เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงศึกษาธิการไต้หวันได้เผยแพร่รายงานผลการวิเคราะห์สถานการณ์การเข้าเรียนในสถานศึกษาทุกระดับของบุตรหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ โดยในปีการศึกษา 2024 มีนักเรียนลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ 265,000 คน คิดเป็นร้อยละ 6.7 ของนักเรียนทั้งหมด จากการสังเกตในช่วงปีการศึกษา 2019 ถึง 2024 พบว่าเมื่อเทียบกับนักเรียนทั้งหมด สัดส่วนนักเรียนลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา จำนวนนักเรียนลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ลดลง 47,000 คน คิดเป็นร้อยละ 15.1 และสัดส่วนต่อจำนวนนักเรียนทั้งหมดลดลงจากร้อยละ 7.4 เหลือร้อยละ 6.7
จำนวนนักเรียนลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในสถานศึกษาทั้งหมดมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับจำนวนเด็กที่เกิดจากครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในปีการศึกษาเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า จากสถิติในปีการศึกษา 2024 สัดส่วนนักเรียนลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียนทั้งหมด แต่ในระดับอุดมศึกษา จำนวนนักศึกษาลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 52,000 คนในปีการศึกษา 2019 เป็น 91,000 คนในปีการศึกษา 2023 ก่อนจะลดลงเล็กน้อยเหลือ 90,000 คนในปีการศึกษา 2024
สำหรับสาเหตุที่สัดส่วนนักเรียนลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่มีแนวโน้มลดลง กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา กระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้การแต่งงานข้ามชาติมีความแพร่หลายมากขึ้น ส่งผลให้ผู้อพยพและบุตรหลานมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เนื่องจากรัฐบาลนำระบบการสัมภาษณ์และนโยบายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพมาใช้ จำนวนการแต่งงานข้ามชาติจึงเริ่มลดลง อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากแนวโน้มประชากรเด็กเกิดต่ำ ทำให้จำนวนนักเรียนลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ลดลงตามไปด้วย
ในส่วนของถิ่นกำเนิดหรือประเทศต้นทางของบิดาหรือมารดาของนักเรียนลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ สถิติจากกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า ในปีการศึกษา 2024 ในจำนวนนักเรียน 265,000 คนที่เป็นลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ บิดาหรือมารดามาจากจีนแผ่นดินใหญ่มีจำนวนมากที่สุด 116,000 คน คิดเป็นร้อยละ 43.7 รองลงมาคือเวียดนาม 93,000 คน คิดเป็นร้อยละ 35.2 และอินโดนีเซีย 21,000 คน คิดเป็นร้อยละ 7.8
จากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ นครนิวไทเปมีนักเรียนที่เป็นลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่มากที่สุด อยู่ที่ 40,000 คน คิดเป็นร้อยละ 15.1 รองลงมาคือนครไทจง 36,000 คน คิดเป็นร้อยละ 13.5%) และกรุงไทเป 33,000 คน คิดเป็นร้อยละ 12.5 จำนวนนักเรียนลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ใน 6 นครมีทั้งหมด 189,000 คน คิดเป็นร้อยละ 71.2 ของนักเรียนลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ทั้งหมด
กระทรวงศึกษาธิการยังพบว่า สัดส่วนนักเรียนลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียนทั้งหมดในแต่ละเมืองและนครนั้น เมืองเหลียนเจียงมีสัดส่วนสูงที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 16 รองลงมาคือเกาะจินเหมิน ร้อยละ 14.3 ส่วนเมืองหยุนหลิน เหมียวลี่ เจียอี้ เผิงหูล้วนมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 8 เช่นกัน

ภาษาผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ถูกบรรจุเข้าสู่หลักสูตรการศึกษาภาคบังคับปีการศึกษา 2019 (ภาพจาก udn)
กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า เนื่องจากนักเรียนลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่กระจายอยู่ในหลายเมืองทั่วไต้หวัน ทางกระทรวงจึงได้บรรจุการเรียนการสอนภาษาผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เข้าสู่หลักสูตรการศึกษาภาคบังคับปีการศึกษา 2019 และเริ่มผลักดันตั้งแต่ปีการศึกษา 2020 เป็นต้นมา โดยจนถึงปีการศึกษา 2024 มีการเปิดสอนหลักสูตรภาษาผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในโรงเรียนประถมระดับศึกษาและมัธยมต้นไปแล้ว 9,353 ชั้นเรียน มีนักเรียนเลือกเรียน 19,470 คน ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการได้มีการได้ผลักดันการเรียนการสอนทางไกลควบคู่กันไป เพื่อเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล โดยรายวิชาภาษาผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เพิ่มขึ้นจาก 142 ชั้นเรียน มีผู้เลือกเรียน 392 คน ในปีการศึกษา 2020 เป็น 237 ชั้นเรียน มีผู้เลือกเรียน 904 คน ในปีการศึกษา 2024
กระทรวงศึกษาธิการยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อรองรับสัดส่วนนักศึกษาลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในระดับอุดมศึกษาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีการศึกษา 2017 เป็นต้นมา ทางกระทรวงฯได้สนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาเปิดสอนภาษาของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จาก 111 ชั้นเรียน มีนักศึกษา 5,022 คน เพิ่มเป็น 130 ชั้นเรียน มีนักศึกษา 5,123 คน ในปีการศึกษา 2024 ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนมีช่องทางการเรียนภาษาที่เพิ่มมากขึ้น

ไช่โส่วหาว แบ่งปันประสบการณ์ที่ประทับใจจากการเข้าร่วม “พิธีแต่งงานข้ามชาติไทย–เวียดนาม” ร่วมกับครอบครัว (ภาพจาก กองการศึกษานครนิวไทเป)
นักเรียน 30 คนจากนครนิวไทเป ผ่านเข้ารอบการแข่งขันภาษาผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ระดับประเทศ
เมื่อวันที่ 16 มกราคม กองการศึกษา นครนิวไทเป ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก การประกวดเล่านิทานภาษาผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ในหัวข้อ “วัฒนธรรมใหม่ ร่วมท่องไปด้วยกัน” ประจำปีการศึกษา 2025 การแข่งขันในปีนี้ได้รับการตอบรับอย่างคึกคัก จำนวนผลงานที่ส่งเข้าประกวดเพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 105 ชิ้นในปีที่แล้วเป็น 181 ชิ้น เพิ่มขึ้น 1.72 เท่า ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่จัดการแข่งขัน สะท้อนให้เห็นว่าการเรียนภาษาผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ได้ค่อย ๆ หยั่งรากลึกในโรงเรียน และพัฒนาไปสู่พลังการเรียนรู้ที่นักเรียนแสดงออกมาอย่างกระตือรือร้น ผลงานที่ส่งเข้าประกวดครอบคลุมทั้งด้านเทศกาล อาหาร งานแต่งงาน และขนบธรรมเนียมทางสังคม โดยนักเรียนใช้เรื่องเล่าเป็นสะพานเชื่อม เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์การเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมที่หลากหลายและลึกซึ้ง ผลปรากฎว่ามีนักเรียน 30 คน จาก 22 โรงเรียนได้รับการคัดเลือก โดยจะเป็นตัวแทนนครนิวไทเปเข้าร่วมการแข่งขันในระดับประเทศ
กองการศึกษานครนิวไทเประบุว่า การแข่งขันเล่านิทานไม่เพียงเป็นการแสดงทักษะทางภาษาเท่านั้น แต่ยังเป็นกระบวนการเรียนรู้ความเข้าใจทางวัฒนธรรมและการคิดเชิงวิพากษ์ โดยใช้เรื่องเล่าเล่าเรื่องวัฒนธรรม ใช้ภาษาพูดทำความรู้จักโลก นำพานักเรียนเรียนรู้การพูดที่ดี และก้าวไปสู่การเข้าใจความแตกต่างและเคารพความหลากหลาย เพื่อให้การเรียนภาษากลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน และหล่อหลอมวัฒนธรรมในโรงเรียนให้มีความเคารพซึ่งกันและกัน ยอมรับความแตกต่างและมีมุมมองที่เป็นสากล
ไช่โส่วหาว (蔡守濠) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากโรงเรียนมัธยมปาลี่ เรียนภาษาเวียดนามมานานถึง 6 ปี สามารถสนทนากับชาวเวียดนามได้อย่างคล่องแคล่ว ในการแข่งขันครั้งนี้ เขาได้แบ่งปันประสบการณ์ที่ประทับใจจากการเข้าร่วม “พิธีแต่งงานข้ามชาติไทย–เวียดนาม” ร่วมกับครอบครัว ตั้งแต่เจ้าสาวสวมชุดอ่าวได ชุดประจำชาติเวียดนาม พิธีไหว้บรรพบุรุษอันศักดิ์สิทธิ์ ไปจนถึงของหมั้นที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักนิรันดร์ของคู่สมรสอย่าง “หมากและใบพลู” ซึ่งถูกนำมาเปรียบเทียบกับแหวนและสร้อยคอทองคำที่พบเห็นได้ทั่วไปในไต้หวัน เรื่องราวดังกล่าวทำให้ผู้ฟังได้เห็นคุณค่าทางและความงดงามในพิธีมงคลสมรสผ่านความแตกต่างทางวัฒนธรรม โดยเขากล่าวว่า งานแต่งงานครั้งนี้ทำให้เขาได้ตระหนักอย่างแท้จริงว่า “แม้วัฒนธรรมจะแตกต่างกัน แต่ความรักไม่มีพรมแดน”

นักเรียน 30 คนจากนครนิวไทเป ผ่านเข้ารอบการแข่งขันภาษาผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ระดับประเทศ (ภาพจาก กองการศึกษานครนิวไทเป)
หลิวเฉิงเอิน (劉承恩) นักเรียนจากโรงเรียนประถมซิ่วหลัง ได้แบ่งปันภูมิหลังทางวัฒนธรรมของชาวซิกข์ (Sikh) ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเชื่อว่าเส้นผมเป็นของขวัญอันศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้า จึงไม่ตัดผมตลอดชีวิตและสวมผ้าโพกศีรษะ นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงการออกแบบกฎหมายในท้องถิ่นที่คำนึงถึงเสรีภาพทางศาสนา โดยอนุญาตให้ชาวซิกข์ได้รับการยกเว้นไม่ต้องสวมหมวกนิรภัยขณะขี่รถจักรยานยนต์ สิ่งนี้ช่วยให้เขาเข้าใจถึงความเชื่อมโยงเชิงลึกระหว่างศรัทธา ค่านิยม และบรรทัดฐานทางสังคม
ทางด้านเซวียจู๋หยุน (薛筑勻) นักเรียนอีกคนจากโรงเรียนเดียวกัน ได้เล่าตำนานคลาสสิกของมาเลเซียเรื่อง “บททดสอบเจ็ดประการที่เป็นไปไม่ได้” ซึ่งกล่าวถึงกษัตริย์ที่ยึดมั่นในหลักศีลธรรมและละทิ้งความลุ่มหลงของตนเองเมื่อเผชิญหน้ากับอำนาจและความปรารถนา เรื่องราวนี้ทำให้เธอตระหนักอย่างลึกซึ้งว่า “การกล้าที่จะปฏิเสธ"” และ “ความอ่อนน้อมถ่อมตนและการรู้จักยับยั้งชั่งใจ” คือคุณสมบัติความเป็นผู้นำที่น่าเชื่อถือที่สุด
กองการศึกษาเน้นย้ำว่า ในอนาคตจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาภาษาของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนให้ลูกหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และนักเรียนทั่วไปเข้าร่วมการแข่งขันภาษาของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เพื่อสั่งสมประสบการณ์ และประยุกต์ใช้ภาษาที่เรียนมาในชีวิตประจำวันผ่านการอ่านและแบ่งปันนิทานเรื่องเล่าของประเทศต่างๆ ให้นักเรียนได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรม พร้อมกับค่อย ๆ ปลูกฝังคุณธรรมและมุมมองในการมองโลก เพื่อให้กลายเป็นคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมโยงไต้หวันกับโลกภายนอก