บริษัทประกันวินาศภัยกั๋วไท่เปิดตัว “ประกันภัยรวมสำหรับอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนที่ไฟฟ้าส่วนบุคคล” เป็นรายแรกของอุตสาหกรรมประกันภัยในไต้หวัน
จากสถิติล่าสุดของกระทรวงมหาดไทยระบุว่า ณ เดือนพฤศจิกายน ปี 2025 ไต้หวันมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 4.65 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนถึง 19.99% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งใกล้แตะเกณฑ์ของการเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ที่กำหนดไว้ที่ 20%ในเร็วๆนี้ และยังมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2070 สัดส่วนประชากรสูงอายุอาจเพิ่มขึ้นจนเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประชากรที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้คำถามสำคัญอย่าง “จะดูแลและคุ้มครองคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างไร” กลายเป็นโจทย์เร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องให้ความสำคัญ
บริษัทประกันวินาศภัยกั๋วไท่ หรือ Cathay Insurance มองเห็นความต้องการด้านอุปกรณ์ช่วยการเคลื่อนที่ของกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ จึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ด้วยการเปิดตัว “ประกันภัยรวมสำหรับอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนที่ไฟฟ้าส่วนบุคคล” ซึ่งถือเป็นกรมธรรม์ฉบับแรกของไต้หวันที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับรถเข็นไฟฟ้าและรถช่วยเดินไฟฟ้าทางการแพทย์
การนำระบบประกันภัยเข้ามาช่วยคุ้มครองนี้ มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุและผู้พิการ และทำหน้าที่เป็น “เกราะป้องกันความปลอดภัย” ให้กับสังคมสูงวัยในระยะยาว
ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาระบุว่า ในปี 2025 ตลาดอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนที่ไฟฟ้าทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 6,940 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะขยายตัวเกิน 15,690 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2035 ตัวเลขนี้สะท้อนถึงแนวโน้มการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว การเพิ่มขึ้นของประชากรผู้พิการ รวมถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนที่ไฟฟ้า
สำหรับผู้ใช้งานรถเข็นไฟฟ้าและรถช่วยเดินไฟฟ้าทางการแพทย์ ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับการเดินทางเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยรักษาความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างอิสระ และเปิดโอกาสให้ยังคงมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนที่ไฟฟ้านี้มีราคาค่อนข้างสูง และผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุหรือผู้พิการ หากเกิดอุบัติเหตุจนทำให้อุปกรณ์เสียหาย หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลที่สาม ก็อาจนำไปสู่ภาระทางการเงินและความเครียดทางจิตใจอย่างหนัก
ประกันภัยรวมสำหรับอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนที่ไฟฟ้าส่วนบุคคลของกั๋วไท่ เปิดให้ผู้เอาประกันทุกช่วงอายุสามารถสมัครได้ โดยมีเงื่อนไขว่า อุปกรณ์ต้องเป็นรถเข็นไฟฟ้าแบบใช้กำลัง หรือรถช่วยเดินไฟฟ้าทางการแพทย์ ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานอาหารและยา และมีใบอนุญาตอุปกรณ์การแพทย์ที่ถูกต้อง
อุปกรณ์ต้องเป็นของใหม่และซื้อมาไม่เกินหนึ่งเดือน โดยอุปกรณ์หนึ่งชิ้นสามารถทำประกันได้เพียงหนึ่งกรมธรรม์เท่านั้น ผู้เอาประกันสามารถเลือกแผนความคุ้มครองค่าซ่อมแซมได้ 3 ระดับ คือ วงเงิน 10,000 20,000 และ 30,000 เหรียญไต้หวัน แต่ทั้งนี้ วงเงินเอาประกันต้องไม่สูงกว่าราคาซื้อจริงของอุปกรณ์ เช่น หากอุปกรณ์มีราคาซื้อ 20,000 เหรียญไต้หวัน จะไม่สามารถเลือกแผนวงเงิน 30,000 เหรียญไต้หวันได้
ขอบเขตความคุ้มครองแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก
ส่วนแรกคือ ประกันความเสียหายของอุปกรณ์ ครอบคลุมค่าซ่อมแซมจากอุบัติเหตุ และในกรณีที่อุปกรณ์เสียหายทั้งหมดไม่สามารถซ่อมแซมได้ จะจ่ายค่าสินไหมตามจำนวนเงินเอาประกัน โดยมีเพดานสูงสุดไม่เกินวงเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
ส่วนที่สองคือ ประกันความรับผิด หากในระหว่างการใช้งาน อุปกรณ์ก่อให้เกิดความเสียหายต่อร่างกายหรือทรัพย์สินของบุคคลที่สาม ความรับผิดดังกล่าวจะอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของประกัน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่ผู้ใช้งานอาจต้องเผชิญ
นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยแล้ว บริษัทประกันวินาศภัยกั๋วไท่ยังมุ่งมั่นสร้างคุณภาพชีวิตที่ปลอดภัยและมีความสุขให้กับผู้สูงอายุ ผ่านการออกแบบประกันเฉพาะกลุ่ม ที่ครอบคลุมทั้งการคุ้มครองชีวิต การสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์ และการคุ้มครองอุปกรณ์ช่วยเหลือ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายทั้งด้านการแพทย์และอุบัติเหตุ
ขณะเดียวกันบริษัทยังให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสียหายและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเปิดตัวโครงการ “ค่ายฝึกขับขี่ปลอดอุบัติเหตุ” เพื่อช่วยผู้ขับขี่สูงอายุเพิ่มความตระหนักด้านความปลอดภัยและพัฒนาทักษะการขับขี่
พร้อมกันนี้ยังได้เริ่มโครงการ “แผนหัวใจเล็ก ๆ” ลงพื้นที่ไปยังสถานดูแลระยะยาวและชุมชนต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการป้องกันความเสี่ยงและการรับมือภัยพิบัติให้กับผู้สูงอายุและผู้ที่อยู่ในระบบการดูแลระยะยาว
ทั้งหมดนี้เป็นการนำแนวคิดหลัก “การคุ้มครองด้วยประกัน ควบคู่กับการป้องกันความเสียหาย”
มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และสะท้อนจิตวิญญาณของ “BETTER TOGETHER ร่วมสร้างสิ่งที่ดีกว่าไปด้วยกัน” อย่างแท้จริง (ภาพบนจาก: 蕃薯藤)

(ภาพจาก: 國泰金控)
ปริมาณยอดซื้อคฤหาสน์หรูระดับ 800,000 ต่อตารางเมตร หดตัวลงกว่า 90%
ที่ผ่านมา เมืองซินจู๋เคยถูกมองว่าเป็น “พื้นที่ทองคำ” ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไต้หวัน โดยเฉพาะตลาดบ้านหรูระดับบน แต่ในปีนี้ ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อปริมาณการซื้อขายคฤหาสน์หรูหดตัวลงอย่างรุนแรง
จากข้อมูลราคาซื้อขายจริงที่รวบรวมโดย ศูนย์วิจัยแนวโน้มของกลุ่ม Taiwan Realty 台灣房屋集團趨勢中心 ระบุว่า นับถึงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา การซื้อขายบ้านในเขตซินจู๋และซินจู๋เคาน์ตี ที่มีราคาขายรวมมากกว่า 40 ล้านเหรียญไต้หวัน และมีราคาต่อตารางเมตรเกิน 800,000 เหรียญไต้หวัน มีเพียง 5 รายการเท่านั้น
ในจำนวนนี้ เป็นบ้านสร้างเสร็จแล้ว 2 รายการ และบ้านพรีเซลอีก 3 รายการ หากเทียบกับตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ซึ่งมีธุรกรรมบ้านหรูระดับเดียวกันสูงถึง 70 รายการ จะเห็นได้ชัดว่าปีนี้ปริมาณการซื้อขาย ลดลงอย่างรุนแรงในลักษณะ “หิมะถล่ม”
เมื่อพิจารณาเชิงทำเล พบว่า โครงการบ้านหรูที่มีราคาต่อตารางเมตรระดับ “เลข 8 นำหน้า” ทั้งหมด 4 โครงการ ล้วนตั้งอยู่ในเขตพัฒนาใกล้สถานีรถไฟความเร็วสูงจู๋เป่ย (竹北高鐵特區)
โครงการที่มีราคาสูงที่สุดในปีนี้ คือคฤหาสน์หรูสร้างเสร็จใหม่อายุเพียง 1 ปี ชื่อว่า “เหอซื่อ รูฝู่”(合石如馥) ซึ่งทำราคาต่อตารางเมตรที่ 885,000 เหรียญไต้หวัน ขึ้นแท่นเป็นบ้านหรูราคาสูงสุดของปี แม้จะยังไม่สูงกว่าสถิติปีที่แล้วที่ 890,000 เหรียญ แต่ถือว่าใกล้เคียงมาก
ขณะเดียวกัน โครงการ “คุนซาน ยางยาง” (坤山央央) ซึ่งเป็นบ้านอายุ 1 ปีเช่นกัน ทำราคาสูงสุดใหม่ของโครงการที่ 864,000 เหรียญไต้หวันต่อตารางเมตร
ในฝั่งด้านโครงการพรีเซล โครงการ “หยวนผู่ เสวียห่าว” (緣璞學好) บนถนนกวงหมิง 6 ตะวันออกเซคชั่น 2 ทำราคาสูงสุดในกลุ่มพรีเซลของปีนี้ที่ 870,000 เหรียญไต้หวันต่อตารางเมตร
ส่วนโครงการ “ฝูหยวน เฟิงซิ่ว” (富源豐岫) ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเจียเฟิง 6เซคชั่น 1 และถนนฝู่ซิง 2 มีการซื้อขายในช่วงต้นปี 2 รายการ โดยห้องชั้นกลางถึงชั้นสูงทำราคาที่ 863,000 เหรียญไต้หวันต่อตารางเมตร ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของโครงการเช่นกัน
คุณจาง ซวี่หลาน(張旭嵐)ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิจัยแนวโน้ม กลุ่ม Taiwan Realty วิเคราะห์ว่า กำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าระดับสูงในจู๋เป่ยยังคงแข็งแกร่ง และซินจู๋ก็ยังติดอันดับพื้นที่ที่มั่งคั่งที่สุดของไต้หวันมาโดยตลอด
กลุ่มเทคโนโลยีระดับสูงจำนวนมาก “หาเงินเก่ง แต่ไม่มีเวลาบริหารการเงิน” จึงมองการซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในเครื่องมือจัดสรรสินทรัพย์และรักษามูลค่า ส่งผลให้ราคาบ้านหรูในจู๋เป่ยยังสามารถยืนอยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม มาตรการจำกัดสินเชื่อของภาครัฐ ส่งผลให้ตลาดบ้านหรูทั่วประเทศชะลอตัว กลุ่มผู้มีสินทรัพย์สูงเริ่มวางแผนลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น ขณะเดียวกัน เจ้าของบ้านก็ไม่เร่งขาย ทำให้แม้ปริมาณธุรกรรมจะลดลง แต่ราคายังไม่ปรับลงแรง
หยาง ซู่เป่า (楊樹寶) ผู้จัดการร้านTaiwan Realtyสาขาหน้าสถานีรถไฟความเร็วสูงซินจู๋ กล่าวว่า ในช่วงก่อนหน้า ตลาดบ้านหรูซินจู๋มีผู้ซื้อหลักเป็นเจ้าของกิจการในเขตอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะบ้านริมน้ำที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อแสดงฐานะและศักยภาพทางการเงิน
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลุ่มผู้ซื้อหลักเปลี่ยนมาเป็นผู้บริหารระดับสูงมากขึ้น ทำให้ผู้พัฒนาโครงการต้องปรับกลยุทธ์ จากการสร้างบ้านขนาดใหญ่มาก มาเป็นบ้านขนาดกลาง พื้นที่ประมาณ 60–80 ตารางวา และราคาขายรวมราว 40 ล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งขายได้ง่ายกว่า
แม้ราคาขายรวมจะลดลง แต่ราคาต่อตารางเมตรยังคงรักษาระดับ “เลข 8 นำหน้า” ได้ในหลายโครงการ
ทางด้านคุณ จาง หลิงอวี่ (張菱育) รองผู้จัดการศูนย์วิจัย เฟิร์สต์ เรียล เอสเตท แอพพราเซิลFirst Real Estate Appraisal (第一建經研究中心) ชี้ว่า การหดตัวของตลาดบ้านหรูในปีนี้ นอกจากตลาดอยู่ในช่วงปรับฐานแล้ว ปัจจัยด้านนโยบายสินเชื่อก็มีผลอย่างมาก

(ภาพจาก: 經濟日報)