าจับกุมแรงงานเวียดนามรายหนึ่ง หลังลักลอบจำหน่ายประทัดและดอกไม้ไฟผ่านการไลฟ์สดบนสื่อสังคมออนไลน์ช่วงเทศกาลปลายปี ตรวจค้นห้องพักถึงกับผงะพบวัตถุระเบิดจำนวนมากเสมือนคลังดินปืนน้ำหนักรวมกว่า 50 กิโลกรัม เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการจัดการประทัดและดอกไม้ไฟ มีโทษปรับสูงสุด 300,000 เหรียญไต้หวัน

แรงงานเวียดนามตุนประทัด–ดอกไม้ไฟกว่า 50 กก. ไลฟ์สดผ่านโซเชียลขายช่วงปีใหม่ ถูกจับโทษปรับสูงสุด 300,000 เหรียญ (ภาพจากกองดับเพลิงนครเถาหยวน)
กองดับเพลิงนครเถาหยวนแถลงว่า นายตรัน อายุ 26 ปี แรงงานชายชาวเวียดนามที่หลบหนีนายจ้างมีสถานะเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งเช่าห้องพักอาคารชุดในเขตกุยซาน นครเถาหยวน ได้อาศัยช่วงเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ และตรุษจีน ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กและติ๊กต็อกเพื่อโฆษณาขายประทัดและดอกไม้ไฟหลากหลายชนิด พลเมืองดีพบเห็นพฤติกรรมดังกล่าวจึงบันทึกภาพหน้าจอและแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ทราบ ตำรวจเขตกุยซานร่วมกับกองดับเพลิงนครเถาหยวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานและวางแผนล่อซื้อผ่านทางออนไลน์ นัดหมายส่งมอบสินค้า กระทั่งคืนวันที่ 3 เวลา 22.00 น. ผู้ต้องหาปรากฏตัวเพื่อนัดส่งมอบสินค้า เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ พบว่าผู้ต้องหามีสถานะเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ก่อนนำตัวไปตรวจค้นที่พักเพื่อสืบหาที่มาของสินค้า

แรงงานเวียดนามตุนประทัด–ดอกไม้ไฟกว่า 50 กก. ไลฟ์สดผ่านโซเชียลขายช่วงปีใหม่ ถูกจับโทษปรับสูงสุด 300,000 เหรียญ (ภาพจากกองดับเพลิงนครเถาหยวน)
จากการตรวจค้นห้องพักที่เช่าซึ่งเป็นห้องชุด เจ้าหน้าที่พบประทัดและดอกไม้ไฟบรรจุอยู่ในกล่องจำนวนมาก วางกองเต็มห้องโดยไม่มีอุปกรณ์ความปลอดภัยใด ๆ สภาพพื้นที่คับแคบจนเปรียบเสมือนคลังดินปืนขนาดย่อม โดยอาคารดังกล่าวเป็นที่พักอาศัยรวม หากเกิดการจุดติดโดยไม่ตั้งใจอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง เสมือนระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ในชุมชน

แรงงานเวียดนามตุนประทัด–ดอกไม้ไฟกว่า 50 กก. ไลฟ์สดผ่านโซเชียลขายช่วงปีใหม่ ถูกจับโทษปรับสูงสุด 300,000 เหรียญ (ภาพจากกองดับเพลิงนครเถาหยวน)
การตรวจยึดพบประทัดและดอกไม้ไฟหลายประเภท ในจำนวนนี้เป็นชนิดที่ได้รับการรับรอง มีปริมาณดินปืนรวมสูงถึง 33 กิโลกรัม ขณะที่ชนิดไม่ได้รับการรับรองมีน้ำหนักรวม 17.5 กิโลกรัม ประกอบด้วยดอกไม้ไฟเวที ประทัด และกระบอกดอกไม้ไฟระดับมืออาชีพ เข้าข่ายกระทำผิดฐานเก็บรักษาและจำหน่ายประทัดและดอกไม้ไฟโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดการประทัดและดอกไม้ไฟ มีโทษปรับตั้งแต่ 60,000 ถึง 300,000 เหรียญไต้หวัน

แรงงานเวียดนามตุนประทัด–ดอกไม้ไฟกว่า 50 กก. ไลฟ์สดผ่านโซเชียลขายช่วงปีใหม่ ถูกจับโทษปรับสูงสุด 300,000 เหรียญ (ภาพจากกองดับเพลิงนครเถาหยวน)
ผู้ต้องหาให้การว่า รับสินค้ามาจากพื้นที่ตำบลหูโข่ว เมืองซินจู๋ และไม่ทราบว่าห้ามสะสมและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม และส่งตัวให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปในฐานะแรงงานผิดกฎหมาย

โฆษกกองดับเพลิงนครเถาหยวน ระบุว่า ประทัดและดอกไม้ไฟเป็นวัตถุควบคุม ผู้ประกอบการจะต้องได้รับการรับรองและใบอนุญาตตามกฎหมาย ห้ามสะสมหรือจำหน่ายโดยพลการ พร้อมเตือนประชาชนให้เลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองอย่างถูกต้อง และปฏิบัติตามข้อกำหนดสถานที่และช่วงเวลาที่อนุญาตให้จุด เพื่อร่วมกันรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของสังคม ไม่ควรเห็นแก่ความสะดวกหรือราคาถูกจนเสี่ยงอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น
3. แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย ขี่รถติดแผ่นป้ายทะเบียนผู้เสียชีวิต อำพรางกดเงินเอทีเอ็ม 1.46 ล้านของเหยื่อ 19 ราย ศาลสั่งจำคุก 19 ปี
ศาลท้องถิ่นจางฮั่วพิพากษาลงโทษหนักจำคุก 19 ปี แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายรายหนึ่ง หลังเข้าร่วมแก๊งมิจฉาชีพทำหน้าที่ตระเวนกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม โดยใช้รถจักรยานยนต์สวมแผ่นป้ายทะเบียนซึ่งถูกเพิกถอนเนื่องจากเจ้าของเดิมเสียชีวิต หวังตบตาเจ้าหน้าที่ พบก่อเหตุต่อเนื่อง เพียง 15 วันกดเงินไปกว่า 1.46 ล้านเหรียญไต้หวัน ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อถึง 19 ราย แม้ผู้ต้องหาจะรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา แต่ศาลเห็นว่าการกระทำดังกล่าวสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของสังคมและระเบียบทางการเงิน จึงพิพากษาลงโทษฐานฉ้อโกงแยก 19 กระทง กระทงละ 1 ปี รวมโทษจำคุกทั้งสิ้น 19 ปี

คำพิพากษาของศาลระบุว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 24 มกราคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจลู่กั่ง เมืองจางฮั่ว ตรวจพบรถจักรยานยนต์คันหนึ่งที่ตำบลซิ่วสุ่ย มีแผ่นป้ายทะเบียนผิดปกติ เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นแผ่นป้ายทะเบียนที่ถูกเพิกถอนหลังจากเจ้าของรถเสียชีวิตแล้ว เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบ พบว่าผู้ขับขี่คือนายหวอ แรงงานเวียดนามซึ่งหลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย จากการตรวจค้นพบโทรศัพท์มือถือไอโฟน บัตรเอทีเอ็มของผู้อื่น และเงินสดกว่า 60,000 เหรียญไต้หวัน ผู้ต้องหาได้ยอมรับในที่เกิดเหตุว่า ทำหน้าที่เป็นผู้กดเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จากการสอบสวนของพนักงานอัยการพบว่า ผู้ต้องหาเข้าร่วมขบวนการฉ้อโกงตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคม 2568 ทำหน้าที่กดเงินสดของเหยื่อจากตู้เอทีเอ็มให้แก่ขบวนการมิจฉาชีพแก๊งนี้ ซึ่งใช้กลอุบายหลอกลวงเหยื่อในลักษณะการลงทุนปลอมและการซื้อขายปลอม เมื่อเหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีม้าแล้ว ผู้ต้องหาจะขี่รถจักรยานยนต์ที่ติดแผ่นป้ายทะเบียนผู้เสียชีวิตไปกดเงินตามตู้เอทีเอ็ม และรับส่วนแบ่งร้อยละ 1 ของเงินที่กดเป็นค่าตอบแทน ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งเดือน ผู้ต้องหาตระเวนกดเงินตามร้านสะดวกซื้อ สหกรณ์การเกษตร และธนาคารต่าง ๆ ทั่วเมืองจางฮั่ว รวมเป็นเงินกว่า 1.46 ล้านเหรียญไต้หวัน มีผู้เสียหายรวม 19 ราย โดยมูลค่าความเสียหายต่อรายอยู่ระหว่าง 10,000 ถึง 100,000 เหรียญไต้หวัน

ระหว่างการพิจารณาคดี ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา และอ้างว่าได้แสดงตนยอมรับผิดทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบจากปัญหาแผ่นป้ายทะเบียน จึงเข้าข่ายการเข้ามอบตัวโดยสมัครใจ ศาลท้องถิ่นจางฮั่วได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเข้าหลักเกณฑ์การลดโทษจากการมอบตัว แต่ขณะเดียวกันก็ชี้ว่า ผู้ต้องหาเดินทางเข้ามาทำงานในไต้หวันแล้วหลบหนี ไม่ประกอบอาชีพสุจริต กลับยอมตกเป็นเครื่องมือของแก๊งมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและความไว้วางใจระหว่างบุคคล ซึ่งมีลักษณะความผิดร้ายแรง

ผู้พิพากษาเห็นว่า ผู้ต้องหามีความผิดทั้งตามประมวลกฎหมายอาญาในฐานความผิดฉ้อโกงฉกรรจ์ และตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงินทั่วไป โดยพิจารณาแยกตามผู้เสียหายแต่ละราย รวมเป็น 19 กระทง เมื่อพิจารณาถึงบทบาทของผู้ต้องหาซึ่งเป็นเพียงผู้ปฏิบัติการระดับล่าง ท่าทีหลังการกระทำผิดและการเข้ามอบตัว ศาลจึงพิพากษาจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมโทษจำคุก 19 ปี พร้อมสั่งริบทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดและของกลางทั้งหมด รวมถึงเงินสดกว่า 60,000 เหรียญไต้หวัน และบัตรเอทีเอ็มที่ตรวจยึดได้ทั้งหมด

ตำรวจเถาหยวนจับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเข้าร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังตระเวนกดถอนเงินจากตู้ ATM