“สะพานซีหลัว” สะพานเหล็กสีแดงที่ทอดข้ามแม่น้ำจั๋วสุ่ย เป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญของเมืองจางฮั่วและหยุนหลิน และเคยได้รับสมญา “สะพานอันดับหนึ่งของตะวันออกไกล” ไม่เพียงเชื่อมสองฝั่งแม่น้ำ หากยังเชื่อมต่อยุคสมัย ตั้งแต่ยุคญี่ปุ่นปกครอง สู่ยุคเงินช่วยเหลือจากสหรัฐฯ จนกลายเป็นพยานประวัติศาสตร์ด้านคมนาคม เศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ของไต้หวัน
แนวคิดการก่อสร้างสะพานเริ่มขึ้นในปี 1936 สมัยญี่ปุ่นปกครอง โดยสามารถสร้างเสาเข็มได้ 32 ต้นในปี 1941 ก่อนต้องหยุดชะงักจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากเหล็กถูกนำไปใช้ในสงคราม กระทั่งปี 1951 การก่อสร้างจึงเริ่มต้นใหม่อีกครั้งด้วยเงินช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและงบสมทบของรัฐบาล สะพานแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 1952 และเปิดใช้งานในปี 1953
สะพานซีหลัวมีความยาวรวม 1,939 เมตร ใช้โครงสร้างเหล็กทรัสแบบวอร์เรน (Warren truss) มีโครงเหล็กโค้งคล้ายอุโมงค์ 31 ช่วง และเสาตอม่อคอนกรีต ในเวลานั้นนับเป็นสะพานขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากสะพานโกลเดนเกต และใหญ่ที่สุดในตะวันออกไกล การเปิดใช้สะพานยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดเส้นทางคมนาคมสายหลักตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่ยุคอาณานิคม มีความหมายทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร
สีของสะพานก็สะท้อนบทบาทในแต่ละยุคสมัย จากสีเทาฝุ่นที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม เปลี่ยนเป็นสีเขียวแตงโมในช่วงภารกิจด้านความมั่นคง และสุดท้ายกลายเป็นสีแดงสดใสเมื่อพ้นบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ สะพานซีหลัวจึงไม่เพียงเป็นโครงสร้างคมนาคม แต่ยังปรากฏอยู่บนดวงตราไปรษณียากร อากรสแตมป์ ลอตเตอรี่ และธนบัตรไต้หวัน ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรือง
ในปี 2001 เทศบาลเมืองจางฮั่วและหยุนหลินได้ขึ้นทะเบียนสะพานซีหลัวเป็น “สิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์” ปัจจุบันสะพานมีอายุ 72 ปี ต่อมา กลุ่มนักประวัติศาสตร์และนักวัฒนธรรมได้ยื่นคำร้องขอยกระดับสถานะเป็น “โบราณสถานประจำเมือง” แต่คณะกรรมการพิจารณาทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของทั้งสองเมืองมีมติให้คงสถานะเดิม ส่งผลให้เกิดการถกเถียงในสังคม
เฉินปี้จวิน(陳璧君) ผู้อำนวยการกองวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเมืองหยุนหลิน ระบุว่า คณะทำงานเห็นตรงกันว่า หากพิจารณาตามเกณฑ์ปัจจุบัน วิธีการก่อสร้างของสะพานยังไม่โดดเด่นเพียงพอสำหรับการยกระดับเป็นโบราณสถาน จำเป็นต้องมีหลักฐานใหม่มาสนับสนุนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่าสะพานซีหลัวคือแลนด์มาร์กร่วมของสองเมือง เป็นทั้งพยานของยุคญี่ปุ่นปกครองและยุคเงินช่วยเหลือจากสหรัฐฯ เชื่อมโยงเศรษฐกิจและความทรงจำของผู้คนสองฝั่ง การยกระดับสถานะจึงต้องอาศัยฉันทามติร่วมกัน โดยเมืองหยุนหลินจะเดินหน้าศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่อไป พร้อมหารือกับจางฮั่วอย่างต่อเนื่อง
นอกจากคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สะพานซีหลัวยังเป็นเวทีของพลังศรัทธา ภาพผู้ศรัทธานับหมื่นร่วมขบวนแห่เจ้าแม่มาจู่ข้ามสะพานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลายเป็นภาพจำอันทรงพลัง และน่าจดจำ อย่างไรก็ตาม แม้สะพานจะเปิดใช้งานแล้ว ก็ยังมีบันทึกว่าในปี 1978 และปี 2001 ขบวนเจ้าแม่มาจู่เลือก “ลุยแม่น้ำข้ามฝั่ง” แทนการข้ามสะพาน เส้นทางศรัทธาอันแสนพิเศษนี้จึงกลายเป็นประสบการณ์ในฝันของผู้แสวงบุญยุคใหม่ และตอกย้ำว่าสะพานซีหลัวไม่ได้เชื่อมเพียงผู้คนและกาลเวลา หากยังเชื่อมโลกแห่งศรัทธา ความทรงจำ และชีวิตของผู้คนสองฝั่งแม่น้ำเข้าด้วยกัน