สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรเขตไถหนาน ภายใต้กระทรวงเกษตรไต้หวัน (Tainan District Agricultural Research and Extension Station) ใช้เวลาคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งสีม่วงมาหลายปี จนประสบความสำเร็จได้พันธุ์แรกที่ผลิตได้เองในประเทศ มีชื่อว่า “หน่อไม้ฝรั่งสีม่วง-ไถหนาน หมายเลข 5” โดยพันธุ์นี้ได้รับการคัดเลือกภายใต้สภาพอากาศร้อนและการปลูกในโรงเรือน จึงมีความทนทานต่ออุณหภูมิสูง แม้ในสภาพอากาศร้อนจัดก็ยังให้ผลผลิตและคุณภาพดีสม่ำเสมอ อีกทั้งมีเส้นใยน้อยกว่าหน่อไม้ฝรั่งเขียวที่พบทั่วไป เนื้อสัมผัสสดนุ่ม และยังอุดมด้วยแอนโทไซยานิน ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก มีศักยภาพสูงในการขยายตลาดอาหารเพื่อสุขภาพที่หลากหลาย
หน่อไม้ฝรั่งสีม่วงมีจุดเด่นด้านความสดหวานและปริมาณแอนโทไซยานินสูง จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม พันธุ์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมักประสบปัญหาเมื่อปลูกในช่วงฤดูร้อนของไต้หวัน เช่น ปลายหน่อบาน ผลผลิตลดลง เพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านการปรับตัวของพันธุ์ สถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรไถหนานจึงดำเนินการคัดเลือกพันธุ์ภายใต้สภาพอุณหภูมิสูงในประเทศ จนได้หน่อไม้ฝรั่งสีม่วงที่มีคุณสมบัติเด่นทั้งความทนร้อน สีม่วงสวยชัด และปลายหน่อแน่น มีชื่อว่า “หน่อไม้ฝรั่งสีม่วง-ไถหนานหมายเลข 5”
หลี่อวี้ฉวน (李育全) นักวิจัยผู้ช่วย ระบุว่า ปัจจุบันหน่อไม้ฝรั่งเขียวที่ปลูกเป็นหลักในประเทศ ได้แก่ “ไถหนานหมายเลข 3” และ “ไถหนานหมายเลข 4” โดยทั่วไปหน่อไม้ฝรั่งเหมาะกับอุณหภูมิประมาณ 18–30 องศาเซลเซียส หากสูงถึง 33 องศา อาจส่งผลให้ลำต้นแม่เจริญเติบโตไม่ดี และเกิดอาการปลายหน่อบาน แต่หน่อไม้ฝรั่งสีม่วง-ไถหนานหมายเลข 5 ถูกคัดเลือกภายใต้สภาพอากาศร้อนในโรงเรือน จึงสามารถรักษาระดับผลผลิตและคุณภาพได้อย่างค่อนข้างคงที่ แม้ในอุณหภูมิสูง โดยผลผลิตต่อพื้นที่ใกล้เคียงกับพันธุ์ไถหนานหมายเลข 3 และ 4

หน่อไม้ฝรั่งสีม่วง ไถหนานหมายเลข 5 มีจุดเด่นทั้งความทนร้อนสูง ให้ผลผลิตมาก และลำต้นแม่แข็งแรง ผลการทดลองปลูกพบว่า ไม่ว่าจะในโรงเรือนตาข่ายหรือโรงเรือนพลาสติก ต่างสามารถเจริญเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ หน่ออ่อนที่เก็บเกี่ยวมีอัตราผ่านมาตรฐานสูง ปลายหน่อแน่น สีม่วงสดชัด ตรงกับความต้องการของตลาด
ในด้านการเพาะปลูก หากเป็นภาคใต้ของไต้หวันสามารถปลูกในโรงเรือนได้เกือบตลอดทั้งปี เพียงหลีกเลี่ยงการย้ายกล้าช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมซึ่งร้อนจัด เนื่องจากไต้หวันมักเผชิญพายุไต้ฝุ่นในช่วงฤดูร้อนถึงฤดูใบไม้ร่วง จึงแนะนำให้ปลูกกลางแจ้งในช่วงเดือนตุลาคม ใช้เวลาประมาณ 5 เดือนในการเจริญเติบโต และเริ่มเก็บเกี่ยวได้ในฤดูใบไม้ผลิของปีถัดไป สามารถวางแผนผลิตได้ตลอดทั้งปี ส่วนในด้านการดูแลแปลงควรเลือกพื้นที่ระบายน้ำดี ใส่ปุ๋ยอย่างเหมาะสม คัดเลือกลำต้นแม่ และจัดการศัตรูพืชอย่างถูกวิธี เพื่อช่วยเพิ่มทั้งปริมาณและความสม่ำเสมอของคุณภาพผลผลิต

ปัจจุบัน เมล็ดพันธุ์ “หน่อไม้ฝรั่งสีม่วง-ไถหนานหมายเลข 5” ยังมีจำนวนจำกัด ทางสถานีวิจัยและส่งเสริมการเกษตรไถหนานจึงยังอยู่ในขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์แม่ในปริมาณมาก เพื่อเตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ภาคเอกชนด้านเมล็ดพันธุ์นำไปขยายต่อ เมื่อเมล็ดพันธุ์หรือกล้าพันธุ์ถูกผลิตออกจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ก็จะเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่สนใจสามารถนำไปทดลองปลูกได้มากขึ้น เป้าหมายคือการเพิ่มความหลากหลายให้ตลาดหน่อไม้ฝรั่ง ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้น