บันทึกชีวิตในไต้หวันสัปดาห์นี้ นำเอาบทความของชาวไทยที่ได้รับรางวัล Choice Award การประกวดรางวัลวรรณกรรมผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติ ครั้งที่ 10 มาฝาก กับผลงานที่มีชื่อว่า อาบน้ำหรือยัง ? เขียนโดยคุณเขมณัช สีหวัลลภจากประเทศไทย ที่ปัจจุบันทำงานวิศวะกรในบริษัทไต้หวัน คุณเขมณัชเคยให้สัมภาษณ์ว่า งานเขียนเรื่อง ‘อาบน้ำรึยัง?’ เป็นงานที่เขียนจากชีวิตตัวเอง เพราะมีช่วงหนึ่งที่ทำงานยุ่งมากจนกลับมาถึงบ้าน ไม่มีเวลาอาบน้ำก็นอนเลย ซึ่งการอาบน้ำหรือยัง เป็นคำที่ย้ำเตือนตัวเองทุกวัน เพราะการอาบน้ำเป็นสิ่งพี้นฐานที่ทุกคนควรจะทำ และเป็นการแสดงออกถึงการรักตัวเองอย่างหนึ่ง และเขายังฝากผู้อ่าน อยากให้รู้ว่าชีวิตมีทางเลือกเสมอ แค่ต้องเริ่มจากการรักตัวเองก่อน เวลาเรารักตัวเองเราจะเริ่มคิดได้ว่า เราจะแก้ปัญหายังไงไม่ให้ทำร้ายตัวเอง ไปอ่านบทความพร้อมกันในรายการเลยค่ะ

วรรณกรรมนักวิศวกรไทยในไต้หวันคว้ารางวัลชมเชย เผยความกดดันแรงงานต่างชาติ (ภาพจาก Taiwan Literature Award for Migrants)
.....................................................................................
อาบน้ำหรือยัง
ตอนเที่ยงคืนกว่าๆ ในห้องนอนบนชั้นดาดฟ้าของแฟลตแห่งหนึ่งกลางกรุงไทเป มีชายวัย 29 ปีคนหนึ่ง กำลังนอนแผ่หราอยู่บนพื้นไม้ลามิเนตสีเทาอย่างอิดโรย หลังจากที่เพิ่งเลิกงานตอนสี่ทุ่มและกลับถึงบ้านได้สักพัก เขากำลังนอนคิดทบทวนชีวิตที่ผ่านมา
...ชายคนนั้นคือฉันเอง
ฉันเป็นคนไทยอีกคนหนึ่งที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนและทำงานในไต้หวัน โดยเมื่อปี 2020 ฉันอาศัยช่วงโควิดสอบชิงทุนจนได้มาเรียนต่อปริญญาโทที่ไต้หวันด้าน natural language processing เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้สามารถเข้าใจภาษามนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นองค์ความรู้ด้านเดียวกับที่ใช้พัฒนา chatbot อย่าง ChatGPT
หลังจากเรียนจบ ฉันใฝ่ฝันอยากทำงานตรงสายเพื่อต่อยอดในสิ่งที่เรียนมา แต่กลับพบว่าในไทยแทบไม่มีตำแหน่งงานด้านนี้เปิดรับอยู่เลย จึงมุ่งมั่นหางานในไต้หวันต่อ แถมการจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของที่นี่ คงเป็นแต้มต่อในการหางานไม่มากก็น้อย
แต่เอาเข้าจริง ฉันกลับใช้เวลาหางานที่นี่อยู่หนึ่งปีเต็ม ในที่สุดฉันก็ได้งานที่บริษัท startup แห่งหนึ่งอย่างเฉียดฉิว ในเดือนสุดท้ายก่อนที่ ARC สำหรับหางานจะหมดอายุพอดี

การหางานทำในไต้หวันสำหรับชาวต่างชาติไม่ใช่เรื่องง่าย (ภาพประกอบเรื่อง จาก CNA)
งานนี้เกี่ยวกับการพัฒนา chatbot ตามที่หวัง ฉันทำงานเป็นวิศวกรอยู่ที่ startup แห่งนี้มาได้หนึ่งปีกว่าแล้ว โดยมีหน้าที่หลักคือ รวบรวมข้อความบนอินเทอร์เน็ตในภาษาต่างๆ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ จีน และญี่ปุ่น เพื่อประมวลผลเป็นข้อมูลสำหรับฝึกฝนโมเดล chatbot ต่อไป งานนี้เป็นงานที่ท้าทายความสามารถอย่างมาก ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ โดยไม่ใช่แค่ต้องเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังต้องมีความรู้ด้านภาษาด้วย ที่นี่ทำงานโดยใช้ภาษาจีนเป็นหลัก แรกเริ่มเดิมที ภาษาจีนของฉันก็ไม่ได้ดีมาก ประชุมงานก็มักฟังไม่เข้าใจ จนต้องมาคุยกับเพื่อนร่วมงานนอกรอบ ส่วนภาษาญี่ปุ่นฉันได้แค่พื้นฐาน อ่านออกแค่อักษรพยางค์ (ฮิรางานะและคาตากานะ) คันจิก็รู้จักเท่าที่เคยเรียนมาในภาษาจีน
สิ่งหนึ่งที่เคยเป็นอุปสรรคในการทำงานคือ มีอักษรจีนและคันจิมากมายที่ฉันไม่รู้คำอ่าน ทำให้ไม่สามารถพิมพ์ตามคำอ่านด้วยพินอินหรือจู้อินได้ ส่วนการเปิดพจนานุกรมเพื่อหาเสียงอ่านทุกครั้งไป เมื่อเจออักษรตัวใหม่นั้น ดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่เป็นไปได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะภาษาต้องใช้เวลาเรียนเป็นปีๆ
ฉันจึงปรึกษาเรื่องนี้กับแฟนคนไต้หวัน เขาแนะนำให้ฉันฝึกใช้แป้นพิมพ์ชางเจี๋ย (倉頡) ซึ่งเป็นการสะกดตามองค์ประกอบของตัวอักษร เช่น 漰 สามารถพิมพ์ด้วยชางเจี๋ยว่า “水山月月” การเรียนรู้แป้นพิมพ์ชนิดนี้ไม่ง่ายเลย โดยระหว่างเดินกลับบ้านหลังเลิกงาน ฉันจะพยายามสังเกตอักษรบนป้ายร้านค้าต่างๆ ตามทาง และฝึกสะกดเป็นชางเจี๋ยในใจ พอถึงบ้านก็ค่อยไปฝึกกับแป้นพิมพ์ต่อ ใช้เวลาอยู่หลายสัปดาห์ สุดท้ายก็พบว่าชางเจี๋ยนั้นสะดวกรวดเร็วกว่าในหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะเวลาต้องพิมพ์อักษรชินจิไต (新字体) ซึ่งใช้เฉพาะในภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น เช่น 転、仏、応、恵
ฉันรู้สึกโชคดีมากที่มีโอกาสได้ทำงานแบบนี้ในไต้หวัน ทำให้ต้องขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด เพื่อที่จะทำงานให้ได้เร็วและดียิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันต้องมานอนเหนื่อยอย่างนี้อยู่ทุกคืน
“ไปอาบน้ำได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องทำงานไม่ใช่หรอ”
ฉันพูดกับตัวเองที่กำลังนอนราบอยู่บนพื้น จากนั้นพลางใช้มือหนึ่งถอดแว่นตาที่พักอยู่บนสันจมูกทั้งวันจนเป็นรอยแดง และใช้อีกมือหนึ่งยันพื้นเพื่อชันตัวเองขึ้นนั่ง เพื่อนำแว่นตาวางลงบนโต๊ะข้างเตียง แต่สุดท้ายฉันก็สู้กับความเหนื่อยล้าจากการทำงานไม่ไหว ล้มตัวลงและผล็อยหลับไปบนพื้นไม้ลามิเนตสีเทาตามเดิม
...
“เชี่ยแล้ว! จะสายแล้ว!”
ฉันสะดุ้งตื่นพร้อมสบถออกมาอย่างไม่งัวเงีย หลังจากถูกปลุกด้วยเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือที่ดังแผดประหนึ่งเสียงไซเรน หน้าจอแสดงเวลา 08:25
วันนี้ต้องไปทำงาน แต่ฉันยังไม่ได้อาบน้ำเลยตั้งแต่เมื่อคืน จึงรีบกระรีกระวาดลุกขึ้นจากพื้น และพาร่างกายของตัวเองไปยังห้องน้ำโดยพลัน มือหนึ่งคว้าแปรงสีฟันยัดเข้าปาก อีกมือหนึ่งกดยาสระผมจากขวดปั๊มและละเลงลงบนหัว เพราะกลัวไปไม่ทันเวลาเข้างานตอน 9 โมง อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เวลา 08:50 ฉันคว้ากระเป๋าเป้ออกจากห้อง รีบลงลิฟต์ และวิ่งข้ามถนนไปยังจุดจอด YouBike เพื่อยืมจักรยาน
เหลือเวลาแค่ 10 นาที ฉันออกแรงปั่นสุดชีวิต ด้วยความรู้จากปริญญาตรีด้านผังเมืองที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บวกกับประสบการณ์ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ทำให้ฉันคำนวณได้ว่าเส้นทางไหนใช้เวลาน้อยที่สุด ทางไหนไม่มีไฟแดงก็ไปทางนั้นแหละ ลัดเลาะซอกแซกไปตามตรอกซอกซอยที่เหมือน “ตาราง” ของไทเป

โชคดีที่ทำงานอยูไม่ไกลจากที่พัก ปั่นจักรยานไปก็ถึง (ภาพประกอบเรื่อง ไม่ใช่คนในภาพ ภาพจาก udn )
โชคดีที่แฟลตอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานนัก สุดท้ายก็ถึงทันเวลา ฉันวิ่งกระหืดกระหอบเข้าออฟฟิศ วางกระเป๋าเป้ที่โต๊ะทำงานของตัวเอง และพุ่งตรงเข้าห้องประชุม วันนี้เหลาป่าน (เจ้าของบริษัท) ต้องการให้ทีมระดมความคิดเพื่อแก้ปัญหาหนึ่งในโครงการ อันที่จริงเขามีไอเดียในใจอยู่แล้ว แต่อยากลองปล่อยให้ทีมหารือกันเองดูบ้าง จนกว่าได้คำตอบที่เขาต้องการ โดยที่มีเขานั่งฟังเป็นโค้ชอยู่ด้วย
พวกเรานั่งถกเถียงกันอยู่ครึ่งชั่วโมง แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่เข้าเค้า และอยู่ดีๆ เหลาป่านก็หมดความอดทน
“ทำไมพวกคุณถึงโง่อย่างนี้เนี่ย!” (為什麼你們這麼笨!)
เขาเปล่งผรุสวาทเสียงดังต่อทุกคนในที่ประชุม ด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิด และเดินหน้านำการประชุมต่อไป เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งระหว่างทำงาน และทำให้ออฟฟิศของเรากลายเป็นสนามอารมณ์ของผู้บังคับบัญชาไปโดยปริยาย
วนเวียนอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่กดดัน (ภาพจาก Shutterstock)
ชีวิตฉันวนเวียนอยู่ในวัฏจักรเช่นนี้มา 2 เดือนแล้ว กลับถึงห้องตอน 4 ทุ่มกว่า ซึ่งบางวันอาจดึกกว่านี้ และเหนื่อยจนหลับไปเองโดยที่ยังไม่ได้อาบน้ำ บนพื้นห้องนอนบ้าง บนโซฟาในห้องส่วนกลางบ้าง จากนั้นถูกปลุกด้วยโทรศัพท์มือถือในตอนเช้า อาบน้ำอย่างเร่งรีบเพื่อเริ่มงานในวันใหม่ตอน 9 โมง
ฉันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีวันหยุดพัก แม้กระทั่งวันเสาร์อาทิตย์ และทราบดีว่าการทำงานแบบนี้ผิดกฎหมายแรงงานไต้หวัน แต่ฉันเหนื่อยเกินกว่าจะมาคิดเรียกร้องหรือคิดหนีไปไหน ตอนนี้ฉันเป็นเหมือนคำที่คนไต้หวันใช้เปรียบเปรยกันว่าเป็น “社畜” (อาจแปลไทยได้ว่า “ปศุษัท”: เหมือนปศุสัตว์ที่บริษัทเลี้ยงไว้ใช้ประโยชน์ เพราะจำยอมหรือไม่มีที่ไป)
ถ้าสภาพแวดล้อมการทำงานมันแย่ขนาดนี้ ทำไมฉันยังยอมทนอยู่ต่อล่ะ? ทำไมถึงเชื่อว่าตัวเองไม่มีที่ไปล่ะ?
เพราะลึกๆ แล้ว ฉันกลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย
ความกลัวในอดีตกำลังฉุดรั้งฉันจากการทำสิ่งที่ถูกต้อง และจากการรักตัวเอง
ระหว่างที่หางานในไต้หวันหลังจากเรียนจบปริญญาโท ฉันอาศัยอยู่ในแฟลตเก่าๆ ในเมืองซินจู๋ ค่าเช่าเดือนละ 3,500 NTD ฉันอยู่ด้วยเงินที่เก็บหอมรอมริบได้ระหว่างเรียน และต้องใช้ชีวิตอย่างจำกัดจำเขี่ย เพราะไม่รู้ว่าจะได้งานเมื่อไหร่ ฉันลองเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนไต้หวัน ที่ทำวิจัยด้วยกันและเรียนจบมาพร้อมกัน และพบว่าฉันมีโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์งานน้อยกว่าเพื่อนไต้หวันถึง 5 เท่า โดยทางสถิติคือ ทุก 6 ตำแหน่งที่เพื่อนยื่นสมัคร จะได้เรียกสัมภาษณ์หนึ่งครั้ง (โอกาส 1 ต่อ 6) แต่ฉันเองกลับต้องยื่นสมัครมากถึง 30 ตำแหน่ง กว่าจะได้เรียกสัมภาษณ์สักครั้ง (โอกาส 1 ต่อ 30)
ฉันอยากได้งานในไต้หวันมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องยื่นสมัครไปอีกมากแค่ไหน การสมัครงานแล้วถูกปฏิเสธซ้ำๆ ทำให้ฉันเครียดมากจนถึงขนาดที่ว่า การเปิดเว็บหางาน 104 หรือ LinkedIn ขึ้นมาก็ทำให้หัวใจเต้นแรง จนฉันต้องรีบกดปิดหน้าจอ
ฉันจะมีงานทำได้อย่างไร หากฉันเปิดเว็บหางานไม่ได้ ฉันรู้สึกเหมือนชีวิตติดหล่ม นอนหลับมากกว่าวันละ 13 ชั่วโมง พอตื่นขึ้นมาก็ได้แต่นอนเหม่อมองเพดาน ไม่รู้ว่าจะลุกขึ้นจากเตียงทำไม เพราะไม่เชื่อมั่นว่าตัวเองจะสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้ชีวิตได้ ในที่สุดฉันก็ได้พาตัวเองไปจิตแพทย์ในไต้หวัน หมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคเครียด (適應障礙症) จากนั้นอาการก็ดีขึ้นตามลำดับ ฉันเลยตั้งหน้าตั้งตาหางานต่อ จนได้งานในที่สุด
ทางการแพทย์เชื่อกันว่า ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพจิต หลักๆ ประกอบด้วยสภาพแวดล้อมและกรรมพันธุ์ และฉันก็เชื่อว่าตัวเองมีทั้งสองปัจจัย
ครอบครัวของฉันอยู่ที่ไทย มีพ่อ แม่ และน้องสาวหนึ่งคน ทั้งพ่อและแม่อยู่ในวัยใกล้เกษียณ โดยที่พ่อทำงานคนเดียว เป็นเสาหลักของบ้านมาตั้งแต่ที่แม่คลอดน้องสาว เพราะแม่ป่วยเป็นโรคจิตเภทหลังคลอด (postpartum schizophrenia) แถมตัวแม่เองไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วยและปฏิเสธการรักษามาตลอด
อาการของโรคทำให้แม่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ทุกวันแม่จะมีอาการประสาทหลอน (幻覺) พูดคนเดียว ไม่ก็พูดกับฝาบ้าน โดยแม่จะหูแว่วและคิดไปเองว่ามีคนมาจ้องมองหรือจะมาทำร้าย ตะโกนด่าโต้ตอบกับเสียงที่ไม่มีอยู่จริงอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ อาการนี้เกิดขึ้นวันละหลายครั้ง แต่ละครั้งกินเวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
นอกจากนี้แม่ยังมีอาการหลงผิด (妄想) มีอยู่ครั้งหนึ่งแม่เคยจำวันเกิดฉันผิด และยืนกรานว่าจะฉลองวันเกิดให้ฉันในวันนั้นให้ได้ จนฉันต้องไปหาสูติบัตรมายืนยัน แต่แม่กลับด่ากราดทุกคนในบ้านว่าพยายามปลอมแปลงเอกสารราชการ
ฉันรู้ตัวดีว่าตัวเองมีความเสี่ยงทางสุขภาพจิต เพราะไม่ได้มีเพียงฝั่งแม่ที่เป็นโรคนี้เท่านั้น ทางฝั่งพ่อก็มีญาติที่เป็นโรคนี้เช่นกัน พี่ชายคนโตของพ่อได้ย้ายไปสร้างครอบครัวและทำธุรกิจรถจี๊ปนีย์ (Jeepney) ที่ฟิลิปปินส์ อยู่มาวันหนึ่งธุรกิจมีปัญหาต้องปิดตัวลง การเปลี่ยนแปลงของชีวิตทำให้ลุงเริ่มมีปัญหาสุขภาพจิต และรุนแรงจนในท้ายที่สุดกลายเป็นโรคจิตเภท แบบที่แม่ของฉันเป็น สถานการณ์จะคล้ายกันเกินไปไหมนะ
.......
ตอนนี้เวลาสามทุ่ม ตัวฉันยังทำงานอยู่ที่ออฟฟิศเช่นเคย อยู่ดีๆ พ่อโทรมาหา ฉันจึงขอตัวมาเข้าห้องน้ำเพื่อรับสาย
“แม่แกน่ะสิ โวยวายไม่หยุดเลย” พ่อกล่าวทักทายด้วยการบ่น
จากนั้นพ่อหันหน้าออกจากโทรศัพท์เพื่อไปคุยกับแม่อย่างเหนื่อยหน่าย แต่เสียงก็ดังพอที่ไมโครโฟนของโทรศัพท์จะจับไว้ได้
“โอ๊ย ลูกอยู่ไต้หวัน โทรให้แล้วนะ มาคุยเร็วๆ”
ฉันพอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะคุยโทรศัพท์กับแม่ต่อ จนกระทั่งแม่วางสายไปเอง
แม่ลืมว่าฉันอยู่ไต้หวัน ดูเหมือนว่านี่จะเป็นอาการของภาวะความจำเสื่อม ครั้งล่าสุดที่ฉันกลับไทยช่วงสงกรานต์ ฉันมักได้ยินแม่พูดพึมพำกับตัวเองทำนองว่า จำไม่ได้ว่าตัวเองกินข้าวไปหรือยัง
ฉันเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นานา
“อนาคตแม่คงจะลืมมากกว่านี้แน่ๆ”
“ถ้าสักวันแม่จำแม้แต่ลูกตัวเองไม่ได้ล่ะ”
“แล้วแม่จะอยู่ยังไง ใครจะดูแล”
ครอบครัวต้องการฉัน
...
เช้าวันหนึ่งต้นเดือนตุลาคม 2024 ฉันบอกเหลาป่านว่าต้องการลาออกเพราะปัญหาครอบครัว เขาใช้วาทศิลป์โน้มน้าวให้ฉันอยู่ต่อ ส่วนฉันก็ต่อรองว่า สิ้นเดือนนี้ขอทำงาน work from home จากไทยหนึ่งสัปดาห์ เพื่อกลับไปเยี่ยมครอบครัว
ฉันจึงบินกลับไทยตามข้อตกลง และพบว่าอาการของแม่เริ่มแย่ลงตามที่คิดไว้จริงๆ
การดูแลผู้ป่วยจิตเวชอย่างใกล้ชิดนั้น เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ และบ่มเพาะความรู้สึกหมดหนทาง (無助) ในใจของผู้ดูแลทุกคน โดยเฉพาะน้องสาว ที่เรียนจบปริญญาตรีมาได้หลายเดือนแล้ว แต่ยังหางานไม่ได้ แถมต้องคอยดูแลแม่ตลอด
...
30 ตุลาคม 2024 เวลา 10:10 น. เช้าวันที่ฉันต้องบินกลับไต้หวัน
“หวืดๆ” โทรศัพท์มือถือสั่นจากการแจ้งเตือน
ฉันใช้นิ้วลากปลดล็อคหน้าจอ และพบว่าเป็นอีเมลแจ้งยกเลิกเที่ยวบินเนื่องจากไต้ฝุ่นกองเร็ย (康芮) ซึ่งเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี ฉันรู้สึกตื่นตระหนกทันทีที่อ่านอีเมลจบ เพราะกลัวว่าจะกลับไปทำงานที่ไต้หวันในวันรุ่งขึ้นไม่ได้ และไม่อยากถูกมองว่าเป็นคนไร้ความรับผิดชอบ
ฉันลุกลี้ลุกลนรีบเปิดเว็บหาเที่ยวบินอื่น แต่ปรากฏว่าไม่มีบินตรง เหลือเพียงเที่ยวบินเดียวซึ่งต้องไปต่อเครื่องที่ฮ่องกง ฉันบอกลาครอบครัว และเรียกแท็กซี่ไปสนามบินสุวรรณภูมิในทันที โดยใช้เวลาบนแท็กซี่ที่ขับด้วยความเร็ว 120 กม./ชม. กดจองตั๋วเที่ยวบินใหม่ผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างประดักประเดิด
เครื่องบินลงที่ฮ่องกง ฉันมาได้ครึ่งทางแล้ว แต่ยังต้องรอลุ้นหน้าเกตอีกว่า เที่ยวบินขาฮ่องกง-ไทเป จะถูกยกเลิกหรือไม่ เพราะพายุเข้าใกล้ไต้หวันขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายฉันก็มาถึงไต้หวันอย่างปลอดภัย และพบว่าเที่ยวบินนั้นเป็นเที่ยวบินสุดท้ายที่สามารถต่อเครื่องมาจากไทยได้ ก่อนที่พายุจะรุนแรงขึ้นจนมีประกาศยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดในวันรุ่งขึ้น ฉันเกือบกลับมาไต้หวันไม่ทันแล้ว

ฟันฝ่าพายุไต้ฝุ่น กลับมาทำงานที่ไต้หวัน (ภาพจาก cwa.gov.tw)
หลังจากที่กลับมาไต้หวัน สุขภาพจิตของฉันยิ่งย่ำแย่ลง ทุกเช้าที่ขี่จักรยาน YouBike ไปทำงานหรือเดินข้ามถนน ฉันมักมีความคิดแวบเข้ามาในหัวว่าอยากให้ตัวเองถูกรถชน เพราะมันน่าจะทรมานน้อยกว่าการต้องเผชิญหน้ากับปัญหาชีวิตต่างๆ ที่ทับซ้อนกันอยู่ ทั้งเรื่องงานและครอบครัว รวมถึงตัวฉันเองที่ก้าวผ่านมันไปไม่ได้
โชคดีที่แฟนคนไต้หวัน ผู้รับรู้ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ช่วยชีวิตฉันไว้ เขาพาฉันไปหานักจิตบำบัด
นักจิตบำบัดรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น ตามกระบวนการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา พวกเรานัดกันหลายครั้งเพื่อมาสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างต่อเนื่อง จนฉันคิดได้ว่า ต้นตอของปัญหาคือฉันยังรักตัวเองไม่พอ
การที่ฉันทนอยู่กับเหลาป่านที่คอยกดขี่ข่มเหง หรือการที่ฉันพยายามทุกวิถีทาง ดันทุรังจะบินฝ่าไต้ฝุ่นกลับไต้หวันให้ได้ แท้จริงแล้วคือการทำร้ายตัวเองแบบผ่อนส่ง (慢性自殘) ฉันลืมคิดถึงความปลอดภัยของตัวเองเป็นอันดับแรก“ปลอดภัยไว้ก่อน” เป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งมักถูกทำให้มองข้ามไป ประโยคนี้จึงถูกบังคับให้เขียนติดไว้ตามสถานที่อันตรายเพื่อเตือนใจเราทุกคน และมันยังดังก้องกังวานอยู่ในใจฉันนับแต่นั้น
ฉันถูกปลุกให้ตื่นจากความหลงผิด
นักจิตบำบัดยังให้ความเห็นว่า จิตใจของฉันอาจเชื่อมโยงความเครียดจากการทำงานเข้ากับการอาบน้ำ เพราะฉันมักเหนื่อยจนเผลอหลับไปเอง และได้มาอาบน้ำตอนเช้าแทน ซึ่งหลังจากอาบน้ำเสร็จ ฉันก็ต้องรีบไปทำงานทันที
การไปหานักจิตบำบัดได้ผลดีมาก ที่สำคัญคือไม่มีค่าใช้จ่าย ต้องขอบคุณรัฐบาลไต้หวันสำหรับสวัสดิการด้านสุขภาพจิต (15-45歲青壯世代心理健康支持方案) ฉันรู้สึกโชคดีและภูมิใจที่ภาษาจีนของฉันดีพอ ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นไปในชีวิตของตัวเองกับนักจิตบำบัดได้ อย่างไรก็ตาม ฉันเชื่อว่ามีชาวต่างชาติในไต้หวันอีกจำนวนไม่น้อย ที่มีสิทธิแต่เข้าไม่ถึงสวัสดิการนี้ เพราะข้อจำกัดทางภาษา

การได้พูดคุยกับนักจิตบำบัด ทำให้สภาพจิตใจดีขึ้น (ภาพจาก Shutterstock)
ห้าทุ่มครึ่งในคืนวันจันทร์สิ้นเดือนพฤศจิกายน ทั้งออฟฟิศเหลือเพียงฉัน หัวหน้า และเหลาป่าน เหลาป่านเรียกฉันและหัวหน้าไปต่อว่า ว่าทำไมถึงไม่เร่งทำงานให้เสร็จในวันอาทิตย์ แต่ทั้งแผนกเหลือเพียงหัวหน้าและฉันสองคน เพราะคนอื่นลาออกไปหมดแล้ว
“เพราะเมื่อวานฉันลุกจากเตียงไม่ขึ้นแล้ว” ฉันตอบไปตามนั้น
จากนั้นหัวหน้าก็โดนเหลาป่านด่าทอต่อว่าสารพัด ที่ปล่อยให้งานไม่เสร็จทันเวลา
“ต้องให้ใช้แซ่เฆี่ยน [พวกคุณ] ใช่ไหม!?” (需要用鞭子打嗎!?)
ฉันได้ยินเหลาป่านพูดดังนั้น ไม่ได้รู้สึกโกรธหรือกลัว แต่กลับรู้สึกขยะแขยง และคิดว่าฉันคู่ควรกับสภาพแวดล้อมที่ดีกว่านี้ ที่ที่คนให้ความเคารพซึ่งกันและกัน และเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์
“ฉันขอลาออก! และวันสุดท้ายที่ฉันจะทำงานคือ 10 มกราคม 2025!” ฉันพูดออกไปรวดเดียวจบ
เหลาป่านโมโหยิ่งกว่าเดิมและเริ่มต่อปากต่อคำกับฉัน เขารู้ดีว่าบริษัทนี้เติบโตได้เพราะฉัน และบริษัทขาดฉันไปไม่ได้
“พนักงานก็แค่เครื่องมือนี่!” (員工就只是工具嘛!) การโต้เถียงกันอย่างดุเดือดทำให้เขาโพล่งความในใจออกมา
ฉันหมดศรัทธาในที่แห่งนี้
ฉันกลับมารักตัวเอง เพื่อที่จะมอบความสุขให้ตัวเอง และคนที่ฉันรักได้อีกครั้ง
การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ และฉันหวังว่าตอนนี้จะยังไม่สายเกินไป

การได้โทรกลับบ้าน ได้ยินเสียงคนที่บ้าน ก็มีความสุขแล้ว(ภาพประกอบเรื่อง/shutterstock)
“หวืดด... หวืดด... หวืดด...” เสียงสั่นของโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
ฉันสไลด์ปุ่มสีเขียวบนหน้าจอ แล้วนำโทรศัพท์แนบหู
“อาบน้ำหรือยัง งานใหม่เป็นยังไงบ้าง แม่แกอยากคุยด้วย”
นี่สินะ ความสุขของฉัน